Madre Y Hija Calientes Viendo Peliculas gratis porno alte schwarze straps fotzen pakistani indain porn videos porn videos film porno swinger Xvideos Boa Foda Porno Doido Sexlog Xnxx Voglioporno
23,087
VIEWS

กรณีศึกษา #มูนคาเฟ่ชั้นต่ำ เมื่อแบรนด์กลายเป็นสิ่งคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์

Jan 03, 2020 S.Vutikorn

ต้องยอมรับว่ารูปแบบหนึ่งของการคุกคามทางเพศในปัจจุบัน ที่มีทั้งแบบทำไปโดยเจตนาและแบบที่ไม่รู้ตัว แต่ส่งผลกับคนที่ถูกคุกคามอย่างมาก ซึ่งนับวันปัญหานี้กำลังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุดก็มีร้านอาหารและเครื่องดื่มแห่งหนึ่งที่ เจ้าของร้านหรือ Admin โพสต์ภาพและข้อความเพื่อโปรโมทร้านหลังจากที่มี Super Star ระดับโลกอย่าง ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล สมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง BLACKPINK แวะมาใช้บริการและมีการโพสต์ภาพผ่าน IG ส่วนตัวที่มีคนติดตามทั่วโลกกว่า 28 ล้านบัญชี และทางร้านได้มีการนำเอาภาพนั้นมาแชร์ต่อเพื่อหวังจะโปรโมทร้าน แต่ดันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะอันร้ายแรงในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ขอยืนยันว่าปัญหานี้เกิดจาก "คน" แต่ส่งผลกับ "แบรนด์" โดยตรง

จุดเริ่มต้นปัญหานี้เกิดจากบทสนทนาระหว่าง Admin กับ ลูกค้าหรือเพื่อนด้วยความคะนองจนเกินเลยความพอดีไปไกลมากๆ ส่งผลให้แฟนคลับเกิดความไม่พอใจ จนเป็นกระแสตีกลับและเป็นที่มาของ #มูนคาเฟ่ชั้นต่ำ ในเวลาอันรวดเร็ว

แม้ว่าทางเจ้าของร้านและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะรีบออกมาขอโทษแล้วก็ตาม แต่ก็คงไม่ทำให้สถานการณ์ของร้านกลับมาเป็นเหมือนเดิม 100%

 มีนักวิชาการ เคยอธิบายไว้ว่า ส่วนหนึ่งของปัญหาภัยคุกคามทางเพศออนไลน์นั้นเกิดจากมุมมองและความคิดที่ว่า “โลกออนไลน์คือโลกสมมติ” ดังนั้นการพูดคุย หรือโพสต์ภาพและข้อความที่ออกไปในทางคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์จึงไม่ใช่เรื่องรุนแรง และไม่มีผลทางกฎหมาย ซึ่งในความเป็นจริงนั้นแทบจะตรงกันข้าม

ด้วยการพัฒนาทางเทคโนโลยีสื่อสารปัจจุบันทำให้การเผยแพร่ข่าวสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและยากที่จะควบคุม เหมือนกับหลายๆ เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมา

 ศิวัฒน์ เชาวรียวงษ์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) อธิบายความเชื่อมโยงดังกล่าวว่า โลกโซเชียลมีเดียในปัจจุบันมีความทับซ้อนกับโลกของความเป็นจริงมากขึ้น ดูได้จากสมัยก่อนจะนิยมใช้นามแฝงในการแสดงความคิดเห็น แต่ทุกวันนี้ทุกคนคือตัวตนจริง ๆ เพราะฉะนั้นการโพสต์ การแสดงความคิดเห็น หรือพูดอะไรออก ก็ล้วนเป็นหลักฐานทั้งสิ้น

“เรื่องนี้ทางองค์กรจำเป็นต้องทำเป็น Policy และบอกพนักงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน ถึงผลกระทบและบทลงโทษของบริษัทที่จะตามมา”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้การใช้งานโซเชียลมีเดียที่เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยนั้น ก่อให้เกิดปัญหาที่น่ากลัวตามมาอย่างหนึ่ง ก็คือ การแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะหรือแม้กระทั่งบนพื้นที่ส่วนบุคคลนั้น อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาถึงเรื่องงานได้

เพราะชีวิตจริงตอนนี้เราไม่สามารถแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวในโซเชียลมีเดียได้แล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ภาคองค์กรเองจึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และรวมถึงเพื่อรับมือในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นมาแล้วให้คลี่คลายลงได้อย่างรวดเร็วที่สุด

โอกาสนี้ BrandAge Online ขอนำบทความที่รวบรวมคำแนะนำกรณีที่ Brand ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในโลกออกไลน์ จากผู้ที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมนี้มาให้อ่านกันอีกครั้ง

 

1. Update คู่มือพนักงาน

โดยปกติแล้ว HR องค์กรขนาดใหญ่จะมีการจัดทำ Employee Handbook คู่มือพนักงานไว้เป็นเอกสารข้อตกลงระหว่างบริษัทกับพนักงานถึงกฎระเบียบข้อบังคับ และสิ่งต่างๆ ที่พนักงานจำเป็นต้องทราบ เพื่อให้ทุกคนสามารถทำงานร่วมกันได้โดยไม่เกิดปัญหาอยู่แล้ว

แน่นอนว่าการวางกฎระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับเรื่องการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ โดยเฉพาะกับสื่อออนไลน์ต่างๆ อาจจะยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับองค์กรแต่ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องปรับแก้เพื่อให้ทันกับยุคสมัย

ศิวัฒน์ เชาวรียวงษ์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) อธิบายความเชื่อมโยงดังกล่าวว่า โลกโซเชียลมีเดียในปัจจุบันมีความทับซ้อนกับโลกของความเป็นจริงมากขึ้น ดูได้จากสมัยก่อนจะนิยมใช้นามแฝงในการแสดงความคิดเห็น แต่ทุกวันนี้ทุกคนคือตัวตนจริง ๆ เพราะฉะนั้นการโพสต์ การแสดงความคิดเห็น หรือพูดอะไรออก ก็ล้วนเป็นหลักฐานทั้งสิ้น

“พูดให้ชัดกว่านั้น คือ การโพสต์อะไรลงไปในหน้า Wall ตัวเอง แล้วตั้งเป็น Public ก็เหมือนกับเขียนป้ายข้อความนั้นติดไว้หน้าบ้านตัวเอง บางคนเป็นบ้านที่มีคนเดินผ่านเยอะด้วย แล้วแถมสามารถที่จะแชร์ไปได้อีก เพราะฉะนั้น ถ้าเราคิดแบบนี้ เราต้องมีความรับผิดชอบในสิ่งที่เราคิด

แต่กับอีกกรณี ถ้าสมมติว่าเป็นการคุยกันเองในไลน์แล้วมีคนแคปไปโพสต์ต่อ ผมมองเรื่องนี้ต่างกัน เพราะเขาไม่ได้ต้องการคุยกับสังคม แล้วคนที่แคปไปเนี่ยก็ต้องตั้งคำถามว่าทำแบบนี้ทำไม อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเป็นการคุยกันเอง 2 คน มันอาจจะเป็นสิ่งไม่ดีจริง ๆ ก็ผิดทั้ง 2 ฝ่าย”

ศิวัฒน์ ยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้ทางองค์กรจำเป็นต้องทำเป็น Policy และบอกพนักงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน ถึงผลกระทบและบทลงโทษของบริษัทที่จะตามมา

 

2. ตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดีย

ปัจจุบันนี้มีหลายหน่วยงานแล้วที่ระบุเงื่อนไขให้ผู้ที่จะสมัครงานระบุข้อมูลบัญชีโซเชียลมีเดียตั้งแต่ขั้นตอนการกรอกข้อมูลในใบสมัครเลย เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมย้อนหลัง

ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ก็เพิ่งจะเพิ่มกฎเกณฑ์ให้ผู้ขอวีซ่าเข้าสหรัฐ ต้องเปิดเผยข้อมูลบัญชีโซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี โดยในแบบฟอร์มคำร้องแล้ว

แต่ต้องเข้าใจว่าวิธีนี้เป็นข้อตกลงร่วมกันเพื่อช่วยลดการเกิดปัญหา ไม่ใช่ข้อตกลงเพื่อตรวจสอบการดำรงชีวิตที่เป็นส่วนตัว

 

3. จัดอบรมการใช้งานโซเชียลมีเดียกับพนักงาน

ทุกวันนี้สื่อโซเชียลมีเดียล้วนมีเงื่อนไขก่อนการใช้งานให้ผู้ใช้ได้อ่านและยอมรับในกติกาก่อนการใช้งานโดยไม่บังคับ เพราะมีช่อง Disagree และ Agree ให้เลือกก่อนการใช้งานอยู่แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ไม่มักค่อยจะอ่านกันเอง

องค์กรที่เตรียมความพร้อมจะต้องหมั่นจัดอบรมและให้ความรู้ใหม่ๆ กับพนักงานอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการจัดอบรมเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียกับพนักงานจึงเป็นหัวข้อที่สามารถทำได้

เพราะทุกวันนี้ยังมีคนส่วนหนึ่งที่ไม่อ่านกฎกติกาแล้วคิดไปเองว่า หน้า Wall ของตัวเองจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมาก

ตัวอย่าง เช่น สอนการตั้ง Status สำหรับโพสต์ว่ามีให้เลือกหลายแบบ อาทิ

Only Me เขียนแล้วโพสต์เพื่อเก็บไว้อ่านเอง

Friends เขียนให้เห็นเฉพาะเพื่อนใน List

Public เหมือนเขียนใส่กระดาษแล้วแปะไว้หน้าบ้านให้คนเดินผ่านอ่าน

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในทุกแพลตฟอร์มควรศึกษากฎกติกามารยาทก่อนที่จะคลิก Agree เพื่อเริ่มต้นใช้งาน

 

4. Monitor 24 ชั่วโมงแรก

ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบกับองค์กรซึ่งเกิดจากการกระทำของพนักงานแล้ว การเฝ้า Monitor อย่างละเอียดในช่วง 24 ชั่วโมงแรก คือสิ่งที่จำเป็นที่สุด เพราะจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลายได้ก็อยู่ในช่วงเวลานี้

สำหรับองค์กรที่ใช้ Agency ในการบริหารโซเชียลมีเดีย ก็อาจจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Social Listening ในการกวาดข้อความที่กำลังเป็น Topic ในช่วงเวลานั้น เพื่อมาวางแผนว่าควรจะรับมืออย่างไร

สำหรับองค์กรที่มีทีมงานทำกันเองก็อาจจะต้องช่วยกันระดมทีมเพื่อ Monitor ข่าวสารในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่สำคัญคือ กรณีที่มีหลาย Admin คนตอบคำถามและชี้แจงควรเป็นคนๆ เดียว หรือข้อความที่ออกมาควรมาจาก War Room ที่มีการกลั่นกรองข้อมูลมาแล้ว การเข้ามาตอบและแสดงความคิดเห็นของพนักงานด้วยความหวังดีในนามส่วนตัว แต่ขาดข้อมูลที่ถูกต้องอาจจะไม่เป็นผลดีเสมอไป

 

5. ตั้งรับอย่างมีสติ

ในฐานะเจ้าของแบรนด์ เมื่อไหร่ที่มีคนเริ่มทำลิงค์เพจไปยังต้นตอของปัญหา เพื่อดึงคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเพจ วิธีการรับมือที่ดีที่สุดก็คือ การตั้งรับอย่างมีสติ เริ่มจากการขอโทษในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“เจ้าของเพจควรจะ Declare ให้ชัดเจนว่า กฎกติกาของแบรนด์และเพจเป็นอย่างไร เช่น เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับแบรนด์ ฉันไม่รับ ฉันมีสิทธิ์จะลบ ซึ่งก็สามารถทำได้ เหมือนกับที่เว็บไซต์ Pantip ก็มีการตั้งกฎกติกาไว้ สิ่งนี้เราสามารถ Take Action ได้ มีคนเข้ามาใช้คำหยาบเราก็สามารถลบได้ แต่ถ้าเขาพูดเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริงเราก็ลบไม่ได้ เป็นต้น”

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

buy spotify followers mumiyo macunu eşkina balığı taşı proment damla kekreyemiş tozu Yalancı Portakal Merhemi arı zehiri kremi bee cure krem titan gel gold wixy beauty kekreyemiş tozu borev tablet bulaşık makinesi deterjanı stag 9000 sprey mavi su
izmit escort ankara escort