3,879
VIEWS

โมเดล Grocery Delivery หน้าใหม่เติบโตสูง Instacart ลงทุน 23,000 ล้านบาท พร้อมสู้ Amazon

Mar 22, 2017 M.Pussapol

Instacart ในฐานะ Startup  หน้าใหม่ของธุรกิจ Grocery  Delivery ได้รับเงินสนับสนุน  Series D  เป็นจำนวน 400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 14,000 ล้านบาท  โดยมีผู้ลงทุนที่มองเห็นโอกาสของผู้ประกอบการรายนี้ ไม่ว่าจะเป็น Wellcome Trust, Y Combinator Continuity, Andreessen Horowitz, FundersClub, Khosla Ventures, Kleiner Perkins Caufield& Byers (KPCB), Initialized Capital, Thrive Capital และ Valiant Capital.

จุดเด่นของ  Instacart อยู่ที่ลูกค้าสามารถรับสินค้าตามที่สั่งได้ที่ร้านค้าปลีกร้านใดก็ได้ใกล้บ้านตามที่พวกเขากำหนด Sequoia Capital องค์กรผู้นำการให้ทุนระบุว่า  ปัจจุบัน กิจการของ Startup รายนี้มีมูลค่าประมาณ  3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปี  2014 ที่มีมูลค่า  2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เส้นทางการเติบโต

Instacart ก่อตั้งเมื่อปี 2012  โดย Apoorva Mehta อดีตพนักงานของ  Amazon   บริษัทซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซานฟรานซิสโกแห่งนี้ มีบริการใน 25 รัฐลูกค้ารายแรกๆ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่แถบซีแอตเติล นับถึงตอนนี้ระดมทุนแล้วรวม 660 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 23,100 ล้านบาท

ภาพที่ปรากฏในสายตาของลูกค้า คือ การสั่งสินค้าออนไลน์ ขณะที่กระบวนการทำงานจริง  ไม่ว่าจะเป็น Startup อย่าง  Instacart หรือผู้นำอย่าง AmazonFresh ของ Amazon  ก็ใช้วิธีเดียวกัน คือ เปิดร้าน Grocery ของตัวเอง ให้พนักงานไปหยิบสินค้าที่ลูกค้าสั่งทีละชิ้น จากนั้นส่งไปที่ร้านค้าปลีกปลายทางที่ลูกค้ากำหนดว่าจะรับของ

ความได้เปรียบในการแข่งขันของ Instacart คือ พวกเขามีพันธมิตรมากกว่าคู่แข่งยกตัวอย่างเฉพาะพื้นที่ซีแอตเติล  มีร้านสาขาของ  Whole Foods, Costco, Safeway, QFC, Uwajimaya, Petco, PCC, Central Co-op เฉพาะบริเวณดังกล่าว พวกเขามีพันธมิตรเป็นร้านค้าที่ลูกค้าสามารถรับสินค้าที่สั่งได้มากกว่า  135 แห่ง 

ส่วนพันธมิตรในพื้นที่อื่นๆ ประกอบด้วย  H.E.B Supervalu ซึ่งเป็นเจ้าของ Cub Foodsจำนวนพันธมิตรของ Instacart    เพิ่มขึ้นไม่หยุดยั้ง โดยเมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาร่วมมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น Publix, Schnucks, และ Ahold Delhaize ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการร้าน Food Lion และ Giant

ตามแผนธุรกิจที่วางไว้ Instacart  ตั้งเป้าขยายพื้นที่ให้บริการจากเดิมอีก 2 เท่า  จุดสำคัญที่สุด คือ ความร่วมมือกับผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของอุตสาหกรรม  ซึ่งขณะนี้เป็นพันธมิตรกับบริษัทแล้ว เช่น Nestle, P&G, Unilever, General Mills, Coca-Cola และ Pepsico

อย่างไรก็ตาม พวกเขาต้องเผชิญกับคู่แข่งยักษ์ใหญ่ในธุรกิจค้าปลีก  คือ  Amazon.com  และ AmazonFresh ซึ่งเป็นบริการ  Grocery Delivery รวมถึงบริการที่กำลังเติบโตอย่าง  Prime Now

รูปแบบการแข่งขันในปัจจุบัน  ทั้ง  Instacart  และ  Amazon ใช้ราคาค่าบริการเป็นหลักในการดึงดูดลูกค้า

สำหรับ Instacart  อัตราค่าบริการ ซึ่งเป็นที่มาของรายได้ส่วนใหญ่มาจากลูกค้าที่จ่ายเป็นเงินก้อน คือ 14.99

เหรียญสหรัฐต่อเดือน หรือ 149 เหรียญสหรัฐต่อปี ไม่จำกัดจำนวนครั้งการส่ง

ขณะที่ปีที่แล้ว  Amazon  ยกเลิกอัตราค่าบริการต่อปี ซึ่งอยู่ที่ 299 เหรียญสหรัฐ  เหลือเพียงการใช้บริการลูกค้ากลุ่ม Prime ของ  AmazonFresh  อยู่ที่ 14.99 เหรียญสหรัฐต่อเดือนเพียงอย่างเดียว

เดือนธันวาคมปีที่แล้ว เช่นกัน Amazon  เปิดตัว AmazonGo ร้านค้าปลีกคอนเซ็ปต์ใหม่ ซึ่งให้บริการเฉพาะกับ

พนักงานเท่านั้น ร้านค้าแห่งนี้  ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเข้าแถวรอจ่ายเงินแต่อย่างใด ทั้งนี้ พวกเขามีแผนเปิดร้านให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้บริการในไม่ช้านี้ โดยคาดว่า จะเปิดอีกร้านในซีแอตเติล บริเวณพื้นที่แคปปิตอลฮิลล์

Business Model ของ Instacart

1.รายได้มาจากค่าส่งสินค้า  Grocery

2.สินค้าบางรายการในร้านที่ Instacart ซื้อของจำนวนมาก อาจบวกราคาเล็กน้อยสูงสุดไม่เกิน 15%

3.อัตราค่าส่งปกติ คิดตามขนาดของคำสั่งซื้อ

4.ผู้ซื้อสามารถยกเลิกคำสั่งซื้อได้ทันทีในทุกกรณี  ซึ่งรวมถึงการที่ราคาสินค้าไม่ถูกต้องตามที่แจ้ง และบริษัทพร้อมคืนเงินที่จ่ายแล้วให้ด้วย

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.