28,281
VIEWS

Brand return, I'll be back - FUJIFILM พ้นวิกฤตเพราะคิดนอกกรอบ

Oct 16, 2017 P.Patikom

Fujifilm เป็นยักษ์ใหญ่อันดับสองของโลก รองจาก Kodak ในยุคทองของการใช้ฟิล์มถ่ายภาพนิ่ง และภาพยนตร์ และเมื่ออุตสาหกรรมฟิล์มถ่ายภาพเผชิญวิกฤตเพราะการเกิดของเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยระบบดิจิตอล Fujifilm ก็เผชิญวิกฤตเช่นเดียวกับ Kodak

Fujifilm ในห้วงวิกฤต

และ Fujifilm ก็เป็นเช่นเดียวกับ Kodak คือ ได้เตรียมตัวเผชิญกับวิกฤตอุตสาหกรรมฟิล์มไว้ล่วงหน้า

Kodak นั้นต้องถือว่าสุดยอดที่เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยระบบดิจิตอลเป็นรายแรกของโลก (แต่กลับประสบปัญหา) ส่วน Fujifilm แม้ไม่ได้บุกเบิก แต่ไม่ตกเทรนด์ ได้พัฒนากล้องถ่ายภาพด้จิตอลออกสู่ตลาดอย่างจริงจังเช่นกัน

เช่นเดียวกับ Kodak, Fujifilm ได้ตระหนักในความจริงที่ว่า ในทศวรรษที่ 1980 การถ่ายภาพกำลังเปลี่ยนสู่ยุคดิจิตอล และ Fujifilm ก็ทำกำไรมากมายจากธุรกิจฟิล์มต่อไป และก็ลงทุนในเทคโนโลยีดิจิตอลด้วย ขณะที่มีความพยายามแตกไลน์สินค้าไปยังธุรกิจใหม่ ๆ

อย่างไรก็ตาม นับแต่อุตสาหกรรมถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล เริ่มแข็งแรงขึ้นมีความนิยมมากขึ้น ยอดขายฟิล์มของ Fujifilm ก็ลดลงต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาราว 20 ปีจนถึงปลายทศวรรษที่ 2000 ผลกำไรจากธุรกิจฟิล์มของ Fujifilm ลดลงจากที่เคยได้ถึง 60 เปอร์เซนต์จนไม่เหลือผลกำไรเลย เพราะฟิล์มขายไม่ได้อีกต่อไปในตลาดแมส 

ฉีกกรอบฝ่าวิกฤต

แต่ Fujifilm ไม่ได้ติดกรอบความสำเร็จเดิมๆจนนำไปสู่วิกฤตดังที่ Kodak เผชิญ

The Economist หนึ่งในนิตยสารและเว็บไซต์ที่เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการเสนอข่าวเศรษฐกิจและการเมืองของโลก ได้เคยวิเคราะห์ถึงวิธีการแก้ปัญหาเพื่อฟื้นจากวิกฤตอุตสาหกรรมฟิล์มของ Fujifilm ไว้ว่า

"ในขณะที่ Kodak ที่เป็นบริษัทอเมริกันแต่ทำตัวเหมือนบริษัทญี่ปุ่นที่ยึดกฎเกณฑ์ตายตัว ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่ Fujifilm ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นกลับทำตัวเหมือนบริษัทอเมริกันที่มีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจสูง"

Fujifilm มีระบบวิธีคิดในการบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง Fujifilm ตระหนักว่ามีความจำเป็นในการพัฒนาความเชี่ยวชาญในธุรกิจใหม่ ๆ

จุดเริ่มต้นความสำเร็จในการแก้ปัญหาวิกฤตของ Fujifilm เป็นผลมาจากการตัดสินใจในปี 2000 เพื่อใช้เงินราว 1.6 พันล้านดอลลาร์ในการซื้อหุ้นเพิ่มอีก 25 เปอร์เซนต์ ใน FujiXerox ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ Fujifilm กับบริษัท Xerox ของอเมริกันที่กำลังดิ้นรนต้องการเงินสด ทำให้ Fujifilm สามารถควบคุมการดำเนินกลยุทธ์ของกิจการร่วมค้าแห่งนี้และรวบรวมฐานรายได้ที่แข็งแกร่งไว้ได้ ในช่วงที่รายได้จากตลาดฟิล์มลดลงอย่างรวดเร็วทำให้ Fujifilm เหมือนมีเบาะรองรับด้านรายได้ ไม่ต้องเจ็บตัวเพราะรายได้จากธุรกิจฟิล์มลดลงมาก

แตกสู่ไลน์ธุรกิจใหม่ Healthcare, เครื่องสำอาง

การใช้วิธีคิดนอกกรอบเพื่อแก้วิกฤตของ Fujifilm ยังมีอีกหลายด้าน และประสบความสำเร็จ เช่น การมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในธุรกิจใหม่ๆ โดยไม่มัวติดวนอยู่กับธุรกิจเดิม

ยกตัวอย่าง เช่น ความเชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยีของ Fujifilm ที่เดิมถูกใช้ในการใส่สารเคมีลงบนฟิล์ม กับความเชี่ยวชาญด้านคอลลาเจน ที่เดิมถูกใช้กับฟิล์มเช่นกัน ก็ถูกนำมาใช้ในการใช้ในการสร้างธุรกิจเครื่องสำอางกลุ่ม Skincare เพราะนาโนเทคโนโลยีสามารถนำสารดูแลผิวพรรณให้ซึมลึกเข้าไปในร่างกายใต้ผิวหนัง และรักษาความสดชื่นนุ่มนวลของผิวหนังได้คงทน รวมทั้งคอลลาเจนก็เป็นสารที่จำเป็นสำหรับเครื่องสำอางประเภท Skincare เพราะทำให้ผิวชุ่มชื้นนุ่มนวลยืดหยุ่นดี

Fujifilm เริ่มใช้ความเชี่ยวชาญดังกล่าวมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่แหกกรอบจากธุรกิจฟิล์มดั้งเดิม คือ เคริ่องสำอาง ตั้งแต่ปี 2004 และในปี 2006 Fujifilm ก็เปิดตัวเครื่องสำอางบำรุงผิวแบรนด์ ASTALIFT ซึ่งเป็นชื่อที่มาจากสาร Nano Astaxanthin และได้พัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆของ ASTALIFT ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และทำรายได้สูงกว่า 10 พันล้านเยน (89 ล้านดอลลาร์) ในปี 2010 และก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

นอกจากเตรื่องสำอาง Fujifilm ยังขยายไลน์ธุรกิจสู่กลุ่มธุรกิจ Healthcare เครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Systems) โดยได้ใช้เทคโนโลยีของตน สร้างเครื่องมือ อุปกรณ์ทันสมัยสำหรับใช้กับวงการแพทย์จำนวนมากมายหลายชนิด เช่น Computed Radiography, Digital Radiography, Digital Mammography, Dry Imager, Film and Screen, Endoscopy (กล้องส่องภายในร่างกาย), Point-of-Care Testing Products, Ultrasound System (เครื่องอุลตร้าซาวด์)

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอาง และ Health Care เป็นหน่วยงานที่มีกำไรมากที่สุดของบริษัท และมีรายได้มากกว่า 3.4 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 382 พันล้านเยน)

ธุรกิจ Fujifilm คลุมหลากหลายตลาดที่สำคัญและเป็นเทรนด์

Fujifilm ได้ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ ซื้อกิจการธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีชั้นสูงหลายบริษัทเพิ่มเติม เพื่อต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีของตนให้สูงยิ่งขึ้น

นี้เป็นผลให้ Fujifilm กลายเป็น บริษัท ที่มีความหลากหลายทางธุรกิจมากกว่า Kodak, Fujifilm มีวิสัยทัศน์ในระยะยาวในการลงทุนเป็นจำนวนมาก แม้นี่อาจจะกระทบต่อผลกำไรระยะสั้น แต่ส่งผลดีต่อความมั่นคงยั่งยืนของธุรกิจ และผลกำไรที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว

ผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอาง และกลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ Healthcare เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแตกไลน์ธุรกิจของ Fujifilm จากธุรกิจธุรกิจผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพดั้งเดิมที่ยังคงมีอยู่เช่นกัน

ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพดิจิตอลนั้น Fujifilm มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมไลน์ผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งกล้องดิจิตอลทั่วไป, กล้องประเภท Mirrorless, กล้องดิจิตอล 3D, เลนส์ทุกชนิด, รวมทั้ง Accessories ครบครัน, Instant Photo System, Binoculars และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกสู่ตลาดต่อเนื่อง 

Fujifilm ยังมีผลิตภัณฑ์กลุ่ม Business Products เช่น Graphic Systems, Photofinishing Products, Motion Picture Products, Optical Devices, Recording Media

และผลิตภัณฑ์กลุ่ม Industrial Products เช่น Semiconductor Materials, Biomaterials

Fujifilm มีรายได้รวมในปีบัญชี 2017/3 ประมาณ 2,550,0 พันล้านเยน (22.7 พันล้านดอลลาร์) เพิ่มจากปีบัญชี 2016/3 ประมาณ 2.3 เปอร์เซนต์ และคาดการณ์ผลกำไรประมาณ 220.0 พันล้านเยน (1.96 พันล้านดอลลาร์) สูงกว่าปีบัญชี 2016 ประมาณ 15.1 เปอร์เซ็นต์

นี้แสดงถึงความสำเร็จของฟูจิ ที่สามารถฟื้นจากวิกฤตของตลาดฟิล์มอย่างรวดเร็ว และยังมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่า Fujifilm ในอนาคตจะประสบความสำเร็จมากกว่าที่เคยประสบความสำเร็จในช่วงยุคทองของฟิล์มในอดีตด้วย

Cr : FUJIFILM / The Economist / CHANNEL NEWS ASIA

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.