6,802
VIEWS

ไทยเบฟ เติมเต็มทุกพอร์ตสินค้า เดินหน้าเป้าหมาย Reginal Brand

Oct 06, 2017 S.Worapol

ไทยเบฟ ได้ประกาศวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจแผนระยะยาว 6 ปี เป็นการสร้างความชัดเจนของกลุ่มธุรกิจในเครือทั้ง ธุรกิจสุรา, ธุรกิจเบียร์ และธุรกิจที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม) และวางเป้าหมายในการเติบโต สร้างความแข็งแกร่งในอนาคต

และวันนี้ Vision 2020 หรือแผนดำเนินการระยะ 6 ปี เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 ได้เดินทางมาถึงครึ่งทางแล้ว แต่ทั้ง 5 กลยุทธ์หลัก ที่กำหนดไว้ก็ยังคงมีความชัดเจนและถูกอัพเดทตามการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 

ฐาปน สิริวัฒนภักดี ภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  อธิบายว่า “การกำหนดทิศทางที่ชัดเจนในเรื่องของการสร้างสรรค์การเติบโตทางธุรกิจที่มาพร้อมกับการแบ่งปันคุณค่าร่วมกัน โดยใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายมาสอดประสานกันจะนำไปสู่ผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรที่มีความมั่นคงและยั่งยืนในภูมิภาค”

สร้างการเติบโตในทุกมิติ

หนึ่งในหลักใหญ่ใจความสำคัญของ Vision 2020 คือการสร้างการเติบโตและก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ระดับ Reginal ให้ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่า ไทยเบฟต้องทำการบ้านอย่างหนักที่จะต้องเข้าใจตลาด เข้าใจการแข่งขัน และเข้าใจบริบทของตัวเองในการรุกตลาดแต่ละพื้นที่ 

ซึ่งที่ผ่านมาไทยเบฟใช้บทบาทของการเป็น Market Leader สร้างการเติบโตด้วยยุทธศาสตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับประเทศและในระดับโลก การออกสินค้าใหม่อยู่เสมอ หรือแม้แต่การเข้าควบรวมกิจการผนวกความแข็งแกร่งของสององค์กรเพื่อการเติบโตที่เร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของยอดขายไทยเบฟ มียอดขายรวมกว่า 1.42 ล้านบาท เติบโตลงลง 6% แต่ในฝั่งของกำไรมีอัตราการเติบโตกว่า 3.1% หรือคิดเป็น 2.11 หมื่นล้านบาท ที่สำคัญคือการเตรียมงบลงทุนในปีงบประมาณนี้ไว้กว่า 7,400 ล้านบาท 

เติมเต็มทุกพอร์ทสินค้า รุกตลาดด้วยความหลากหลาย

สังเกตให้ดีเราจะเห็นว่าสินค้าทั้ง ธุรกิจสุรา, ธุรกิจเบียร์ และธุรกิจที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม) ถูกสร้างความหลากหลายทั้งในแนวกว้างและแนวลึก ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าไทยเบฟพยายามที่จะเจาะตลาดแต่ละ Segment ด้วยสินค้าในมุมของ รสชาติ ขนาด รูปแบบการนำเสนอ

อย่างธุรกิจสุรา ไทยเบฟได้มีการอัพเกรดผลิตภัณฑ์สุราขาวแบรนด์ รวงข้าว ให้มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ปรับแบรนด์ให้เป็น “รวงข้าวซิลเวอร์” (Ruang Khao silver) เพื่อเป็นการเจาะตลาดระดับพรีเมี่ยมมากขึ้น รวมถึงยังใช้เป็นสินค้าที่บุกตลาดต่างประเทศอีกด้วย

ประภากร ทองเทพไพโรจน์  กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจสุรา กล่าวว่า  “เรามีการพัฒนาสินค้าและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่ตลาดเครื่องดื่มสุรา ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศอยู่เสมอ สำหรับ รวงข้าวซิลเวอร์ ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ ถือเป็นการยกระดับสินค้าตรารวงข้าวซึ่งเป็นสุรายี่ห้อแรกของประเทศไทย นอกจากนี้ เบลนด์ 285 ซึ่งเป็นผู้นำสุราสีที่มีภาพลักษณ์สากลมานานกว่า 10 ปี ได้ออกแคมเปญใหม่พร้อมขวดใหม่ ดูทันสมัยและดึงดูดใจผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพสินค้า และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่เทียบเท่ากับสุราต่างประเทศระดับพรีเมี่ยม”

อีกหนึ่งธุรกิจที่มีการเติมเต็มพอร์ทสินค้าให้มีความหลากหลายมากกว่าเดิมคือ กลุ่มธุรกิจอาหาร ที่มีตั้งแต่แบรนด์ระดับ Street food และ QSR, Casual dining ไปจนถึง Fine dining ครอบคลุม Segment ตลาดอาหารใหญ่ๆ ทั้ง ญี่ปุ่น ไทย จีน ตะวันตก นอกเหนือจากการใช้กลยุทธ์ในการขยายสาขาแล้ว ไทยเบฟก็ยังใช้แนวทางการเข้าซื้อ ควบรวมกิจการในเชนธุรกิจอาหารที่ได้รับความนิยมเพื่อเข้ามาเติมเต็มในพอร์ทสินค้าที่ขาดอยู่นั่นเอง

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล  กรรมการผู้อำนวยการ ธุรกิจอาหาร ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า “ด้วยนโยบายการขยายและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารที่ครอบคลุมในหลากหลายโมเดล ทั้งการสร้างแบรนด์ใหม่ การร่วมทุน และการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์แบรนด์ร้านอาหารชั้นนำทั้งจากในและต่างประเทศ ทั้งหมดเป็นการซัพพอร์ทกลุ่มไทยเบฟให้มีความชัดเจนในเรื่องของ Food & Beverage และ ก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำธุรกิจอาหารอย่างครบวงจรในอาเซียน”

ในส่วนของธุรกิจเบียร์ ก็มีความเคลื่อนไหวมิใช่น้อย  เอ็ดมอนด์ นีโอ คิม ซูน กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจเบียร์ย้ำว่าเป้าหมายของธุรกิจเบียร์คือการก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ทั้ง ช้าง, เฟดเดอบรอย และ อาชา ที่ทำหน้าที่ตอบโจทย์ตลาดในแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน 

ย้ำบทผู้นำตลาดเครื่องดื่ม

กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ยังคงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีขนาดใหญ่เห็นได้จากการเข้าไปปักหมุด อยู่ใน 3 ประเทศ คือ ไทย, มาเลเซียและสิงคโปร์ ผ่านการทำตลาดของทั้งไทยเบฟ และ F&N รวมถึงสนามที่ลงแข่งขันก็ถือว่าเป็นตลาดใหญ่มีผู้เล่นหลักๆ ที่เชือดเฉือนกันเพียงไม่กี่รายเท่านั้น อย่าง ตลาดน้ำดื่ม ชาพร้อมดื่ม และน้ำอัดลม

ลี เม็ง ตัท กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อธิบายต่อไปอีกว่า ทั้งแบรนด์โออิชที่มี Market Share อันดับ 1 ของตลาดชาพร้อมดื่ม รวมถึงคริสตันมีมีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างรวมเร็ว ทำให้การวางเป้าหมายในทุกแบรนด์ของไทยเบฟคือการเป็นที่ 1 หรือที่ 2  ของตลาด รวมถึงการบุกตลาดในระดับ ASEAN ต่อไป

เลสเตอร์ เต็ก ชวน ตัน กรรมการผู้อำนวยการ ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อธิบายต่อไปอีกว่า ไทยเบฟกำลังมองตลาดใหม่อย่าง คือ เมียนมา, อินโดนีเซีย และเวียดนามซึ่งมีศักยภาพและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศที่เหลือคือ ลาว, กัมพูชา, บรูไน และฟิลิปปินส์ ก็เป็นโอกาสที่จะเข้าไปอีกด้วยเช่นกัน

ฐาปน อธิบายต่อไปอีกว่า "ช่วง 3 ปีแรกของ Vision 2020 คือการวางรากฐาน สร้างความแข็งแกร่งจากภายใน สร้างความเข้าใจของแต่ละกลุ่มธุรกิจในเป้าหมายเดียวกัน เวลาที่เหลือหลังจากนี้คือความชัดเจนที่จะทำให้ทุกกลุ่มธุรกิจสามารถเติบโตด้วยความสร้างสรรค์ และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโตเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ก้าวขึ้นเป็นบริษัทเครื่องดื่มที่ครบวงจรใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ในที่สุด"

เหลืออีก 3 ปี ก็จะถึงปี 2020 จะว่าเร็วก็เร็ว จะว่าช้าก็ช้า แต่ BrandAge Online เชื่อเหลือเกินว่าสำหรับไทยเบฟคงจะเป็นเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วเพราะต้องทำงานหนักเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในทุกๆ วัน

การขยับจาก Local Brand สู่ Reginal Brand คงจะไม่ใช่เป้าที่ไกลเกินเอื้อมแล้ว เรามารอวันที่ ไทยเบฟขยับสู่การเป็น Global Brand ในฐานะแบรนด์ของคนไทยกันนะครับ 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.