4,394
VIEWS

ความพยายามอีกครั้งกับการรุกออนไลน์ของกลุ่มเซ็นทรัล เสริมแกร่งด้วย JD.CO.TH

Nov 05, 2017 S.Worapol

เรียกได้ว่าเป็นตลาดที่หินไม่น้อยสำหรับ e-Commerce บ้านเรา ผู้เล่นรายใหญ่ รายเล็กต่างต้องเจ็บตัวกันระนาวกับการลงทุนเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งจากฝั่งของผู้บริโภคเองที่ยังไม่ได้มองว่าช่องทางนี้จะตอบโจทย์การช้อปปิ้งแบบ 100%

หรือเเม้แต่ในฝั่งของเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้ถูกคิดค้นมาให้ผู้บริโภคเกิดความง่าย และไว้วางใจในการใช้งานตั้งแต่การสั่งซื้อ การชำระเงิน ไปจนถึงการจัดส่งสินค้า

แต่ถึงอย่างไรก็ดีรูปแบบของตลาด e-Commerce บ้านเราก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี แม้ว่าจะไม่ได้มีอัตราที่สูงมากก็ตาม ทุกแบรนด์ ทุกผู้เล่นก็ต่างคิดค้น วางระบบ รอคอยเวลาที่เหมาะสมในการรุกตลาดนี้ให้ประสบความสำเร็จอย่างจริงจัง

ต้องบอกเลยว่าความมีรูปแบบเฉพาะตัวของตลาด e-Commerce บ้านเราสร้างความปวดหัวให้กับใครหลายคนมิใช่น้อย เว็บไซด์ที่ทำตัวเป็น Market Place ใหญ่ๆ หลายรายต้องยอมแพ้ให้กับร้านค้าเล็กๆ ที่ใช้ Social Media เป็นหน้าร้าน ซึ่งมุลค่าของตลาดนี้ก็มิใช่น้อยเลยทีเดียว

มีใครหลายคนเรียกตลาดกลุ่มนี้ว่า Social-Commerce หรือ M-Commerce (Mobile-Commerce) ทำให้เราเห็นแบรนด์ได้หยิบเอาโมเดลของตลาดกลุ่มนี้ไปทดลองใช้กับตลาดของตัวเองด้วย อย่างกลุ่มเซ็นทรัลที่ก่อนหน้านี้ ได้เปลี่ยนชื่อ ออฟฟิศเมท มาเป็น COL หรือ Central Online เพื่อวางระบบและดูแลส่วนออนไลน์ของกลุ่มเซ็นทรัล รวมถึงการเข้าซื้อ ZALORA ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น LOOKSI

หรือแม้แต่การเเปิดบริการ CENTRAL On Demand เป็นห้างแรกในประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่ไม่ได้อยู่ในจังหวัดที่มีสาขาของห้างเซ็นทรัล หรือไม่สะดวกเดินทางมายังห้างฯ ก็สามารถช้อปปิ้งด้วยการแชตสอบถาม และสั่งซื้อสินค้าตามความต้องการกับเจ้าหน้าที่ได้เลย เป็นการนำเอาโเดลของตลาดเล็กมาสู่ตาดขนาดใหญ่ ซึ่งผลลัพท์จะเป็นอย่างไรก็ต้องรอติดตามไปกันต่อ

แต่วันนี้กลุ่มเซ็นได้ใช้ความพยายามอีกครั้งในการต่อจิ๊กซอว์ภาพของการรุกตลาด e-Commerce ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย ประกาศการร่วมทุนครั้งใหญ่กับ JD.com ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก-อีคอมเมิร์ซจากประเทศจีน และผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซอันดับสามของโลก ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ในชื่อ JD.co.th

ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า “เราทราบอยู่แล้วว่าโลกเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ในเง่ของเทคโนโลยีที่มาเปลี่ยนธุรกิจ นโยบายของ เราเตรียมพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาโดยตลอด อย่างครั้งนี้ความร่วมมือกับ เจดี ดอทคอมที่นอกเหนือเป็นที่ยักษ์ของโลกด้าน e-Commerce แล้ว เรายังมีแนวทางการทำงานที่ตรงกันอีกด้วย ข้อเเรก ในแการทำธุรกิจลูกค้าเป็นอันดับแรก ทำอย่างไรให้ลูกค้าพอใจมากที่สุด เรื่องของคุณภาพสินค้า ของดีของแท้ ต้องเฟอร์เพคที่จะขายให้ลูกค้า หรือแม่แต่การทำธุรกิจระยะยาวและเพื่อสังคม ของเราใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำยังไงให้สังคม เอสเอ็มอี สังคมได้ประโยชน์ ในสองสามเรื่องทำให้เราตัดสินใจ เข้าสู่ New Economy ในประเทศไทย” 

มากกว่าด้วยแพลตฟอร์มใหม่ JD.co.th

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการลงทุนระหว่าง เซ็นทรัลและ JD.com ในสัดส่วน 50:50 ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท เซ็นทรัลเจดี คอมเมิร์ซ ประเทศไทย หรือ  JD Central ที่มีมูลค่าการลงทุนกว่า 1.75 หมื่นล้านบาท

ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตเพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศไทย หลังจากนั้นก็จะเตรียมความพร้อมเรื่องของ Warehouse การคัดสรรบุคลากรจากประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการทำงาน รวมถึงการนำสินค้าต่างๆให้เข้าสู่แพลตฟอร์มของ JD.co.th

ญนน์ โภคทรัพย์ President of Central Group อธิบายต่อไปอีกว่า “ไม่เพียงเปิดกว้างให้ลูกค้าทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้บริการ แต่ยังช่วยต่อยอดโครงการสินค้าชุมชนของกลุ่มเซ็นทรัล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย มากกว่า 10,000 ราย รวมถึงสินค้า OTOP และสินค้าจากเกษตรกรท้องถิ่น เติบโตและประสบความสำเร็จไปพร้อมๆ กับเรา เพิ่มการส่งออกสินค้าคุณภาพสู่ตลาดสากล และสามารถขยายตลาดให้ครอบคลุมลูกค้าทั้งใน และต่างประเทศ โดยสินค้าทั้งหมดที่ปรากฎบนหน้าเว็บ JD.co.th ก็จะปรากฎบนหน้าเว็บ JD.com ในประเทศจีนด้วย คาดว่ามูลค่าส่งออกสินค้าไทยไปประเทศจีนจะไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้าน ภายใน 2 ปี”

มากกว่า Modern Trade ด้วยการเป็น Cyber Trade

แน่นอนว่าดีลยักษ์ขนาดนี้คงไม่ใช่แค่มาวางระบบ e-Commerce ให้เกิดขึ้นในกลุ่มเซ็นทรัลเพียงเท่านั้น แต่กลุ่มเซ็นทรัลพยายามที่จะใช้ความหลายหลายของธุรกิจและความแข็งแกร่งของพันธมิตรในการสร้างความครบวงจร 4 ด้านสำคัญซึ่งนับว่าเป็น Ecosystem ที่มีความครอบคลุม

1.อีคอมเมิร์ซ (E-commerce) รวบรวมหลากหลายร้านค้า แฟลกชิพสโตร์ของกลุ่มเซ็นทรัล และสินค้าคุณภาพนานาชนิด ทั้งของไทย และต่างชาติ รวมถึงสินค้า SME ในราคาที่เป็นธรรม พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ บนเว็บไซต์ที่ใช้ง่าย เหมาะกับลูกค้าทั่วโลกทุกเพศวัย (User-friendly)

2.อีโลจิสติกส์ (E-logistic) พลิกโฉมการขนส่งสินค้าแบบเดิมๆ ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะทำให้การขนส่งรวดเร็วแม่นยำยิ่งขึ้น เช่น การใช้โดรน, ออโต้คาร์ ฯลฯ พร้อมระบบการจัดการห่วงโซ่อุปสงค์ และอุปทาน และคลังสินค้าที่ทันสมัย

3.อีไฟแนนซ์ (E-finance) พัฒนาบริการฟินเทค อำนวยความสะดวกด้านไฟแนนซ์ให้กับลูกค้า และซัพพลายเออร์ มุ่งสร้าง ‘อีวอลเล็ท’ (E-wallet) และบริการทางการเงินออนไลน์อื่นๆ ที่ใช้งานง่าย เตรียมพร้อมเข้าสู่ Cashless society ในอนาคต

4.เทคโนโลยี และข้อมูล (Technology and data) ระดมเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเสริมการพัฒนาธุรกิจทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบวิเคราะห์ฐานข้อมูลขนาดใหญ่, เทคโนโลยีคลาวน์, AI, แชตบอต เพื่อใช้ในการปรับปรุงเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และบริการฟินเทคให้ตอบโจทย์ลูกค้า รวมถึงการใช้เทคโนโลยีโดรน ออโต้คาร์ และระบบโรโบติก ออโตเมต ในการจัดการคลังสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และการขนส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค  

โอกาสที่มีอยู่อย่างมากมายในไทย

ถึงแม้ว่าตลาด e-Commerce ในไทยจะมีมูลค้าไม่สูงเมื่อเทียบกับตลาดใหญ่อย่างจีน แต่ต้องบอกเลยว่า ยังมีโอากาสที่ตลาดจะเติบโตได้อีกมหาศาล

วินเซ็นต์ หยาง จาก JD.com มองว่า “การที่เราประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องเพียงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ก่อตั้งบริษัท แสดงให้เห็นว่าเรามีความเข้าใจลูกค้าในแต่ละกลุ่มอย่างแท้จริง เราสามารถส่งสินค้าจากประเทศออสเตรเลียมายังจีนเพียงแค่ระยะเวลาไม่เกิน 2 วัน หรือแม้แต่การส่งสินค้าให้กับคนจีนในภูมิภาคต่างๆ ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ซึ่งตรงนี้ทำให้เราเห็นโอกาสที่จะใช้เรื่องต่างๆ เหล้านี้มาพัฒนาบริการ ธุรกิจให้เหิกขึ้นในประเทศไทย แน่นอนว่าทั้งเราและเซ็นทรัลต่างก็มองไปที่เป้าหมายเดียวกันคือการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า”

มากกว่าธุรกิจคือ การค้าระหว่างสองประเทศ

เชื่อหรือไม่ว่าในโลกของ e-Commerce จีนมีการสั่งซื้อสินค้าของไทยไปขายผ่าน JD กว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งทางเจดีมองว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้สั่งซื้อสินค้าจากไทยเพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาท ภายในอีก 2 ปีข้างหน้าอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ทั้งสองทำคือเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เท่าทันโลกดิจิตอล  เพิ่มอัตราการจ้างงาน และส่งเสริมการส่งออกของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) รวมไปถึงการมีส่วนช่วยพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยการจัดตั้งสำนักงานใหญ่เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านดิจิตอลแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ริชาร์ด หลิว ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท JD.com กล่าวว่า “ประเทศไทยมีประชากรจำนวนมาก ประกอบกับมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และการให้บริการทางอินเตอร์เน็ตที่ครอบคลุมทั่วถึง ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาบริการด้านอีคอมเมิร์ซ และฟินเทคเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้การได้ร่วมงานกับกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกครบวงจรของประเทศไทย ทำให้เราเข้าใจลูกค้า และสามารถวางกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์ตลาดไทยได้ อันจะเป็นการเสริมศักยภาพให้เจดี

เซ็นทรัลสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า, เกื้อหนุนธุรกิจ SMEs ให้เติบโต, เพิ่มอัตราการส่งออกสินค้าไทย และพัฒนาจนกลายเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

1+1 มากกว่า 2 เสมอ

การลงทุนมูลค่ากว่า 1.75 หมื่นล้านบาท จะแบ่งเป็นการลงทุนในการพัฒนาระบบโครงสร้าง ของ e-Commerce รวมถึงระบบ โลจิสติกส์  50%  ส่วนที่เหลือจะใช้เพื่อการลงทุนในกลุ่มธุรกิจด้าน E –Finance และ FinTech ในการพัฒนาระบบเพื่อรองรับระบบในการชำระเงิน

ญนน์ โภคทรัพย์  President of Central Group กล่าวต่อไปอีกว่า “ การเริ่มของเราวันนี้คือเราไม่ได้เริ่มจากศูนย์เหมือนผู้เล่นรายอื่นๆ เรามีออฟไลน์ที่เเข็งแกร่ง มีลูกค้าในมือกว่า 14 ล้านคน มีฐานข้อมูลมากมายที่จะเปื้อประโยชน์ในการสร้างสิทธิประโยชน์ที่โดนใจให้กับลูกค้า แน่นอนว่า 1+1 คือ 11 คือมากกว่า 2 แน่นอน เพราะความเเข็งแกร่งของทั้งสองฝั่ง

แม้ว่าวันนี้รายได้จากฝั่งออนไลน์จะอยู่ที่ประมาณ 1-2% จากรายได้ทั้งหมด แต่เชื่อว่าความชัดเจนตรงนี้จะค่อยๆ ทำให้เราโตขึ้นไปพร้อมๆ กับกรุ๊ปที่โตต่อเนื่องในทุกๆ ปี ในอีก 5 ปีน่าจะขึ้นมาได้ที่ 15% ของยอดขายที่มาจากออนไลน์”

 

ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่เซ็นทรัลพยายามหาโมเดลของตัวเองในการทำให้ภาพของธุรกิจความเป็นออนไลน์ชัดเจนมากขึ้น ย้อนกลับไปที่ความสอดคล้องของนโยบาย DIGITAL CENTRALITY ที่มีสาระสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการให้บริการโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ปรับตัวตามความต้องการของผู้บริโภค ด้วยเพิ่มศักยภาพบุคลากรทางด้านดิจิตอลในด้านต่างๆ ทั้งการตลาด การสื่อสาร รวมถึง Logistics รวมถึงการพัฒนา online platform ที่ดีที่สุดในโลก พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีผ่านช่องทาง Omni channel ก็มีความชัดเจนสอดประสานกันเป็นอย่างดี

เหมือนอย่างที่ ทศ เคยกล่าวไว้ว่า 

“ธุรกิจออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลกต่างก็มองหาโอกาสจากออฟไลน์ ในขณะที่ธุรกิจออฟไลน์ก็มองหาช่องทางจากออนไลน์ แต่อย่าลืมว่าออฟไลน์อย่างเรามีความพร้อมทุกอย่างทั้งสินค้า ความหลากหลาย ทำให้เรามีต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่ความท้าทายก็คือการปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างเข้าใจโลกธุรกิจ ไม่มองออนไลน์เป็นคู่แข่งแต่มองให้เป็น Seamless เดียวกัน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็จะเข้าสู่ยุคของ Omni-Channel  ที่ทั้งออนไลน์และออฟไลน์เชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ” 

งบการลงทุนที่ประกาศไว้เมื่อต้นปี 45,534  ล้านบาท ยังถูกใช้ไปไม่ถึงครึ่ง เชื่อเหลือเกินว่ายักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่างเซ็นทรัลคงมีอะไรให้เราสนุกกันอีกแน่นอน

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.