“กระทิงแดง” กับกลยุทธ์สร้างน่านน้ำใหม่ เมื่ออดีตผู้นำตลาด หันมาสร้าง Niche ของตัวเอง

Jun 01, 2020 R.Somboon

แม้จะไม่ใช่แบรนด์แรกที่เข้ามาเปิดตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในบ้านเรา แต่ด้วยการทำตลาดที่โฟกัสไปยังกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ด้วยคอนเซ็ปต์ของการเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้พลังงาน ทำให้กระทิงแดง สามารถแซงคู่แข่งอย่างโอสถสภา ขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดได้ สำเร็จ ซึ่งคุณเฉลียว อยู่วิทยา ผู้ปลุกปั้นเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์นี้ ทำตลาดแบบไม่มีอะไรสลับซับซ้อน นั่นคือ การเข้าหาผู้ดื่มจริง แล้วนำอินไซต์เหล่านั้นมาพัฒนาสินค้า และทำการตลาดที่ถูกใจผู้ดื่มจริงเหล่านั้น

หากยังพอจำกันได้ กระทิงแดงในยุคแรกๆ ใช้แท็กไลน์ของแบรนด์หรือสโลแกนแบบง่ายๆ แต่สื่อถึงคุณสมบัติของการ เป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่ช่วยเพิ่มเอนเนอร์จี้ได้เป็นอย่างดีว่า “กระทิงแดง ซูซ่า ซู่ซ่า” ซึ่งกระทิงแดงครองความเป็นผู้นำตลาดอยู่หลาย ปี ทำเอาคู่แข่งต้องพลิกเกม ใช้กลยุทธ์หลากหลายรูปแบบ รวมถึงการใช้กลยุทธ์แบบมัลติ แบรนด์ ที่มีเครื่องดื่มชูกำลังหลาย แบรนด์ เข้ามาทำตลาดพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นเอ็ม-150 เอ็ม-100 ฉลาม หรือ .357 ที่เป็น Fighting Brand เข้ามารุมสกรัมกระทิง แดง แต่กว่าจะกินกระทิงแดงลงได้ ต้องใช้เวลาหลายปี

 

จุดเปลี่ยนหนึ่งที่เข้ามาทำให้แชมป์ต้องเปลี่ยนมือจากค่ายกระทิงแดงมาสู่โอสถสภาที่มีแบรนด์หลักคือ เอ็ม-150 อยู่ใน ช่วงเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว โดยเกิดขึ้นจากการที่กระทิงแดง ประกาศเลิกทำโปรโมชั่นโชคใต้ฝา เพื่อสนับสนุนนโยบายของ อ.ย. ที่ รณรงค์ ในเรื่องนี้

ขณะที่กระทิงแดงหยุด แต่คู่แข่งขันยังไม่หยุด ผลที่ตามมาก็คือ กระทิงแดงต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่แค่เสียให้กับค่ายโอสถสภาเท่านั้น แต่ยังเสียให้กับแบรนด์อื่นๆ อย่างในช่วงนั้น มีแบรนด์แรงเยอร์ ที่มาแรง และเก็บเกี่ยว ส่วนแบ่งไปได้พอสมควร

กระทิงแดงโดนแซงตกมาเป็นที่ 2 แต่หลังการเข้าตลาดของคาราบาวแดงที่ใช้กลยุทธ์ครบเครื่อง โดยเฉพาะกับการสร้าง เครือข่ายการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง และทีมสาวบาวแดงที่เข้ามาช่วยสร้างการ Pull Out สินค้าจากช่องทางขายได้เป็นอย่างดี ทำให้กระทิงแดงต้องเผชิญกับการแข่งขันหลายด้าน

ผลที่ตามมาทำให้กระทิงแดงตกไปเป็นเบอร์ 3 ของตลาด ต่อจากเอ็ม-150 และคาราบาวเดง โดยส่วนแบ่งตลาดอยู่ ระหว่าง 12.5% - 14% โดยคาราบาวแดงมีแชร์ราว 21 – 22% ส่วนค่ายโอสถสภามีแชร์อยู่ในมือรวมกันกว่า 50%

ความน่าสนใจมันอยู่ตรงที่ ความพยายามกลับมาสู่เกมของตัวเองอีกครั้งหนึ่งของกระทิงแดง ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้ กระทิงแดงใช้วิธีฉีกหนีไปเล่นในน่านน้ำใหม่กับกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ในตลาดเอนเนอร์จี้ ดริงค์ ที่เป็นพรีเมียม โดยส่งเรดดี้ เข้ามา เจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงทำงานออฟฟิศ

 

เรดดี้ ถูกทำให้ดื่มง่ายมากขึ้น พร้อมกับลบภาพของความเป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่เป็นของผู้ใช้แรงงานทิ้ง โดย Added Value ในด้านของความสวยงามเข้าไป โดยผสมน้ำผลไม้เพื่อทำให้มันดื่มง่ายยิ่งขึ้น โดยกระทิงแดงเข้ามาสร้างตลาดนี้เมื่อ 10 ปี ที่แล้ว และสามารถยึดภาพของการเป็นแบรนด์แรกที่เข้ามาทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้หญิงวัยทำงานได้เป็นผลสำเร็จ

การเข้ามาเล่นในตลาดใหม่กับกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ของกระทิงแดง ถือเป็นกลยุทธ์ยอดนิยมของผู้ท้าชิง ที่พยายามฉีกหนี ร่มเงาของผู้นำตลาดที่ทอดบังอยู่ คือแทนที่จะทำตลาดแบบแมสก็หนีไปสร้างนิช มาร์เก็ต ของตัวเองขึ้นมาพร้อมกับเก็บเกี่ยวใน สิ่งที่สร้างขึ้น ถือเป็นจังหวะที่ดีของกระทิงแดง เพราะเมื่อมองมาที่ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังโดยรวมในช่วง 4 – 5 ปี หลังมานี้ มีการ เติบโตที่ไม่ดีนัก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อของกลุ่มรากหญ้าหายไป เมื่อมองมาที่แนวโน้ม ของตลาดแล้ว พบว่า เครื่องดื่มชูกำลังที่อยู่ในตลาดพรีเมียม มีเทรนด์การเติบโตที่ดี โดยในปีที่ผ่านมา ตลาดชูกำลังโดยรวมที่มี มูลค่าประมาณ 22,000 ล้านบาท มีการเติบโตแค่ 1- 2% เท่านั้น ในทางกลับกัน ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่เป็นพรีเมียม ขายราคา ตั้งแต่ขวดละ 15 บาทขึ้นไป มีมูลค่าตลาด 1,400 ล้านบาท เติบโตถึง 6 – 8% โดยในรอบ 3 – 4 ปีมานี้ ตลาดมีการเติบโตเฉลี่ยถึง 10% เลยทีเดียว ทำให้ค่ายกระทิงแดงมั่นใจว่า ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังพรีเมียมจะมีมูลค่าตลาดทะลุ 2,000 ล้านบาท ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า

แน่นอนว่า กระทิงแดงในฐานะผู้บุกเบิกเก็บเกี่ยวความสำเร็จจากงานนี้ไปเต็มๆ โดยเรดดี้มีแชร์ในตลาดพรีเมียมกว่า 50% ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำให้ส่วนแบ่งตลาดที่เป็นคอร์ปอเรท แชร์ ของค่ายกระทิงแดงเพิ่มขึ้นขึ้น 16.3% ซึ่งค่ายกระทิงแดง มีการ ต่อยอดความสำเร็จด้วยการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อขยายฐานการดื่มเรดดี้ให้กว้างมากยิ่งขึ้น ล่าสุดเปิดตัว เรดดี้ แบล็ก ผสมฮันนี่ เลม่อน เพื่อจับกลุ่มผู้ชายทำงานออฟฟิศ และเรดดี้ พิงค์ ผสมน้ำลิ้นจี่ จับกลุ่มผู้หญิง โดยทั้ง 2 สูตร มีการปรับสูตร ให้หวานน้อย และผสมคอลลาเจน ซิงค์ และวิตามินซี เพื่อเล่นกับเทรนด์ใส่ใจสุขภาพของคนรุ่นใหม่

กระทิงแดงใช้งบการตลาดถึง 100 ล้านบาท พร้อมกับดึง กันต์ กันตถาวร" เป็นพรีเซ็นเตอร์คู่กับ "มาร์กี้ ราศรี" ที่เป็น พรีเซ็นเตอร์ต่อกันเป็นปีที่ 2 แล้ว เข้ามาเป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมาย โดยพยายามสร้างการทดลองดื่มด้วยการแจกสินค้า ตัวอย่างถึง 1 ล้านชิ้น พร้อมกับการทำตลาดแบบครบเครื่อง เพื่อย้ำให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้ง 2 ตัวนี้ ถือเป็นก้าวแรกของ ยุทธศาสตร์ 5 ปีของกลุ่มที่จะเติบโตไปสู่การทำยอดขาย 1 แสนล้านบาท

 

หากเราจะสรุปให้เห็นถึงเบื้องหลังการแจ้งเกิดของเรดดี้ออกมาเป็นข้อๆ จะได้ประมาณนี้

1. การทำตลาดแบบโฟกัสกลุ่มเป้าหมาย โดยยึดเอา Customer Centric และเทรนด์ของผู้บริโภคเข้ามาเป็นแกนหลัก ในการพัฒนาสินค้า ซึ่งหากย้อนดูในอดีต คุณเฉลียว อยู่วิทยา ผู้ให้กำเนิดกระทิงแดง ก็ยึดถือรูปแบบนี้ในการแจ้งเกิดกระทิงแดง ด้วยการโฟกัสไปที่กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้แรงงาน โดยมีเบเนฟิตที่ชัดเจนคือการให้พลังงาน

2. การทำตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่ของการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ลงตลาด และการใช้กลยุทธ์ที่ตอกย้ำให้เห็นถึงภาพ หรือตำแหน่งของสินค้าที่ชัดเจน อย่างในช่วงที่ผ่านมา เรดดี้มีการทำโปรโมชั่นแคมเปญเป็นรายการชิงโชค ที่แจกของรางวัลเป็น กระเป๋าลักชัวรี่ แบรนด์ ซึ่งเป็นของชอบของสาวออฟฟิศ ถือเป็นการทำแคมเปญที่หยิบเอาอินไซต์ของกลุ่มเป้าหมายมาเล่นได้ อย่างลงตัว

3.ในแง่ของตัวผลิตภัณฑ์ มีการ Ad Value ที่ตรงกับความต้องการเข้าไป โดยไม่ลืมที่จะทำให้มันดื่มง่าย แต่ยังคง Core Benefit ของเอนเนอร์จี้ดริ๊งค์ไว้ในการสื่อสารการตลาด คือไม่เพียงแค่รีเฟรชเหมือนเครื่องดื่มตัวอื่นๆ แต่ต้องให้พลังงานด้วย ซึ่ง เอนเนอร์จี้ ดริงค์ ที่มีการเพิ่มคุณประโยชน์ต่างๆ เข้าไปกำลังได้รับความนิยมในทั่วโลก

แม้ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่เป็นพรีเมียมจะยังมีขนาดตลาดไม่ใหญ่นัก แต่จากเทรนด์การเติบโตที่เห็น ทำให้กระทิงแดง สามารถพึ่งพา และใช้เป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนการเติบโตได้ ช่องว่างของตลาดกลายเป็นโอกาสชั้นดีของกระทิงแดง เพราะ คู่แข่งขันอย่างค่ายโอสถสภาที่มีทั้ง ลิโพวิตัน-ดี พลัส เอ็ม สตรอม และชาร์ค ซึ่งแบรนด์หลังนี้ โด่งดังในหลายประเทศ ยังไม่ได้ให้ ความสำคัญกับตลาดนี้อย่างเต็มที่นัก

 

Multi Brand Strategy

กระทิงแดงกับความพยายามในการกลับคืนสู่ตำแหน่งแชมป์ตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ไม่ได้มาแค่แบรนด์เดียวโดดๆ เหมือนในอดีต แต่หันมาใช้กลยุทธ์ Multi Brand ให้สอดรับกับความต้องการของตลาดที่มีค่อนข้างหลากหลายในปัจจุบัน สิ่งที่น่าสนใจก็คือ กระทิงแดง พยายามที่จะเข้าไปหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดที่คู่แข่งยังขยับเข้าไปไม่มากนัก

การเข้ามาเล่นในตลาดใหม่กับกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ของกระทิงแดง ถือเป็นกลยุทธ์ยอดนิยมของผู้ท้าชิง ที่พยายามฉีกหนี ร่มเงาของผู้นำตลาดที่ทอดบังอยู่คือแทนที่จะทำตลาดแบบแมสก็หนีไปสร้างนิช มาร์เก็ต ของตัวเองขึ้นมาพร้อมกับเก็บเกี่ยวใน สิ่งที่สร้างขึ้น โดยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียมที่ขายขวดละ 15 บาท ได้เป็นผลสำเร็จ ด้วยส่วนแบ่ง ตลาดที่คาดว่าน่าจะถึงครึ่งหนึ่งของตลาด

หากมองลงลึกเข้ามาในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังมูลค่า 22,080 ล้านบาทแล้ว จะพบว่า ตลาดนี้ 73% จะเป็นชูกำลังที่จับ กลุ่มแมสขายขวดละ 10 บาท คนดื่มส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายที่ใช้แรงงาน เซ็กเม้นต์นี้จะเติบโตประมาณ 3.3% เซ็กเม้นต์ที่ 2 คือ เครื่องดื่มชูกำลังพรีเมียมขายขวดละ 15 บาท ตลาดเติบโต 0.7% โดยก่อนหน้านั้นตลาดเติบโตดีมาตลอด ส่วนอีกเซ็กเม้นต์ที่ เหลือคือ เครื่องดื่มชูกำลังที่ผสม Ginseng + Herbal หรือผสมโสมและสมุนไพร ซึ่งเป็นเซ็กเม้นต์ที่มาแรง มีสัดส่วน 11% ของตลาด แต่มีการเติบโตสูง 15 – 20% เลยทีเดียว

ส่วนสาเหตุที่เครื่องดื่มชูกกำลังที่ผสมโสมและสมุนไพรมีการเติบโตค่อนข้างดีนั้น มาจากการมีเบเนฟิตใหม่ๆ ที่นอกจาก ให้ในเรื่องของพลังงาน นั่นคือการใส่เรื่องของโสม สมุนไพร และวิตามินต่างๆ ที่ช่วยบำรุงร่างกายและสายตาเข้าไป จึงได้รับการ ตอบรับเป็นอย่างดี ที่สำคัญยังสามารถขยายฐานการดื่มจากกลุ่มผู้ชายมาสู่ผู้หญิงได้มากขึ้น

โสมพลัส ถูกส่งเข้ามาใน ตลาด 3 ปีก่อนหน้านี้ มีการเติบโตที่น่าสนใจ คือเติบโต 200% มาตลอด อย่างไรก็ตาม การเข้าตลาดใน 3 ปีแรก ไม่ได้มีการทำแบรนด์อย่างจริงจัง จึงทำให้อะแวร์เนสของแบรนด์มีออกมาแค่ 50 – 60% ซึ่ง ในปีนี้ จะเป็นปีแรกที่มีแคมเปญสื่อสารแบรนด์ออกมา โดยมีการดึงนักร้องหมอลำชื่อดังอย่างจินตหรา พูนลาภ เข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ พร้อมกับเดินสายทำอีเว้นต์ ผ่านมิวสิค มาร์เก็ตติ้ง ด้วยงบการตลาด 100 ล้านบาท

กระทิงแดงเชื่อมั่นว่าจะทำให้โสมพลัสมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 300% และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดนี้ ปัจจุบัน กลุ่มเครื่อง ดื่มให้พลังงานของกลุ่มทีซีพี มีแบรนด์อยู่ในพอร์ต 4 แบรนด์ ประกอบไปด้วย กระทิงแดง เรดดี้ โสมพลัส และวอริเออร์ ซึ่งแบรนด์ หลังนี้ทำตลาดอยู่ในประเทศเวียดนาม เจาะกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นเป็นหลัก ซึ่งมองไปแล้วน่าจะมีโอกาสในการเข้ามาทำตลาดใน บ้านเราเพื่อขยายฐานไปยังกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น ซึ่งจะเป็นการช่วยผลักดันการเติบโตได้ทางหนึ่ง

ส่วนจะสามารถทำให้กระทิงแดงพลิกกลับมานำตลาดอีกครั้งได้หรือไม่นั้น คงต้องตามดูกันยาวๆ....

 

Strategy

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

XXX Sex Videos ivudo.com Free Porn Free Sex böcek ilaçlama erkek kol saati
antalya escort
bodrum escort smart iptv
beylikduzu escort sirinevler escort beylikduzu escort German Free XXX Video Watch Latina Lesbian Sluts XXX Clips
awek tudung seksi tumblr tamil sexy hd video fun ponos from kenya
magnet
porno hd porno Ümraniye Evden Eve Nakliyat
diyarbakır escort izmit escort
sanny levon xnxx son fuck mom dogstyle