11,334
VIEWS

ทำความรู้จัก “โกลว์ฟิช” Service Office ระดับไฮเอนด์

Mar 07, 2017 BrandAge Team

Hamburger Crisis ที่เกิดขึ้นเมื่อราวๆ 8-9 ปีก่อน กลายเป็นวิกฤตที่สร้างโอกาสให้กับธุรกิจบริการในกลุ่ม Service Office และ Co-Working Space ซึ่งการเติบโตในช่วงไม่กี่ที่ผ่านมา ได้สะท้อนภาพวิถีการทำงานของผู้คนยุคใหม่ที่เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจขนาดเล็กที่เติบโตเร็วในแนวสตาร์ทอัพ (Startup) ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ก็ยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ Service Office หรือ Co-Working Space เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

“โกลว์ฟิช” (Glowfish) คือ Service Office ระดับไฮเอนด์ ในเครือของ “เฮอริเทจ เอสเตทส์” ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ของกลุ่มลูกค้าบริษัทที่ต้องการลดต้นทุนในเรื่องการเช่าพื้นที่เพื่อทำสำนักงาน โดยสาขาแรกเกิดขึ้นที่อาคารอโศก ทาวเวอร์ ในปี 2556 ด้วยการนำพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตร โดยนำพื้นที่มาแบ่งเป็นห้องสำหรับการทำสำนักงาน ขณะที่พื้นที่บางส่วนมีการใช้งานร่วมกันในแบบ Co-Working Space มีสิ่งอำนวยความสะดวก และมีบรรยากาศการทำงานร่วมกันในลักษณะคอมมูนิตี้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอี และกลุ่มสตาร์ทอัพ

ส่วนสาขา 2 เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 2559 บนพื้นที่ประมาณ 900 ตารางเมตร บริเวณชั้น 4 - 5 ของอาคารเซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์ เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง อีกทั้งยังได้นำคาเฟ่สุดชิค "kuppadeli"  มาเปิดให้บริการเพื่อรองรับนักธุรกิจรุ่นใหม่อีกด้วย

“หลัง Hamburger Crisis เราเริ่มเห็นเทรนด์ของธุรกิจแนวใหม่หลากหลายคอนเซ็ปต์ที่เกิดขึ้นในย่านธุรกิจของสหรัฐอเมริกา เช่น นิวยอร์ก ซึ่งเป็นการให้เช่าพื้นที่ที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับธุรกิจขนาดเล็กที่เติบโตเร็วในแนวสตาร์ทอัพ (Startup) ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีการใช้คำว่า สตาร์ทอัพ จึงเกิดความคิดขึ้นว่า ประเทศไทยก็น่าจะมีตลาดแบบนั้นเกิดขึ้นได้ กระทั่งเมื่อมีโอกาสก็ได้นำไอเดียนี้กลับมาต่อยอดอีกครั้ง ก็เป็นจังหวะที่เทรนด์ของสตาร์ทอัพเข้าสู่ประเทศไทย เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว โดยนำอาคารอโศก ทาวเวอร์ มาปรับปรุง และแบ่งเป็นพื้นที่ให้เช่าด้วยคอนเซ็ปต์ของการเป็น Service Office ที่อาจยังไม่ใช่ Co-Working Space อย่างเต็มรูปแบบมากนัก”

กวิน ว่องกุศลกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮอริเทจ เอสเตทส์ จำกัด กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจ Service Office โดยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไลฟ์สไตล์ของผู้ประกอบการในยุคใหม่ มีลักษณะการทำงานที่ไม่อยู่กับที่ ไม่ค่อยทำงานอยู่บนโต๊ะ เพราะต้องไปนู่นมานี่อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งวันนี้ยังมีเรื่องของเทคโนโลยีที่ทำให้คนสามารถทำงานอยู่ที่ไหนก็ได้ ซึ่งอาจไปนั่งทำงานในร้านกาแฟที่เชียงใหม่ก็ได้ แต่สุดท้ายแล้วคนก็ยังต้องการการสื่อสารกันแบบ Face to Face ทำให้วันนี้ความต้องการใช้ออฟฟิศเปลี่ยนไป เกิดความต้องการใช้ห้องประชุมมากขึ้น หรือใช้ห้องเพื่อเทรนนิ่ง หรือจัดกิจกรรมในบางครั้ง เราจึงต้องมีที่ที่หนึ่งที่เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาอยากกลับมาใช้งานเพื่อประชุม หรือใช้เวลาร่วมกันในการสร้างทีม

“ลักษณะของออฟฟิศที่เราทำขึ้นมา จึงถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับพฤติกรรมตรงนี้เป็นหลัก ซึ่งความต้องการใช้งานพื้นที่เปลี่ยนไปก็เพราะเทคโนโลยีที่เข้ามา ซึ่งการตอบโจทย์เทรนด์ตรงนี้เราคิดไว้ตั้งแต่แรกว่า เราจะดูจากความต้องการของลูกค้าเป็นตัวตั้ง เราคิดแทนลูกค้าว่า จะทำอย่างไรให้สามารถ Downscale ได้มากที่สุด แต่สามารถใช้พื้นที่ได้มากที่สุด ดังนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่สามารถแชร์กันได้เราก็จะนำมาแชร์ร่วมกันทั้งหมด เพราะในช่วงที่เราเริ่มทำสาขาแรกมีสตาร์ทอัพมาอยู่กับเราค่อนข้างมาก ทำให้เรารู้ถึงสิ่งที่ตัวผู้ประกอบการต้องการ

สิ่งแรกที่เขาต้องการ คือ ออฟฟิศที่สามารถตอบโจทย์ในแง่ของ “ต้นทุน” ทุกคนรู้ว่า ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนของพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของการจัดการซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าค่าพื้นที่ เช่น ค่าทำความสะอาด การบำรุงรักษา การทำระบบการจัดการต่างๆ รวมถึงการจัดการในเรื่องของ HR ซึ่งการที่เราจะดึงบุคลากรดีๆ ให้เข้ามาร่วมงาน โดยเฉพาะในยุคดิจิตอลเราคิดถึงขั้นที่ว่า เราต้อง Attract เด็กแนวให้ได้ แต่ออฟฟิศธรรมดาทำไม่ได้ ทุกคนอยากจ้างเด็กที่มีทักษะในเรื่องของดิจิตอลเน็ตเวิร์ค แต่เด็กที่มีทักษะทั้งเรื่องดิจิตอล และโซเชียลเน็ตเวิร์คเขาไม่มาอยู่ใน Normal Office แบบเดิมๆ แล้ว และวิธีการทรีตก็ไม่เหมือนเดิม ดังนั้นตัวออฟฟิศของเราก็ต้องตอบโจทย์ลูกค้าในเรื่องเหล่านี้ให้ได้เช่นกัน” 

ดังนั้น หัวใจสำคัญในการทำ Service Office จึงเป็นเรื่องของการตอบโจทย์ในด้าน “ต้นทุน” เป็นผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับนอกเหนือจากการตอบโจทย์ในด้านรายได้ การสร้างพาร์ทเนอร์ หรือการสร้างโอกาสในเรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว ขณะเดียวกันสาขาที่อยู่ใจกลางเมือง ลูกค้ายังได้ในเรื่องของไลฟ์สไตล์ในราคาที่ถูกกว่าอีกด้วย

“Key Success Factor ของเรา คือทำอย่างไรในการดีไซน์ออฟฟิศของเราให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ และต้องตอบโจทย์ในด้านราคาด้วย อีกเรื่องที่สำคัญ คือการมีบาลานซ์ที่ดี ซึ่งต้นทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการมีชีวิตที่ดี เพราะสตาร์ทอัพหลายรายยอมไปเช่าทาวน์เฮาส์ และอยู่กันอย่างแออัด แต่ไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หรือการเช่าพื้นที่ที่หรูหราอลังการเกินไปทำให้ต้องจ่ายเพิ่ม ซึ่งก็ไม่เกิดบาลานซ์ที่ดี เราจึงเน้นที่จะสร้างในสิ่งที่เป็น Stainable และเป็นชีวิตที่ดีที่สามารถอยู่ได้ทุกวัน ไม่ใช่แค่กิมมิก หรือความฉาบฉวย

ลูกค้าของเราจะเป็น Project Base ที่ต้องการความคล่องตัวสูงมาก ดังนั้นการที่เรามีห้องประชุม หรือมีพื้นที่ส่วนกลางจะช่วยเขาได้มาก สมมติว่า เขาทำธุรกิจจัดอีเวนท์ และถ้าเขามีเพื่อนบ้านทำกราฟิกดีไซเนอร์ เพื่อนบ้านอีกคนทำบริษัทพีอาร์ เขาก็สามารถร่วมงานกันในโปรเจ็กต์เดียวไม่ต้องจ้างประจำ พอเห็นแบบนี้เรารู้ว่าเขาต้องการอะไรบ้าง เช่น พื้นที่ทำกิจกรรม เรามีพื้นที่ที่สามารถจุคนได้ 120 คน หรือจะใช้เป็นพื้นที่จัดอบรมก็ได้ ต้องถือว่าเราเข้าใกล้ความเป็น Co-Working Space อย่างแท้จริง เพราะเราเป็น Collaborative และเรามีสเปซ เราอาจไม่ได้เป็นคน Facilitate เองแต่ด้วยการใช้สเปซของเรากับด้วยรูปแบบธุรกิจของลูกค้า ทำให้เขาสามารถมาจอยกันเองได้ด้วยเพราะสถานที่เอื้ออำนวย”

กวิน กล่าวเสริมถึง จุดขายสำคัญที่ถือเป็นความแตกต่างของโกลว์ฟิชที่ Outstanding คือ เรื่องของ Personality เพราะโกลว์ฟิชเป็นส่วนผสมของความ Particle ประมาณว่า เรียนเด่น เล่นดี ในทุกๆ ที่ คุณต้องการการทำงานที่เกิดประสิทธิภาพอยู่แล้ว แต่สิ่งที่นอกเหนือจากนั้น คือ ความต้องการชีวิตที่ดี ต้องการบาลานซ์ที่ดี ต้องการเพื่อนบ้านที่ดีเหมาะสมกัน ซึ่ง Philosophy ของโกลว์ฟิช คือ Work-Play-Glow

“Work คืองานดี มีประสิทธิภาพ และมี Productivity ที่ดี ส่วน Play คือสิ่งที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากการทำงานในพื้นที่สันธนาการ คุณอาจได้คอนเน็คชั่น หรือเจอคนที่คุยกันและคลิกกันได้ในเรื่องงาน และเกิดโอกาสทางธุรกิจในการทำงานร่วมกันได้ และ Glow การที่มีคนที่ทำงานเก่งมากๆ และเล่นเก่งด้วยมาอยู่ในพื้นที่เดียวกันก็ทำให้คุณ Glow ได้อย่างไม่มีลิมิต คนที่มาอยู่ด้วยกันกับเราไม่ได้จำกัดว่าจะเป็นอินดัสทรีไหนเป็นพิเศษ เราแค่บอกว่า ถ้าคุณชอบเล่นแบบเรา คุณมีวิธีการทำงานเหมือนเรา คุณก็เหมาะที่จะมาอยู่กับเรา เกิดเป็น Organic Community ทำให้คนเติบโตขึ้นมาได้ แต่ละบริษัทก็สามารถต่อยอดสร้าง Value Added ขึ้นได้ เราเน้นให้ทุกคนมี Personality ของตัวเอง และทำให้เขาพูดถึงโกลว์ฟิชได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ ทั้งลูกค้า พนักงานของเรา และผู้บริหารของเราด้วย”

สำหรับแผนงานในปี 2560 โกลว์ฟิชเตรียมเปิดให้บริการสาขา 3 ที่อาคารสาทรธานี ติดกับสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี บนพื้นที่ 4,000 ตารางเมตร เพื่อสร้างให้เป็น Lifestyle Office ที่ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตในพื้นที่ได้ตั้งแต่เช้าจวบจนเลิกงาน นอกจากนี้ ยังมีแผนจะเปิด Co-Working Space ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีหน้าด้วยเช่นกัน

“โกลว์ฟิชทั้ง 3 สาขา มีความแตกต่างกัน ที่อโศก ทาวเวอร์ เป็นสาขาแรกที่ทำขึ้นมาโดยที่ยังไม่ค่อยรู้ตลาดแต่ก็ประสบความสำเร็จพอสมควร จุดที่ถือเป็นความแตกต่างจากสาขาสยาม เรื่องแรก คือ อโศก ทาวเวอร์ เป็นของเราเอง เราสามารถทำอะไรได้มากกว่า ห้องทุกห้องมีกระจก มีหน้าต่าง และด้วยห้องที่มีขนาดใหญ่บรรยากาศจึงแตกต่างจากที่สยาม ส่วนสาขาสยาม เป็นสาขาที่เราอยากจะลองทำพื้นที่ที่ติดรถไฟฟ้าให้มากที่สุด แต่ก็ทำให้ราคาค่าเช่าที่สูงขึ้นไปด้วย ห้องอาจจะมีขนาดที่เล็กลง ไม่มีหน้าต่าง แต่การที่อยู่ใจกลางเมืองเราก็ได้ราคาค่าห้องที่สูงกว่า ซึ่งลูกค้าหลายคนก็ชอบที่อโศกมากกว่า เพราะชอบห้องที่ใหญ่ บรรยากาศที่โปร่งสบายกว่า ดู Executive กว่า แต่ที่สยามจะดู Younger กว่า

สาทร เป็นสาขาที่เพิ่มความเป็นไลฟ์สไตล์ให้มากขึ้น เรามีฟิตเนส มีร้านอาหารที่คัดเลือกเข้ามาอีก 2 – 3 ร้าน ซึ่งตั้งแต่ทำธุรกิจมีลูกค้าหมุนเวียนมาใช้บริการเช่าพื้นที่กว่า 500 บริษัท เพราะ 2 ใน 3 เป็นบริษัทที่เติบโตเร็วจนเราไม่มีพื้นที่ซัพพอร์ตให้เขา เราจึงอยากดึงลูกค้ากลุ่มนี้กลับมา และใส่สิ่งอำนวยความสะดวกที่เขาต้องการเข้าไป เราพยายามตอบโจทย์ให้เขาตั้งแต่เช้าไปจนถึงเวลาเลิกงาน ด้วยการนำสิ่งที่ลูกค้าต้องการจากทั้งสองสาขาแรกมารวมกัน อะไรที่ลูกค้าไม่ชอบเราตัดออกไป สิ่งที่ลูกค้าชอบก็จะเก็บไว้ เช่น ห้องที่มีหน้าต่าง เพราะห้องที่มีแสงแดดมีออกซิเจนจะเกิด Creativity ได้ดีกว่า เราจึงดีไซน์ให้ห้องทุกห้องมีความโปร่งแต่ก็ยังมีความเป็นส่วนตัว เพราะถ้าโอเพ่นมากเกินไปก็ทำงานได้ลำบาก”

กวิน ยังมองว่า แนวโน้มธุรกิจ Co-Working Space จะมีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังขาดประสบการณ์ในการทำซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล และส่งผลให้คนทำธุรกิจนี้อย่างจริงจังทำตลาดได้ลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Real Estate Player จะเข้ามามากขึ้น เพราะมีพื้นที่ที่ไม่ได้ทำประโยชน์อยู่แล้ว แต่สำหรับโกลว์ฟิชคงไม่ได้รับผลกระทบ เพราะด้วยคอนเซ็ปต์ยังไม่ใช่ Co-Working Space 100% แต่สามารถตอบโจทย์ในด้านอื่นที่มากกว่า  

“การมี Big Player เข้ามาจึงเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เพราะเป้าหมายของเขาไม่ใช่เรื่องการทำกำไร แต่เป็นการลงทุนเพื่อดึงสตาร์ทอัพเข้ามาอยู่ด้วย จึงกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของกลุ่มเป้าหมายที่เรามองไว้ เราจึงต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้ เพราะ Co-Working Space ไม่ใช่แค่การนำสเปซมาหั่นแล้วขาย แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า ดังนั้น Challenge ของเรา คือ เราต้อง Challenge ตัวเอง เราต้องดีกว่าเดิม จะมองว่าเราเป็น The Best ไม่ได้แล้ว เพราะมีผู้เล่นใหม่เข้ามาตลอดเวลา เทคโนโลยี และแลนด์สเคปก็เปลี่ยนไปตลอดเวลา” กวิน กล่าว          

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn