17,107
VIEWS

ทอยส์ “อาร์” อัส เมื่อค้าปลีกนักฆ่า โดนฆ่าเสียเอง....

Sep 28, 2017 R.Somboon

ข่าวใหญ่ในวงการค้าปลีกระดับโลกในรอบ 1 – 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวไหนดังเกิน การยื่นล้มละลายของร้านค้าปลีกในแนว Category Killer สินค้าประเภทของเล่นระดับโลกสัญชาติอเมริกันอย่าง ทอยส์ “อาร์” อัส เนื่องจากมีภาระหนี้สินจากการซื้อสินค้ามามากกว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

ทอยส์ อาร์ อัส เป็นอีกหนึ่งร้านค้าปลีกที่ต้องผจญกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทและแชร์ตลาดของอีคอมเมิร์ซ ช้อปปิ้งออนไลน์ที่มีราคาที่ต่ำกว่าและสะดวกสบายในการช้อปปิ้งมากกว่า

ค้าปลีกอย่างทอยส์ “อาร์” อัส ที่ถูกจัดอยู่ในค้าปลีกเซ็กเม้นต์ Category Killer ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกที่พัฒนามาจากร้านค้าขายสินค้าเฉพาะอย่างโดยมีลักษณะพิเศษคือ จะมีสินค้าให้บริการแบบครบครันในสินค้าประเภทนั้นๆ พร้อมทั้งมีทีมขายที่เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ โดยจะเน้นขายสินค้าราคาต่ำกว่าร้านค้าทั่วไป เพราะมีการบริหารจัดการตัวสินค้าที่ดี มีวอลุ่มการสั่งซื้อที่มากกว่า จึงมีอำนาจในการต่อรองที่ทำให้ได้ต้นทุนที่ต่ำกว่าร้านค้าในไซส์ที่เล็กกว่าตัวเอง

จึงถูกขนานนามให้เป็น Killer หรือ “นักฆ่าค้าปลีก” ที่เกิดขึ้นมาเพื่อเข้ามาแทนที่ร้านค้าเฉพาะอย่างแบบดั้งเดิม ซึ่งก่อนที่ออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ จะเข้ามามีบทบาทเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว Category Kiiler ถือว่าเข้ามาเปลี่ยนโฉมตลาดค้าปลีกของหลายประเทศ รวมถึงเข้ามาทำให้ร้านค้าแบบดั้งเดิมต้องล้มหายไปบางส่วน

ผลที่เกิดกับทอยส์ “อาร์” อัส จึงน่าจะสรุปออกมาได้ว่า “นักฆ่า” ถูกฆ่าเสียเอง โดยรูปแบบของร้านค้าปลีกใหม่ๆ ที่มีข้อได้เปรียบในเรื่องของความสะดวกสบาย และราคาที่ถูกกว่า

อุบัติเหตุแบรนด์เนม วันนี้ จึงอยากจะรีวิวเรื่องนี้ให้เห็นถึงเบื้องหน้า – เบื้องลึกอีกครั้งหนึ่ง....

 

 

 

 

ทอยส์ “อาร์” อัส

เมื่อนักฆ่า ถูกฆ่าตัดตอน

เหตุผลสำคัญของการยื่นล้มละลายของทอยส์ อาร์ อัส ถูกมองว่าเป็นผลกระทบรุนแรงจากการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเข้ามาส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมค้าปลีกในรูปแบบร้านค้าแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะกับการทรงอิทธิพลต่อการช้อปปิ้งของคนอเมริกันของ Amazon.com Inc. ซึ่งทำให้ผู้ค้าปลีกแบบดั้งเดิมรายใหญ่หลายราย ได้ยื่นขอความคุ้มครองเจ้าหนี้ในปีนี้รวมถึง Payless Inc., Gymboree Corp., และ Perfumania Holdings Inc. ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังใช้กระบวนการใน Chapter 11 เพื่อปิดร้านแบบดั้งเดิมที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า และขยายการดำเนินงานแบบออนไลน์

แม้จะมีการปรับตัวมาระยะเวลาหนึ่ง แต่ทอยส์ อาร์ อัส ก็เลี่ยงผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการช้อปปิ้งของลูกค้าได้ หลังจาก David Brandon ซีอีโอได้เข้ามาบริหารกิจการ ทอยส์ “อาร์” อัส ในปี 2015 เขาพยายามทำให้การช้อปปิ้งของเล่นในทอยส์ “อาร์” อัส มีความสนุกสนานมากขึ้น เมื่อปีที่แล้วเขาได้กำหนดวิสัยทัศน์ของเด็ก ๆ ว่า "พาพ่อแม่ไปที่ร้านของเราเพราะพวกเขาอยากเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น โดยทอยส์ “อาร์” อัส ได้จัดรายการ "Hot Toy Finder" ซึ่งจะบอกลูกค้าว่าที่ใดในร้านที่สามารถค้นหาสินค้าที่แสดงในรายการ "Holiday Hot Toy List" ซึ่งเป็นรายการสินค้าที่มีรายชื่อ 50 ของเล่นสุดฮอตมากที่สุดในรอบ 20 ปี ในราคาที่เหมาะสมและผ่อนจ่ายโดยไม่มีดอกเบี้ย

การปรับตัวอีกส่วนหนึ่งก็คือ ทอยส์ “อาร์”อัส มีการขายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยขายผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ อาทิ Toysrus.com และ Babiesrus.com นอกเหนือจากสาขาที่มีอยู่กว่า 1,500 สาขาทั่วโลก โดยในย่านเอเชีย ทอยส์ “อาร์”อัสมีสาขาอยู่ในฮ่องกง 15 สาขา สิงคโปร์ 8 สาขา บรูไน 1 สาขา มาเลเซีย 32 สาขา ไต้หวัน 22 สาขา ฟิลิปปินส์ 63 สาขา มาเก๊า 2 สาขา จีนแผ่นดินใหญ่ 77 สาขา และไทย 10 สาขา แบ่งเป็นสาขาในส่วนกลาง 5 สาขาในเซ็นทรัลเวิลด์ บิ๊กซี พระราม 4 แฟชั่นไอส์แลนด์ เมกะ บางนา และสเปล ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต ที่เหลือกระจายอยู่ในหาดใหญ่ ภูเก็ต พัทยา ระยอง และเชียงใหม่  

ซีอีโอคนใหม่ เข้ามาช่วยลดภาระหนี้สินบางส่วนของทอยส์ “อาร์” อัส  แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถฟื้นความมั่งคั่งของธุรกิจได้ โดยทอยส์ “อาร์” อัส รายงานผลขาดทุนสุทธิ 164 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่สิ้นสุดวันที่ 29 เมษายน 2017 เทียบกับการขาดทุนสุทธิ 126 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน  เรียกได้ว่า ไม่มีผลกำไรประจำปีตั้งแต่มาตั้งแต่ปี 2013

ความจริงแล้วร้านค้าปลีกที่ขายของเล่นเด็ก มีการแข่งขันค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ไม่เพียงแค่อีคอมเมิร์ซเท่านั้นที่เข้ามาแชร์ตลาด ยังมีร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ในช่องทางออฟไลน์อย่างวอลมาร์ท หรือทาร์เก็ต ที่มีของเล่นเป็นสินค้าส่วนหนึ่งในร้าน ซึ่งสินค้าประเภทนี้ แม้ไม่ใช่ “ซีซั่นนิ่ง โปรดักท์” แต่ก็จะมีช่วงของการขายที่จะขายดีมากๆ ในช่วงปลายปี ทำให้จำเป็นต้องมีการสต๊อกสินค้าจำนวนมาก ทอยส์ “อาร์” อัส จึงต้องกู้เงินเพื่อนำมาสต๊อกสินค้า ทำให้มีหนี้สะสมค่อนข้างมาก นั่นจึงน่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เข้ามาทำให้ต้องล้มละลายตัวเอง   

แม้จะเป็นร้านค้าปลีกในแนว Category Killer ที่นอกจากจะมีจุดแข็งในเรื่องของการมีสินค้าที่หลากหลายแล้ว ยังมีเรื่องของราคาถูกซึ่งเป็นภาพที่ติดอยู่กับร้านค้าปลีกประเภทนี้มาตลอด แต่เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเข้ามาแข่งขันของอีคอมเมิร์ซ ทอยส์ “อาร์” อัส กลับไม่สามารถต่อสู้เรื่องราคาได้ เพราะของเล่นที่ขายผ่านอีคอมเมิร์ซ จะขายต่ำกว่าค่อนข้างมาก อาจจะด้วยการมีต้นทุนในการขายที่ต่ำกว่า จึงเล่นเรื่องราคาได้ดีกว่า

ขณะที่ลูกค้าส่วนหนึ่งจะใช้วิธีการมาเดินดูสินค้าในร้าน แล้วกลับไปสั่งซื้อผ่านออนไลน์ ซึ่งร้านค้าปลีกในแนว Category Killer บางราย อย่างเบสท์บาย ที่ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในอเมริกา เลือกใช้วิธีการปรับตัวส่วนหนึ่งด้วยการเข้าหาลูกค้าที่เป็น Showrooming ที่มาเดินดูสินค้าที่ร้านค้าปลีก เพื่อสัมผัสสินค้าจริง ก่อนที่จะไปซื้อผ่านออนไลน์ โดยเบสท์บาย ปรับรูปแบบการสร้างรายได้ส่วนหนึ่งด้วยการเก็บเงินจากเจ้าของสินค้าที่มาดิสเพลย์สินค้าในร้านเพื่อให้ลูกค้าเลือกชม หรือสัมผัสสินค้าจริงก่อนที่จะไปซื้อผ่านออนไลน์

การยื่นขอล้มละลายในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสที่ดีในการปรับโครงสร้างหนี้ และช่วยให้ทอยส์ “อาร์” อัส สามารถจัดการกระแสเงินสด รวมถึงจำนวนสาขาได้ดีขึ้น หากมองไปถึงทางรอดของค้าปลีกรายนี้แล้ว จำเป็นที่จะต้องมีการปรับขนาดของตัวเองให้เล็กลง แต่มีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นงานหนักของ David Brandon ทีเดียว

จากอเมริกาสู่ไทย

ตลาดค้าปลีกเป็นอย่างไร          

ภาพของตลาดค้าปลีกที่อดีตผู้บริหารของกลุ่มเซ็นทรัล อย่าง “สุทธิชาติ จิราธิวัฒน์” เคยทำนายไว้ตั้งแต่ปี 2537 ก็คือ ตลาดค้าปลีกของบ้านเราจะมีการแบ่งเซ็กเม้นต์อย่างชัดเจนโดยมีค้าปลีกประเภทต่างๆ เกิดขึ้นมามากมายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของผู้บริโภคชาวไทย ดูจะชัดเจนเป็นรูปธรรมจนสามารถจับต้องได้ในยุคปัจจุบันนี้

โดยเฉพาะกับรูปแบบของค้าปลีกใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาอย่างมากมายในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา บ่งบอกได้ดีถึงการทำนายทายทักของเซียนค้าปลีกท่านนี้ ร้านค้าปลีกอย่างไฮเปอร์มาร์เก็ต สเปเชียลตี้สโตร์ หรือแคททากอรี่ คิลเลอร์ กลายเป็นร้านค้าปลีกที่คนไทยคุ้นเคยและใช้บริการบ่อยขึ้น ลองมาไล่เลียงร้านค้าปลีกแต่ละเซ็กเม้นต์ที่เกิดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา

เซ็กเม้นต์แรก ไฮเปอร์มาร์เก็ตหรือซูเปอร์เซ็นเตอร์ เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีจุดขายในเรื่องของการขายสินค้า “ราคาถูกทุกวัน” ที่เน้นขายสินค้าประเภท “FMCG” (Fast Moving Consumer Goods) และของที่จำเป็นในการใช้ในชีวิตประจำวันอย่างหมวดอาหารประมาณ 70 – 80% ที่เหลือจะเป็นสินค้าทั่วไปพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า ฯลฯ

เซ็กเม้นต์ที่ 2 ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นร้านค้าปลีก ที่เน้นขายสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ได้แก่ อาหาร เครื่องใช้ภายในบ้าน เดิมที ซูเปอร์มาร์เก็ตจะเป็นแมกเน็ตส่วนหนึ่งของห้างสรรพสินค้าที่ใช้ดึงคนเข้ามาจับจ่าย ก่อนที่จะต่อยอดไปสู่การซื้อในแผนกดีพาร์ตเมนต์สโตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ตในยุคแรกๆ จึงเป็นส่วนหนึ่งของห้างสรรพสินค้า

แต่ภายหลังแนวคิด การแบ่งเซ็กเม้นต์ที่ชัดเจนของวงการค้าปลีกบ้านเรา ซูเปอร์มาร์เก็ตจึงถูกแยกการบริหารออกมาต่างหาก เพื่อทำให้เกิดการคล่องตัวในเรื่องของการบริหาร เพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรและที่สำคัญทำให้การขยายธุรกิจในอนาคตง่ายขึ้น ซูเปอร์มาร์เก็ตในปัจจุบัน จึงไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้างอีกต่อไป โดยมีการแยกออกมาตั้งต่างหากนอกห้างรวมถึงการเข้าไปเป็นแม่เหล็กสำคัญของศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และในแนวคอมมูนิตี้มอลล์ 

เซ็กเม้นต์ที่ 3  ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีสินค้าเป็นจำนวนมากไว้บริการลูกค้า โดยจะมีการจัดหมวดหมู่ไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนมเป็นที่รู้จักพร้อมกับมีพนักงานขายเป็นผู้ให้บริการ ห้างสรรพสินค้าจึงเหมือนกับการนำเอาร้านค้าเฉพาะอย่างหลายๆ ร้านเข้ามารวมกันไว้ในที่เดียว

การเปลี่ยนแปลงของค้าปลีกในเซ็กเม้นต์นี้เกิดขึ้นหลังเศรษฐกิจล่มด้วยพิษต้มยำกุ้งเช่นกัน เพราะมีห้างสรรพสินค้ารายเล็กๆ หลายรายล้มหายตายจากไป จนปัจจุบัน เหลือผู้ประกอบการ 3 ฝ่ายหลักๆ คือ กลุ่มเซ็นทรัลที่มีห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เซ็น และ โรบินสัน เป็นตัวชูโรง ทั้ง 3 ห้างในเครือเซ็นทรัล ต่างก็มีเซ็กเม้นต์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน อีกกลุ่มหนึ่งคือ เดอะมอลล์ มีห้างเดอะมอลล์ ดิ เอ็มโพเรี่ยม และ พารากอน ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ ห้างสรรพสินค้าท้องถิ่น เป็นห้างเล็กๆ ที่ตอนหลังมีการรวมตัวตั้งเป็นกลุ่ม ทีดีพี (ไทย ดีพาร์ทเม้นต์สโตร์ พูล) เพื่อสร้างพลังทางการตลาดในการแข่งขันในตลาดยุคใหม่ เช่น ตั้งฮั่วเส็ง และกลุ่มห้างภูธรต่างๆ

เซ็กเม้นต์ที่ 4 คอนวีเนียนสโตร์ ร้านค้าปลีกในแนวไฮเปอร์มาร์เก็ต อาจจะครองส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกที่เป็นโมเดิร์นเทรดในแง่ของยอดขายมากที่สุด แต่สำหรับร้านค้าปลีกในแนวคอนวีเนียนสโตรหรือร้านสะดวกซื้อนั้น เป็นผู้ครองตำแหน่งแชมป์ในแง่ของจำนวนเอาท์เลต

คอนวีเนียนสโตร์ เป็นร้านค้าปลีกที่มีขนาดของพื้นที่ขายประมาณ 40 ถึงกว่า 100 ตารางเมตร จำหน่ายสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันแต่ไม่หลากหลายเท่ากับซูเปอร์มาร์เก็ต ทิศทางที่ร้านคอนวีเนียนสโตร์กำลังมุ่งไปก็คือ การเป็นร้าน คอนวีเนียน ฟู้ด ที่เน้นการขายอาหารพร้อมรับประทานต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความเร่งด่วนในชีวิตประจำวัน

เซ็กเม้นต์ที่ 5 สเปเชียลตี้สโตร์ เป็นร้านในแนวโมเดิร์นเทรดที่เน้นขายสินค้าเฉพาะอย่าง มีทั้งที่ เสียบ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต และแยกออกมาตั้งเป็นสแตนอะโลนข้างนอกศูนย์ ร้านค้าในรูปแบบนี้ที่โดดเด่นในบ้านเราก็คือร้านเพอร์ซันนัลแคร์อย่าง บู๊ทส์ และวัตสัน ที่เน้นขายสินค้าเพอร์ซันนัลแคร์ บิวตี้ สินค้าพวกสุขภาพและยาต่างๆ

ร้านค้าแนวนี้ เข้ามาตอบโจทย์ในแง่ของความต้องการเฉพาะด้านของผู้บริโภคที่มองว่า ไม่อยากเสียเวลาในการเดินเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ในร้านค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างไฮเปอร์มาร์เก็ต จึงมุ่งมาที่ร้านขายสินค้าเฉพาะอย่างโดยตรง และสิ่งหนึ่งที่ผู้เล่นแต่ละรายทำเพื่อสร้างแรงดึงดูดมากขึ้นก็คือการนำสินค้า เฮ้าส์แบรนด์ที่หาซื้อไม่ได้ในร้านค้าประเภทอื่นเข้ามาเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดผู้บริโภค

เซ็กเม้นต์ที่ 6 แคททากอรี่ คิลเลอร์ เป็นร้านค้าปลีกที่พัฒนามาจากร้านค้าขายสินค้าเฉพาะอย่าง มีลักษณะพิเศษคือ จะมีสินค้าให้บริการแบบครบครันในสินค้าประเภทนั้นๆ พร้อมทั้งมีพนักงานขายที่เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ โดยจุดที่แตกต่างออกไประหว่างร้านค้าเฉพาะอย่างกับร้านแนวแคททกอรี่ คิลเลอร์ก็คือ แคททากอรี่ คิลเลอร์ จะเน้นขายสินค้าราคาต่ำกว่าร้านค้าทั่วไป

แคททากอรี่ คิลเลอร์ ในบ้านเรา ถูกปูทางด้วยกลุ่มเซ็นทรัลที่มีการพัฒนาร้านค้าปลีกในแนวนี้มาตั้งแต่การปรับโครงสร้างเมื่อราวปี 2537 – 2538 โดยกลุ่มเซ็นทรัล ถือเป็นกลุ่มค้าปลีกที่มีร้านค้าแนวแคททากอรี่ คิลเลอร์ มากที่สุดในบ้านเรา อาทิ  โฮมเวิร์ค ที่ขายสินค้าประเภท Home Improvement หรือสินค้าประเภทซ่อมแซม ตกแต่งบ้าน เพาเวอร์บาย ขายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ซูเปอร์สปอร์ต ขายอุปกรณ์กีฬา บีทูเอส ขายเครื่องเขียน เป็นต้น

แคททากอรี่ คิลเลอร์ เกิดขึ้นบนแนวคิดของการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร จัดการสินค้า เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด จึงมีการแยกตัวเองออกจากการเป็นแผนกหนึ่งในห้าสรรพสินค้า ในบ้านเรา ทั้งกลุ่มเดอะมอลล์ และกลุ่มเซ็นทรัล ต่างมีการแยกหมวดหมู่สินค้าออกมาเป็นร้านแคททากอรี คิลเลอร์ ซึ่งในส่วนของกลุ่มเซ็นทรัลนั้น ร้านแคททากอรี่ คิลเลอร์ จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแมกเน็ตในศูนย์การค้าที่ตั้งขึ้น

หากมองเข้ามาที่ตัวผู้ประกอบการแล้ว จะพบว่า ร้านค้าปลีกในแต่ละเซ็กเม้นต์ที่มีอยู่จะเป็นผู้เล่นรายใหญ่ๆ แทบทั้งสิ้น และแต่ละรายมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเข้ามาของค้าปลีกออนไลน์ โดยสินค้าบางหมวดที่ขายผ่านร้านค้าปลีกแนวแคททากอรี่ คิลเลอร์ เริ่มเห็นผลกระทบบางแล้ว อย่างสินค้าในหมวดไอที และมือถือที่ลูกค้าคนไทย เริ่มจะมีพฤติกรรมการซื้อแบบ Showrooming ที่เข้ามาเดินดูสินค้าในร้าน เพื่อเปรียบเทียบแล้วหันไปซื้อสินค้าผ่านร้านค้าปลีกออนไลน์ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ให้ต้องเร่งปรับตัว ก่อนที่จะเป็นเหมือนที่อเมริกาที่ “นักฆ่าค้าปลีก” จะโดนฆ่าเสียเอง.....

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

buy spotify followers mumiyo macunu eşkina balığı taşı proment damla kekreyemiş tozu Yalancı Portakal Merhemi arı zehiri kremi bee cure krem titan gel gold wixy beauty kekreyemiş tozu borev tablet bulaşık makinesi deterjanı stag 9000 sprey mavi su
izmit escort ankara escort