11,990
VIEWS

ปี 2017 มี Startup Unicorn แจ้งเกิดทั้งสิ้น 57 ราย

Jan 05, 2018 S.Vutikorn

เรียกว่ายังเนื้อหอมไม่หยุดสำหรับวงการ Startup เพราะแต่ละปีจะมีคนรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่วงการนี้อย่างมากมายทั่วโลก แม้ว่าทุกคนจะรู้ดีกว่าเส้นทางการแจ้งเกิดของ Startup นั้น เกิน 90% จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ต้องยอมรับว่าแรงดึงดูดของที่ทำให้คนหันมาสนใจ Startup นั้นก็คือ เหล่า Unicorns หรือ Startup ที่สามารถไต่เพดานธุรกิจจนได้เงินสนับสนุนจากนักลงทุนมากมายไปจนถึงระดับ Unicorn คือ มากกว่า 1,000 ล้านเหรียญ หรือ 35,000 ล้านบาทโดยที่ยังไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กันเป็นร้อยๆ แบรนด์

ตัวเลขไม่ผิดครับ 35,000 ล้านบาท !!!

เฉพาะในปี 2017 ปีเดียว มี New Unicorns เพิ่มขึ้นมามากถึง 57 ราย

โดยเฉพาะในรายที่เป็นไฮไลท์อย่าง Toutiao Media Startup ของประทเศจีนนั้นมีสินทรัพย์เป็นมูลค่าถึง $20 billion แล้ว

ถ้าลงลึกในรายละเปียดจะพบว่าใน 57 Unicorns นี้ เป็น Startup ที่มาจากประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุดคือ 32 บริษัท จากประเทศจีน 14 บริษัท จากเครือสหราชอาณาจักร 4 บริษัท และจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อินเดีย, อินโดนีเซีย ประเทศละ 1 บริษัท

Startup จากอินโดนีเซียที่ได้เลื่อนระดับในปีนี้ก็คือ Traveloka นั่นเอง

ที่ผ่านมาในปี 2015 ถือเป็นปีที่มีการแจ้งเกิด Unicorns มากที่สุด คือ 81 ราย

The Next Asian Unicorn?

ย้อนกลับไป 5 ปีก่อน Start Up ที่ถือกำเนิดขึ้นและสามารถแจ้งเกิดจนเป็น Unicorn ได้นั้นกว่า 73% เป็นบริษัทที่มีฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกา เหตุผลมาจากความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและหน่วยงานที่เข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมืองหลวงของ IT อย่าง Silicon Valley ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิต Start Up รายใหญ่ของโลก

แต่จากสถิติในปี 2016 เราจะพบว่ามี Start Up ระดับ Unicorn ที่ไม่ใช่สัญชาติอเมริกันเกิดขึ้นมามากมายคิดเป็นสัดส่วนถึง 58%

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมานั้นมาจากทางฝั่งยุโรปที่หลักๆ มาจากประเทศเยอรมันนีและอังกฤษ และส่วนทางเอเชีย ก็มีจีน, อินเดีย และเกาหลีใต้เป็นประเทศบ่มเพาะหลักๆ

ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าในภูมิภาคอาเซียนของเราก็มี Start Up ระดับ Unicorn แล้วเช่นกันหลายราย คือ Grab, Garena จากประเทศ Singapore, Traveloka และ Go-Jek จากประเทศ Indonesia

ถึงบรรทัดนี้ เชื่อว่าหลายคนมีคำถามในใจขึ้นมาทันที คือ แล้ว Start Up ของไทยมีโอกาสที่จะไปถึง Unicorn มากน้อยเพียงใด

ถ้าดูตามเนื้อผ้าและความสามารถของ Start Up ไทยแล้ว ก็ต้องบอกว่ามีความเป็นไปได้สูง ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องดูที่ Ecosystem ของ Start Up ในประเทศไทยด้วยว่ามีความพร้อมมากน้อยเพียงใด

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าทุกวันนี้นักลงทุนมีทางเลือกกับ Start Up มากมาย เพราะทุกประเทศล้วนมีนโยบายส่งเสริม และธุรกิจนี้ก็มีการแข่งขันที่สูงมาก ดังนั้นการที่ Start Up แต่ละรายจะสามารถไต่ละดับขึ้นไปในแต่ละ Series ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การจะผลักดันให้ Start Up ของไทยไปสู่ Unicorn จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

การทำธุรกิจแบบตัวคนเดียวนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

นอกเหนือจากกลุ่มนักลงทุน แล้ว Start Up ของไทยยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอีกมากมายจนเป็น Ecosystem ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนจากภาครัฐ (Government Agency), การพัฒนาหลักสูตรและเพิ่มความช่วยเหลือจากสถาบันการศึกษา (Education), องค์กรที่คอยให้คำแนะนำและคำปรึกษาทางด้านการตลาด, กฎหมายระหว่างประเทศ (Incubators, Accelerators), สถานที่ทำงาน (Co-working Space), สื่อที่คอยสนับสนุนและเผนแพร่ผลงาน (Media) ฯลฯ

แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ยังพบว่าองค์กรของภาครัฐบางหน่วยงานยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ Start Up

หลายคนยังเข้าใจว่า Start Up ก็ให้คำปรึกษาทางธุรกิจเหมือนกับ SMEs เพราะถือกำเนิดจากธุรกิจขนาดเล็กเหมือนกัน

ร้ายไปกว่านั้น บางคนเอาไปเปรียบเทียบกับ OTOP ก็มีมาแล้ว

ในความเป็นจริงต้องกล่าวว่า Start Up ทุกแบรนด์ล้วนเป็น SMEs แต่ทุก SMEs ทุกแบรนด์ไม่ใช่ Start Up เนืองจากมีโมเดลธุรกิจที่ไม่เหมือนกัน

SMEs เน้นทำธุรกิจเหมือนเลี้ยงลูก คือ สร้างธุรกิจให้เติบโตไม่คิดจะขาย แต่ Start Up นั้นคนก่อตั้งทำหน้าที่เหมือนเป็นแม่นมกลายๆ คือ เลี้ยงให้เติบโตแข็งแรงแบบก้าวกระโดด และพร้อมที่จะลาจากเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

เรียกว่าถ้าเลี้ยงปลาก็ให้อาหารแบบเร่งสี เร่งวุ้น เร่งโต ถ้าเลี้ยงไก่ก็ฉีดฮอร์โมน เปิดไฟ ให้อาหารตลอด 24 ชั่วโมง

จนหลายคนให้คำจำกัดความว่า Startup = Growth + Scale

ดังนั้นเมื่อคนของภาครัฐยังขาดความเข้าใจก็เท่ากับว่ามีโอกาสที่จะส่งเสริม Start Up แบบผิดทางได้ ซึ่งบุคลิกของธุรกิจที่มีความเสี่ยงมากขนาดนี้ หากได้คำแนะนำที่ผิดก็ยิ่งเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความล้มเหลวเข้าไปอีก

คุณกระทิง พูลผล ผู้บริหารร่วมกองทุน 500 TukTuks กองทุนย่อยในเครือ 500 Startups ผู้คร่ำหวดในวงการ Start Up ของไทยมาอย่างยาวนาน มองจุดอ่อนของ Start Up ไทยว่ายังขาดความสามรรถพิเศษ 3 ด้าน คือ

1. Tech Talent

2. Business Model Mutuality

3. Growth Mindset

“ส่วนใหญ่ที่ผมเห็น Start Up ไทยจะคิดที่จะทำแต่เฉพาะเมืองไทย คิดว่ามันไม่สามารถโตไปในต่างประเทศได้ ข้อหลังนี้ไม่เคยเปลี่ยนเลยตั้งแต่ที่ผมทำมา เขาไม่ค่อยคิดว่า ฉันจะโตไปต่างประเทศ ฉันจะโตอย่าง Lazada ไปเทคโอเวอร์ต่างประเทศ เลยกลายเป็นว่าเราจะเห็น Start Upต่างประเทศมาโตในเมืองไทยเยอะกว่า ส่วนข้อ 2 อันนี้เรียนรู้ได้ ดังนั้นศักยภาพของ Startupในทวีปเอเชียยังไม่สามารถเทียบได้ ไทยอยู่ในลีกเดียวกันกับเวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า คือเราชนะ ลาว กัมพูชา พม่าแน่ๆ แต่เราสูสีกับเวียดนาม เราตามหลังอินโดนีเซีย 3-4 ปี เราน่าจะชนะฟิลิปปินส์ แต่แพ้มาเลเซีย สิงคโปร์ แน่นอน เพราะสิงคโปร์นำหน้าไทยไป 10 ปี

แต่ประเด็นสำคัญคือ Start Up ไทยเริ่มช้ากว่าประเทศอื่นเยอะมาก เวียดนามตอนนี้เขา Exit กันไปเรียบร้อยมี Unicorn แล้ว เริ่ม Wave 2 ไปแล้ว ไทยยังทำมา 4 ปีเพิ่งถึงครึ่งทางของ Wave แรกเท่านั้น”

ต้องไม่ลืมว่าสำหรับ Start Up นั้น การติดกระดุมเม็ดแรกสำคัญที่สุด เพราะถ้าติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรกก็จะติดผิดต่อๆ กันไป ซึ่งหมายถึงโอกาสที่จะล้มเหลวมีสูงมาก

ประเด็นสำคัญ ก็คือ ต้องยอมรับว่า Start Up ไทยมีไม่กี่รายเท่านั้นที่พลาดแล้วจะมีโอกาสได้กลับมาเริ่มต้นใหม่เป็นครั้งที่ 2

ข้อมูล : http://www.visualcapitalist.com/57-startups-unicorns-in-2017/

ภาพเปิด kryptomoney.com/

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.