11,398
VIEWS

วิชา พูลวรลักษณ์​ “เมเจอร์ ไม่ได้โดน Netflix ดิสรัปท์ แต่เรากำลังดิสรัปท์ Netflix”

Nov 18, 2019 R.Somboon

ก่อนหน้านั้น มีการมองกันว่า Netflix จะเข้ามาส่งผลกระทบต่อตลาดโรงหนัง หรือเข้ามาดิสรัปท์เรา แต่เมื่อผ่านมาถึงตอนนี้ พบว่า ธุรกิจโรงหนังไม่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของ Netflix เพราะยังมีการเติบโตของยอดผู้ชมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผ่านมา อย่างในปีนี้ คาดว่าเมเจอร์จะมียอดการขายตั๋วอยู่ที่ 40 ล้านใบ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีตัวเลขอยู่ที่ 38 ล้านใบ สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็คือ เมเจอร์เองกำลังจะดิสรัปท์ Netflix ซึ่งการดิสรัปท์ในที่นี้จะหมายถึงการที่เขาเข้ามาจับมือกับเราและใช้เมเจอร์เป็น 1 ในพันธมิตรในการทำตลาดของเขา ไม่ว่าจะเป็นการใช้โรงหนังของเราเป็นที่เปิดตัวหนังใหม่ของเขา หรือ อย่างในปีนี้ Netflix เองก็เข้ามาซื้อหนังไทยของเมเจอร์ไปฉาย โดยมีราคาสูงสุดต่อเรื่องถึง 1 แสนเหรียญสหรัฐ”

วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ที่กล่าวในประเด็นที่หลายคนต่างมองกันว่า การเกิดขึ้นของความบันเทิงในบ้านที่เป็นสตรีมมิ่ง จะเข้ามาส่งผลกระทบต่อการออกไปชมภาพยนตร์ของคนไทย ซึ่งวิชา บอกว่า สิ่งสำคัญที่ยังคงทำให้คนออกมาดูหนังที่โรงหนังก็คือ การสร้างประสบการณ์ความบันเทิงในรูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์หรือตัวโรงหนังที่มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ หรืออย่างตัวซอฟต์แวร์หรือหนัง ที่ปัจจุบันผู้ผลิตหนังจากฮอลลี่วู้ด มีการเลือกให้โรงหนังเป็นวินโดว์แรกในการฉายหนัง และต้องรอระยะเวลาถึง 12 เดือน จึงจะเข้ามาฉายในวินโดว์ที่ 2 อย่างสตรีมมิ่งของค่ายต่างๆ

“เราต้องทำให้คนที่มาดูหนังแล้วมีความสุข เรื่องของความสะดวกสบายในการมาดูหนังที่โรงจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเราทำให้ทุกอย่างเข้าไปอยู่ในโมบายที่พวกเขาไม่ต้องเสียเวลามาเข้าแถวซื้อตั๋วที่หน้าโรง เพราะทุกอย่างจัดการได้บนมือถือผ่านแอพพลิเคชั่นของเมเจอร์ ที่ไม่เพียงจะมีแค่เรื่องของการดูหนัง แต่ยังยังสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นเรื่องของเอนเตอร์เทนเม้นต์ให้กับพวกเขาได้ แอพพลิเคชั่นของเมเจอร์ที่ปัจจุบันมีคนดาวน์โหลด 10 ล้านดาวน์โหลด และแอคทีฟประมาณ 3 ล้าน สามารถเชื่อมต่อไปยังเรื่องของความบันเทิงอื่นๆ ของพันธมิตรของเราได้ด้วย” 

หัวใจสำคัญอีกอย่างที่จะทำให้คนยังออกมาดูหนังที่โรงก็คือ การมีเครือข่ายสาขาของโรงหนังครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งเมเจอร์มีการวางแผนที่จะขยายโรงหนังให้ครอบคลุม 77 จังหวัด มีโรงหนังครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ 1,200 โรง ภายในปี 2025  จากปัจจุบันที่มีโรงหนังกระจายอยู่ใน 60 จังหวัด ภายในสิ้นปี 2019 เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จะมีสาขารวมทั้งสิ้น 169 สาขา 810 โรง 183,958 ที่นั่ง แยกเป็น    สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 46 สาขา 355 โรง 80,468 ที่นั่ง สาขาในต่างจังหวัด 115 สาขา 416 โรง 95,041 ที่นั่งสาขาในต่างประเทศ 8 สาขา 39 โรง 8,449 ที่นั่ง โดยในปี 2020 มีแผนที่จะเปิดเพิ่มอีก 30 โรงอาทิ เมเจอร์ ซีนีมา โลตัส หาดใหญ่ สงขลา, เมเจอร์ ซีนีมา Mark 4 แพร่, เมเจอร์ ซีนีมา โลตัส พะเยา, เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ โลตัส นิคมบางกะดี ปทุมธานี, เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ โลตัส สมุทรปราการ, เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ บิ๊กซี ยะลา, เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ บิ๊กซี มหาชัย 2 สมุทรสาคร

“เดิมโรงหนังของเมเจอร์จะอยู่ในกรุงเทพฯ 70% ต่างจังหวัด 30% แต่หลังจากนี้ สัดส่วนของโรงหนังในต่างจังหวัดจะมีเพิ่มขึ้น และน่าจะมีสัดส่วนมากกว่ากรุงเทพฯภายในปี 2025 เนื่องของ Priority ของตลาดจะอยู่ที่ต่างจังหวัด เรามีการปรับบิสิเนส โมเดล ของการลงทุนให้สอดคล้องกับตลาดแต่ละพื้นที่ โดยบางจังหวัดอาจจะมีโรงหนังเพียง 1 – 2 โรง ใช้เงินลงทุนไม่มากนัก ขณะเดียวกัน กันยังมีการปรับกลยุทธ์เรื่องของราคาค่าตั๋วเพื่อให้สามารถยึดหยุ่น และเข้ากับกลุ่มผู้ชมแต่ละพื้นที่ได้ โดยตัวที่สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตของตลาดต่างจังหวัดก็คือ ปัจจุบัน บริษัทตัวแทนจำหน่ายหนังของฮอลลี่วู้ด เริ่มมีการตั้งทีมงานเพื่อสร้างตลาดของหนังฮอลลี่วู้ในต่างจังหวัดขึ้นมาแล้ว จากก่อนหน้าที่ตลาดนี้ส่วนใหญ่จะเป็นของหนังไทย”

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ การขยายตัวเพิ่มขึ้นของโรงหนังในต่างจังหวัด จะสอดรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่ปัจจุบัน เมเจอร์ ถือเป็น 1 ในผู้ขับเคลื่อนสำคัญของตลาดในฐานะของผู้สร้าง ซึ่งวิชา บอกว่า โมเดลในการทำหนังไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยแทนที่จะเป็นการลงทุนของคนใดคนหนึ่งก็เปลี่ยนเป็นการ Collaboration กันของแต่ละบริษัท เพื่อดึงเอาจุดแข็งของแต่ละฝ่ายเข้ามาช่วยกันทำตลาด อย่างเวิร์คพ้อยท์ ที่เก่งในเรื่องของการโปรโมทเพราะมีสื่อที่เข้าถึงกลุ่มแมสซึ่งจะเข้ามาช่วยกันทำตลาดให้มีพลังมากขึ้น

วิชา ยังบอกอีกว่า ปัจจุบันนี้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้รับการยอมรับจากตลาดต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ไม่เพียงแต่การส่งออกภาพยนตร์ไทยไปฉายในต่างประเทศเท่านั้น แต่ดาราไทยหลายคนก็ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มีดาราไทยไม่น้อยที่ออกไปสร้างชื่อเสียงในตลาดฮอลลีวู้ด ประเทศจีน และเกาหลี เป็นต้น ซึ่ง เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ได้ดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร ทั้ง โรงภาพยนตร์ และพร้อมเดินหน้าสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ไทยอย่างเต็มที่ เพื่อให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของบ้านเรามีการเติบโตมากยิ่งขึ้นและพัฒนาเป็น Tollywood ต่อไป โดยส่วนหนึ่งของการรุกออกไปยังต่างประเทศนั้น จะใช้วิธีการร่วมทุน อย่างการเข้าไปในตลาดจีนในปีหน้าจะมีหนังไทยที่เป็นการร่วมทุนกับจีนออกมาฉายในช่วงต้นปี 1 เรื่อง ซึ่งการร่วมทุนกับกลุ่มทุนจีนนั้น ทำให้สามารถเข้าไปฉายในประเทศจีนได้ โดยไม่ติดเรื่องของโควตา ซึ่งจะทำให้หนังไทยมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่โดนซื้อแบบราคาถูกๆ เมื่อต้องการเข้าไปฉายในต่างประเทศ

Pain Point ของอุตสาหกรรมหนังไทยก็คือ เรายังขาดสตอรี่ หรือคนเขียนบทที่ดีๆ ซึ่งการร่วมทุนกับจีนนี้ เขาจะเข้ามาดูเรื่องของบทให้ ขณะที่ทีมสร้าง ดารา หรือผู้กำกับจะเป็นคนไทยทั้งหมด ส่วนอีก Pain Piont หนึ่งก็คือ เรื่องของ Perception ของคนรุ่นใหม่ ที่มองหนังไทยว่าไม่มีคุณภาพ เราจึงต้องเข้ามาเปลี่ยน Perception ตรงนั้นด้วยการทำหนังไทยคุณภาพออกมา ซึ่งหนังของเมเจอร์แต่ละเรื่องที่ทำออกมานั้น ใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเน้นให้ได้หนังคุณภาพออกมาสู่ตลาด”

วิชาบอกว่า นอกจากการนำหนังไทยไปเปิดตลาดในต่างประเทศแล้ว โอกาสทางการตลาดของหนังไทยอีกอย่างก็คือ การเข้าไปฉายในวินโดว์ที่เป็นสตรีมมิ่ง และดิจิทัลทั้งหลาย ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ นอกจาก Netflix ที่ซื้อหนังไทยไปฉายแล้ว ยังมีหนังไทยหลายเรื่องที่ขึ้นไปฉายบนสายการบินของหลายประเทศ

ปัจจุบัน หนังไทยมีส่วนแบ่งอยู่ในตลาดประมาณ 26% อีก 74% จะเป็นหนังจากฮอลลี่วู้ด ส่วนหนังจากจีนที่เคยเข้ามาฉายในบ้านเราปัจจุบันมีน้อยลง เนื่องจากหนังแต่ละเรื่องมีต้นทุนในการสร้างค่อนข้างสูง การนำเข้ามาฉายจึงต้องจ่ายค่าซื้อหนังมาก จึงถูกมองว่าไม่คุ้ม โดยวิชามองว่า ควรจะมีหนังไทยเข้าฉายอย่างน้อยๆ สัปดาห์ละ 1 เรื่อง หรือปีละ 52 เรื่อง เพราะการมีสเกลของโรงหนังจำนวนมากนั้น สามารถรองรับ และช่วยในเรื่องของรายได้ ได้เป็นอย่างดี

ในปีนี้ เมเจอร์มีหนังออกมาฉายประมาณ 15 เรื่อง ถือว่าถึงจุดคุ้มทุนทั้งหมด ซึ่งโมเดลการทำหนังของเราจะเริ่มจากเราลงทุนเองทั้งหมดก่อนที่จะดึงพันธมิตรเข้ามาถือหุ้นที่ในท้ายที่สุดเราจะเหลือการถือหุ้นประมาณ 20% โดยรายได้ของหนังไทยมีสัดส่วน 5-10% ในรายได้รวมของเมเจอร์ แต่ในปี 2025 เชื่อว่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 15-20% ในรายได้รวม และเห็นโอกาสการขายทั้งในไทยและต่างประเทศ

“แม้เทคโนโลยี จะเข้ามาส่งผลกระทบกับหลายๆ อุตสาหกรรม แต่สำหรับอุตสาหกรรมบันเทิงแล้ว ยังมีโอกาสเติบโตได้อีก ซึ่ง แจ๊ค หม่า เคยออกมาพูดถึงวิชั่นอย่างหนึ่งของอาลีบาบา ที่มองว่า ทุกคนในโลกต้องการหาความสุข อาลีบาบา เลยเข้าไปลงทุนในสตูดิโอที่ทำหนังของฮอลลี่วู้ด โดยเขามองว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่คนยังต้องการเสพคอนเทนต์ที่เป็นเรื่องของความบันเทิง นั่นจึงไม่แปลกที่ปัจจุบันในประเทศจีนมีโรงหนังถึง 70,000 สกรีน เพราะคนของเขาเครียดกับการทำงานในชีวิตประจำวัน จึงต้องการความบันเทิงเข้ามาชดเชย ซึ่งทิศทางของบ้านเราก็น่าจะออกมาในแนวทางดังกล่าว” วิชา กล่าวสรุปทิ้งท้าย

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn