3,850
VIEWS

ใช้ “ไฟท์ติ้งแบรนด์” อย่างไรให้เวิร์ค มองผ่านบทเรียน ข้าวเกรียบกุ้ง “รวยเพื่อน” ของ “ฮานามิ”

Feb 28, 2020 R.Somboon

ในโลกการตลาด จะเกี่ยวพันกับทั้งระดับของ “แบรนด์” และระดับกลยุทธ์ที่มีเรื่องของ “แทคติค” เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งการจะเลือกใช้แทคติคอะไร หรือทำอย่างไรนั้น จะขึ้นอยู่กับการแข่งขันของแต่ละช่วงเวลาว่าเป็นอย่างไร

เช่นเดียวกับเรื่องของแบรนด์ ที่เข้ามาเกี่ยวพันกับแทคติคในการแข่งขันด้วย ตัวอย่าง เช่น การออกแบรนด์ที่เรียกว่า “ไฟท์ติ้ง แบรนด์”(Fighting Brand) เพื่อเข้ามาช่วยปกป้องแบรนด์หลักที่ทำตลาดอยู่ในตลาด ซึ่งบางครั้งด้วยอิมเมจ หรือโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง ทำให้แบรนด์หลักในตลาด ไม่สามารถที่จะลดราคาเข้ามาราวีหรือรับมือกับแบรนด์คู่แข่งที่ใช้กลยุทธ์ราคาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเขย่าตลาดของแบรนด์หลัก

 

ไฟท์ติ้งแบรนด์ ถือเป็นกลยุทธ์เก่าแก่มากที่สุดกลยุทธ์หนึ่งในแวดวงการตลาด ที่ช่วงหลังๆ นี้อาจจะมีการใช้ให้เห็นออกมาไม่มากนัก แต่ในอดีตมีการใช้กลยุทธ์นี้กันเพียบ โดยเฉพาะในช่วงที่ค้าปลีกโมเดิร์นเทรดเรืองอำนาจ โดยเชนค้าปลีกเหล่านั้นมีการใช้สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ เข้ามาเป็นตัวหนึ่งในการทำตลาด แบรนด์ใหญ่ๆ พยายามปกป้องตลาดของตัวเองด้วยการออก “แบรนด์ที่ 2” ที่อาจรวมถึงไฟท์ติ้งแบรนด์ ของตัวเองออกมาเพื่อรับมือ ซึ่งตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือตลาดทิชชู่ที่เป็น Commodity Product ไปแล้ว การออกแบรนด์ที่ 2 นั้น มีเป้าหมายเพื่อที่จะทำให้แบรนด์หลักของตัวเองโดดเด่นขึ้นมาทั้งในแง่ของการมีนวัตกรรมที่แตกต่าง หรือมีดีไซน์ที่มียูสแวลู่ในการใช้งานที่ดีกว่า เป็นต้น

ข้อดีของการมีไฟท์ติ้งแบรนด์ ก็คือ 1.ช่วยรับมือกับการโจมตีของคู่แข่งที่แบรนด์หลักไม่สามารถเข้าไปเล่นเรื่องราคาได้ ก็ใช้ตัวไฟท์ติ้ง แบรนด์ นี่แหละเป็นตัวสกัดกันไม่ให้แบรนด์ของคู่แข่งขันที่ใช้เรื่องของราคาเป็นตัวโจมตี พูดง่ายๆ ว่า ใช้ไฟท์ติ้งแบรนด์เป็นตัวรับมือก่อนที่จะเข้ามากระทบกับแบรนด์หลัก

2.ในทำนองเดียวกัน ไฟท์ติ้งแบรนด์ อาจจะถูกใช้เป็นตัวโจมตีคู่แข่งขัน ด้วยการใช้ราคาที่ถูกกว่าโจมตีคู่ต่อสู้ทำให้สูญเสียลูกค้า รายได้ และยอดจำหน่ายลดลงจากเดิม จนอาจทำให้คู่แข่งต้องปรับแผนทางธุรกิจ ทำให้เสียเวลาปรับกระบวนยุทธ์ใหม่ หรือบางครั้งอาจจะต้องมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการโดนโจมตีดังกล่าว

3.ไฟท์ติ้งแบรนด์ที่ออกมานี้ อาจจะเข้ามาช่วยในแง่ของการชิงฐานลูกค้าที่เสียไปให้กลับคืนมา ในบางครั้งอาจ จะเป็นตัวช่วยในการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ในส่วนที่แบรนด์หลักไม่สามารถเข้าไปถึง เพราะติดเรื่องของราคา โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็น Price Sensitive ที่จะสวิตชิ่ง หรือเปลี่ยนแบรนด์จากราคาที่ยั่วยวนใจ

 

 

แน่นอนว่า การทำไฟท์ติ้งแบรนด์ ต้องคำนึงถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ต้องออกมาใกล้เคียงกับแบรนด์หลัก แม้อาจจะเป็นการช่วยในเรื่องของการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ในพอร์ต แต่ด้วยการมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกันกับแบรนด์หลัก ในช่วงหลังมานี้ เราจึงแทบไม่เห็นการใช้กลยุทธ์ไฟท์ติ้งแบรนด์ในกลุ่มสินค้าต่างๆ มากนัก เนื่องจากบางครั้งอาจจะเป็นการเข้ามากินแชร์กันเองของผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ในพอร์ต แทนที่จะเข้าไปกินแชร์ของคู่แข่งเพียงอย่างเดียวด้วย

ประกอบกับในช่วงหลังมานี้ ผู้เล่นในตลาดต่างให้ความสำคัญกับการทำ Brand Portfolio Strategy ที่จัดแบรนด์ในพอร์ตให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค ด้วยการเลือกจำนวนแบรนด์ และแบรนด์ที่เหมาะสม เพื่อให้การบริหารจัดการแบรนด์ในพอร์ตทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไฟท์ติ้งแบรนด์ที่ครั้งหนึ่งเคยฮิต จึงเริ่มลดทอนความนิยมลง      ในอดีต มีกรณีศึกษาเกี่ยวกับการทำตลาดไฟท์ติ้งแบรนด์ ที่น่าสนใจไม่น้อยกรณีหนึ่ง นั่นก็คือ การออกแบรนด์ “รวยเพื่อน” ของฮานามิ เพื่อเข้ามาป้องกันตลาดของแบรนด์หลักสมรภูมิขนมขบเคี้ยวที่เป็นข้าวเกรียบกุ้ง        

ในยุคนั้นซึ่งน่าจะกินระยะเวลาราวๆ ปี 2530 กว่าๆ การทำตลาดขนมขบเคี้ยวหรือสแน็คในกรุงเทพฯ กับต่าง จังหวัด อาจจะดูแตกต่างกันบ้าง กลยุทธ์หนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการทำตลาดต่างจังหวัดก็คือการนำเสนอสินค้าในแวลู่แพ็กของแบรนด์รองๆ ที่เน้นสินค้าในไซส์ที่ใหญ่กว่า แต่มีราคาขายเท่าหรือถูกกว่าด้วยซ้ำ

กลยุทธ์ในการทำตลาดก็ไม่ซับซ้อน เพราะไม่ต้องมีการแถลงข่าวเปิดตัว หรือทำโฆษณาให้ยุ่งยาก เพียงแค่ใช้วิธีอัดเข้าไปในร้านยี่ปั๊ว พร้อมให้ผลกำไรที่มากกว่า แค่นี้สินค้าก็ถูกผลักออกจากร้านค้าแล้ว เรื่องของเรื่อง สินค้าในไซส์หรือปริมาณที่มากกว่านี้ยังถูกอกถูกใจบรรดาเด็กๆ หรือวัยรุ่นในต่างจังหวัดที่บางครั้งมีการแถมของเล่นเข้าไปในซองอีก จึงยิ่งขายได้ขายดีไปกันใหญ่

 

ในช่วงเวลานั้น คงจำสแน็คที่เป็นขนมขึ้นรูป ซึ่งทำจากแป้งประเภทต่างๆ โดยเฉพาะแป้งข้าวโพดได้ ในช่วงเวลานั้น แบรนด์เล็กหรือขนมขบเคี้ยวจากค่ายเล็กๆ มักจะใช้วิธีการทำแพ็กเกจจิ้งสีสันสะดุดตา มีขนาดซองที่ใหญ่และปริมาณที่มากกว่าขนมขบเคี้ยวของแบรนด์ใหญ่ออกมาวางขาย 1 ในนั้นก็คือ ขนมขบเคี้ยวแบรนด์ “พริกหยวก” ที่อยู่ในซองสีเงินขนาดใหญ่สะดุดตา ซึ่งใครที่เป็นเด็กในยุคนั้นคงจำขนมแบรนด์นี้ได้ ขายดี และเป็นที่นิยมอย่างมากในต่างจังหวัด

เรื่องนี้เดือดร้อนแบรนด์หลักๆ ในตลาดที่ถูกแชร์ยอดขายไปบางส่วน ทีนี้ก็ต้องหาทางป้องกันตลาดของตัวเอง กลยุทธ์หนึ่งที่ถูกนำมาใช้ก็คือการออกไฟติ้งแบรนด์ในปริมาณที่เท่ากันเข้ามาประกบ

ที่เห็นทำแบบขนานใหญ่ก็มี ข้าวเกรียบกุ้งฮานามิ ซึ่งการออกไฟติ้งแบรนด์ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่หยิบเอาสโลแกน “ข้าวเกรียบ รวยเพื่อน” ซึ่งเป็นแบรนด์ คอนเซ็ปต์ของฮานามิ มาใช้เป็นชื่อแบรนด์ ข้าวเกรียบกุ้ง “รวยเพื่อน” จึงเกิดขึ้น แถมได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเสียด้วยสิ

“รวยเพื่อน” เป็นชื่อแบรนด์ที่ตั้งง่ายๆ แต่มีความสตรองแฝงอยู่ เพราะคำว่ารวยเพื่อน ถือเป็น Brand Asset ที่แข็งแกร่ง ผู้บริโภครู้จัก และให้การยอมรับ แถมรวยเพื่อน มีปริมาณที่มากกว่าฮานามิถึง 30% แบรนด์นี้จึงเป็นที่ยอมรับ และตรงตามวัตถุประสงค์ของการทำคลอดออกมาทุกประการ

หากฉีกซองรวยเพื่อนออกมาและลองชิมดู จะพบว่ารสชาติของข้าวเกรียบกุ้งที่อยู่ในซองแทบจะไม่ต่างจากฮานามิเท่าไรนัก ซึ่งแม้จะไม่ได้ขายในราคาที่ต่ำกว่าฮานามิ คือขายราคาเท่ากัน แต่ด้วยปริมาณที่มากกว่า ก็สะท้อนให้เห็นว่า รวยเพื่อน เข้ามาทำหน้าที่ในส่วนฮานามิ ไม่สามารถทำได้

ข้าวเกรียบกุ้ง รวยเพื่อน ขายดีในระดับที่น่าพอใจ ถือเป็นอีกกรณีศึกษาให้คนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันได้อ่านกันถึงการเป็นอีกเคสของการปั้นไฟท์ติ้งแบรนด์ ที่ประสบความสำเร็จ.....

ขอบคุณภาพจาก www.halfbottle.net

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

sportsfl
antalya escort
bodrum escort
beylikduzu escort sirinevler escort beylikduzu escort German Free XXX Video Watch Latina Lesbian Sluts XXX Clips
awek tudung seksi tumblr tamil sexy hd video fun ponos from kenya
magnet
mobil odeme bahis porno hd porno Ümraniye Evden Eve Nakliyat
izmit escort
sanny levon xnxx son fuck mom dogstyle