4,614
VIEWS

ความพยายามอีกครั้งกับการรุกออนไลน์ของกลุ่มเซ็นทรัล เสริมแกร่งด้วย JD.CO.TH

Nov 05, 2017 S.Worapol

เรียกได้ว่าเป็นตลาดที่หินไม่น้อยสำหรับ e-Commerce บ้านเรา ผู้เล่นรายใหญ่ รายเล็กต่างต้องเจ็บตัวกันระนาวกับการลงทุนเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งจากฝั่งของผู้บริโภคเองที่ยังไม่ได้มองว่าช่องทางนี้จะตอบโจทย์การช้อปปิ้งแบบ 100%

หรือเเม้แต่ในฝั่งของเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้ถูกคิดค้นมาให้ผู้บริโภคเกิดความง่าย และไว้วางใจในการใช้งานตั้งแต่การสั่งซื้อ การชำระเงิน ไปจนถึงการจัดส่งสินค้า

แต่ถึงอย่างไรก็ดีรูปแบบของตลาด e-Commerce บ้านเราก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี แม้ว่าจะไม่ได้มีอัตราที่สูงมากก็ตาม ทุกแบรนด์ ทุกผู้เล่นก็ต่างคิดค้น วางระบบ รอคอยเวลาที่เหมาะสมในการรุกตลาดนี้ให้ประสบความสำเร็จอย่างจริงจัง

ต้องบอกเลยว่าความมีรูปแบบเฉพาะตัวของตลาด e-Commerce บ้านเราสร้างความปวดหัวให้กับใครหลายคนมิใช่น้อย เว็บไซด์ที่ทำตัวเป็น Market Place ใหญ่ๆ หลายรายต้องยอมแพ้ให้กับร้านค้าเล็กๆ ที่ใช้ Social Media เป็นหน้าร้าน ซึ่งมุลค่าของตลาดนี้ก็มิใช่น้อยเลยทีเดียว

มีใครหลายคนเรียกตลาดกลุ่มนี้ว่า Social-Commerce หรือ M-Commerce (Mobile-Commerce) ทำให้เราเห็นแบรนด์ได้หยิบเอาโมเดลของตลาดกลุ่มนี้ไปทดลองใช้กับตลาดของตัวเองด้วย อย่างกลุ่มเซ็นทรัลที่ก่อนหน้านี้ ได้เปลี่ยนชื่อ ออฟฟิศเมท มาเป็น COL หรือ Central Online เพื่อวางระบบและดูแลส่วนออนไลน์ของกลุ่มเซ็นทรัล รวมถึงการเข้าซื้อ ZALORA ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น LOOKSI

หรือแม้แต่การเเปิดบริการ CENTRAL On Demand เป็นห้างแรกในประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่ไม่ได้อยู่ในจังหวัดที่มีสาขาของห้างเซ็นทรัล หรือไม่สะดวกเดินทางมายังห้างฯ ก็สามารถช้อปปิ้งด้วยการแชตสอบถาม และสั่งซื้อสินค้าตามความต้องการกับเจ้าหน้าที่ได้เลย เป็นการนำเอาโเดลของตลาดเล็กมาสู่ตาดขนาดใหญ่ ซึ่งผลลัพท์จะเป็นอย่างไรก็ต้องรอติดตามไปกันต่อ

แต่วันนี้กลุ่มเซ็นได้ใช้ความพยายามอีกครั้งในการต่อจิ๊กซอว์ภาพของการรุกตลาด e-Commerce ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย ประกาศการร่วมทุนครั้งใหญ่กับ JD.com ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก-อีคอมเมิร์ซจากประเทศจีน และผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซอันดับสามของโลก ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ในชื่อ JD.co.th

ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า “เราทราบอยู่แล้วว่าโลกเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ในเง่ของเทคโนโลยีที่มาเปลี่ยนธุรกิจ นโยบายของ เราเตรียมพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาโดยตลอด อย่างครั้งนี้ความร่วมมือกับ เจดี ดอทคอมที่นอกเหนือเป็นที่ยักษ์ของโลกด้าน e-Commerce แล้ว เรายังมีแนวทางการทำงานที่ตรงกันอีกด้วย ข้อเเรก ในแการทำธุรกิจลูกค้าเป็นอันดับแรก ทำอย่างไรให้ลูกค้าพอใจมากที่สุด เรื่องของคุณภาพสินค้า ของดีของแท้ ต้องเฟอร์เพคที่จะขายให้ลูกค้า หรือแม่แต่การทำธุรกิจระยะยาวและเพื่อสังคม ของเราใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำยังไงให้สังคม เอสเอ็มอี สังคมได้ประโยชน์ ในสองสามเรื่องทำให้เราตัดสินใจ เข้าสู่ New Economy ในประเทศไทย” 

มากกว่าด้วยแพลตฟอร์มใหม่ JD.co.th

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการลงทุนระหว่าง เซ็นทรัลและ JD.com ในสัดส่วน 50:50 ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท เซ็นทรัลเจดี คอมเมิร์ซ ประเทศไทย หรือ  JD Central ที่มีมูลค่าการลงทุนกว่า 1.75 หมื่นล้านบาท

ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตเพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศไทย หลังจากนั้นก็จะเตรียมความพร้อมเรื่องของ Warehouse การคัดสรรบุคลากรจากประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการทำงาน รวมถึงการนำสินค้าต่างๆให้เข้าสู่แพลตฟอร์มของ JD.co.th

ญนน์ โภคทรัพย์ President of Central Group อธิบายต่อไปอีกว่า “ไม่เพียงเปิดกว้างให้ลูกค้าทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้บริการ แต่ยังช่วยต่อยอดโครงการสินค้าชุมชนของกลุ่มเซ็นทรัล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย มากกว่า 10,000 ราย รวมถึงสินค้า OTOP และสินค้าจากเกษตรกรท้องถิ่น เติบโตและประสบความสำเร็จไปพร้อมๆ กับเรา เพิ่มการส่งออกสินค้าคุณภาพสู่ตลาดสากล และสามารถขยายตลาดให้ครอบคลุมลูกค้าทั้งใน และต่างประเทศ โดยสินค้าทั้งหมดที่ปรากฎบนหน้าเว็บ JD.co.th ก็จะปรากฎบนหน้าเว็บ JD.com ในประเทศจีนด้วย คาดว่ามูลค่าส่งออกสินค้าไทยไปประเทศจีนจะไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้าน ภายใน 2 ปี”

มากกว่า Modern Trade ด้วยการเป็น Cyber Trade

แน่นอนว่าดีลยักษ์ขนาดนี้คงไม่ใช่แค่มาวางระบบ e-Commerce ให้เกิดขึ้นในกลุ่มเซ็นทรัลเพียงเท่านั้น แต่กลุ่มเซ็นทรัลพยายามที่จะใช้ความหลายหลายของธุรกิจและความแข็งแกร่งของพันธมิตรในการสร้างความครบวงจร 4 ด้านสำคัญซึ่งนับว่าเป็น Ecosystem ที่มีความครอบคลุม

1.อีคอมเมิร์ซ (E-commerce) รวบรวมหลากหลายร้านค้า แฟลกชิพสโตร์ของกลุ่มเซ็นทรัล และสินค้าคุณภาพนานาชนิด ทั้งของไทย และต่างชาติ รวมถึงสินค้า SME ในราคาที่เป็นธรรม พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ บนเว็บไซต์ที่ใช้ง่าย เหมาะกับลูกค้าทั่วโลกทุกเพศวัย (User-friendly)

2.อีโลจิสติกส์ (E-logistic) พลิกโฉมการขนส่งสินค้าแบบเดิมๆ ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะทำให้การขนส่งรวดเร็วแม่นยำยิ่งขึ้น เช่น การใช้โดรน, ออโต้คาร์ ฯลฯ พร้อมระบบการจัดการห่วงโซ่อุปสงค์ และอุปทาน และคลังสินค้าที่ทันสมัย

3.อีไฟแนนซ์ (E-finance) พัฒนาบริการฟินเทค อำนวยความสะดวกด้านไฟแนนซ์ให้กับลูกค้า และซัพพลายเออร์ มุ่งสร้าง ‘อีวอลเล็ท’ (E-wallet) และบริการทางการเงินออนไลน์อื่นๆ ที่ใช้งานง่าย เตรียมพร้อมเข้าสู่ Cashless society ในอนาคต

4.เทคโนโลยี และข้อมูล (Technology and data) ระดมเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเสริมการพัฒนาธุรกิจทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบวิเคราะห์ฐานข้อมูลขนาดใหญ่, เทคโนโลยีคลาวน์, AI, แชตบอต เพื่อใช้ในการปรับปรุงเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และบริการฟินเทคให้ตอบโจทย์ลูกค้า รวมถึงการใช้เทคโนโลยีโดรน ออโต้คาร์ และระบบโรโบติก ออโตเมต ในการจัดการคลังสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และการขนส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค  

โอกาสที่มีอยู่อย่างมากมายในไทย

ถึงแม้ว่าตลาด e-Commerce ในไทยจะมีมูลค้าไม่สูงเมื่อเทียบกับตลาดใหญ่อย่างจีน แต่ต้องบอกเลยว่า ยังมีโอากาสที่ตลาดจะเติบโตได้อีกมหาศาล

วินเซ็นต์ หยาง จาก JD.com มองว่า “การที่เราประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องเพียงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ก่อตั้งบริษัท แสดงให้เห็นว่าเรามีความเข้าใจลูกค้าในแต่ละกลุ่มอย่างแท้จริง เราสามารถส่งสินค้าจากประเทศออสเตรเลียมายังจีนเพียงแค่ระยะเวลาไม่เกิน 2 วัน หรือแม้แต่การส่งสินค้าให้กับคนจีนในภูมิภาคต่างๆ ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ซึ่งตรงนี้ทำให้เราเห็นโอกาสที่จะใช้เรื่องต่างๆ เหล้านี้มาพัฒนาบริการ ธุรกิจให้เหิกขึ้นในประเทศไทย แน่นอนว่าทั้งเราและเซ็นทรัลต่างก็มองไปที่เป้าหมายเดียวกันคือการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า”

มากกว่าธุรกิจคือ การค้าระหว่างสองประเทศ

เชื่อหรือไม่ว่าในโลกของ e-Commerce จีนมีการสั่งซื้อสินค้าของไทยไปขายผ่าน JD กว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งทางเจดีมองว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้สั่งซื้อสินค้าจากไทยเพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาท ภายในอีก 2 ปีข้างหน้าอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ทั้งสองทำคือเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เท่าทันโลกดิจิตอล  เพิ่มอัตราการจ้างงาน และส่งเสริมการส่งออกของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) รวมไปถึงการมีส่วนช่วยพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยการจัดตั้งสำนักงานใหญ่เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านดิจิตอลแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ริชาร์ด หลิว ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท JD.com กล่าวว่า “ประเทศไทยมีประชากรจำนวนมาก ประกอบกับมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และการให้บริการทางอินเตอร์เน็ตที่ครอบคลุมทั่วถึง ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาบริการด้านอีคอมเมิร์ซ และฟินเทคเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้การได้ร่วมงานกับกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกครบวงจรของประเทศไทย ทำให้เราเข้าใจลูกค้า และสามารถวางกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์ตลาดไทยได้ อันจะเป็นการเสริมศักยภาพให้เจดี

เซ็นทรัลสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า, เกื้อหนุนธุรกิจ SMEs ให้เติบโต, เพิ่มอัตราการส่งออกสินค้าไทย และพัฒนาจนกลายเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

1+1 มากกว่า 2 เสมอ

การลงทุนมูลค่ากว่า 1.75 หมื่นล้านบาท จะแบ่งเป็นการลงทุนในการพัฒนาระบบโครงสร้าง ของ e-Commerce รวมถึงระบบ โลจิสติกส์  50%  ส่วนที่เหลือจะใช้เพื่อการลงทุนในกลุ่มธุรกิจด้าน E –Finance และ FinTech ในการพัฒนาระบบเพื่อรองรับระบบในการชำระเงิน

ญนน์ โภคทรัพย์  President of Central Group กล่าวต่อไปอีกว่า “ การเริ่มของเราวันนี้คือเราไม่ได้เริ่มจากศูนย์เหมือนผู้เล่นรายอื่นๆ เรามีออฟไลน์ที่เเข็งแกร่ง มีลูกค้าในมือกว่า 14 ล้านคน มีฐานข้อมูลมากมายที่จะเปื้อประโยชน์ในการสร้างสิทธิประโยชน์ที่โดนใจให้กับลูกค้า แน่นอนว่า 1+1 คือ 11 คือมากกว่า 2 แน่นอน เพราะความเเข็งแกร่งของทั้งสองฝั่ง

แม้ว่าวันนี้รายได้จากฝั่งออนไลน์จะอยู่ที่ประมาณ 1-2% จากรายได้ทั้งหมด แต่เชื่อว่าความชัดเจนตรงนี้จะค่อยๆ ทำให้เราโตขึ้นไปพร้อมๆ กับกรุ๊ปที่โตต่อเนื่องในทุกๆ ปี ในอีก 5 ปีน่าจะขึ้นมาได้ที่ 15% ของยอดขายที่มาจากออนไลน์”

 

ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่เซ็นทรัลพยายามหาโมเดลของตัวเองในการทำให้ภาพของธุรกิจความเป็นออนไลน์ชัดเจนมากขึ้น ย้อนกลับไปที่ความสอดคล้องของนโยบาย DIGITAL CENTRALITY ที่มีสาระสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการให้บริการโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ปรับตัวตามความต้องการของผู้บริโภค ด้วยเพิ่มศักยภาพบุคลากรทางด้านดิจิตอลในด้านต่างๆ ทั้งการตลาด การสื่อสาร รวมถึง Logistics รวมถึงการพัฒนา online platform ที่ดีที่สุดในโลก พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีผ่านช่องทาง Omni channel ก็มีความชัดเจนสอดประสานกันเป็นอย่างดี

เหมือนอย่างที่ ทศ เคยกล่าวไว้ว่า 

“ธุรกิจออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลกต่างก็มองหาโอกาสจากออฟไลน์ ในขณะที่ธุรกิจออฟไลน์ก็มองหาช่องทางจากออนไลน์ แต่อย่าลืมว่าออฟไลน์อย่างเรามีความพร้อมทุกอย่างทั้งสินค้า ความหลากหลาย ทำให้เรามีต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่ความท้าทายก็คือการปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างเข้าใจโลกธุรกิจ ไม่มองออนไลน์เป็นคู่แข่งแต่มองให้เป็น Seamless เดียวกัน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็จะเข้าสู่ยุคของ Omni-Channel  ที่ทั้งออนไลน์และออฟไลน์เชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ” 

งบการลงทุนที่ประกาศไว้เมื่อต้นปี 45,534  ล้านบาท ยังถูกใช้ไปไม่ถึงครึ่ง เชื่อเหลือเกินว่ายักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่างเซ็นทรัลคงมีอะไรให้เราสนุกกันอีกแน่นอน

mobile

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn