3,120
VIEWS

“กล้าก้าวไกล” ไปกับ EEC ประตูเศรษฐกิจเชื่อมโลกยกระดับศักยภาพไทยเทียบชั้นตลาดโลก

Nov 12, 2019 -None-

ด้วยจุดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เป็นที่รู้กันดีว่าพื้นที่แห่งนี้นั้นเป็นอีกหนึ่งจุดศูนย์กลางของเส้นทางคมนาคม ที่เชื่อมโยงประเทศเศรษฐกิจสำคัญในเอเชียเข้าไว้ด้วยกันทั้งจากอินเดียสู่ญี่ปุ่นจากจีนสู่อินโดนีเซียและจากมหาสมุทรอินเดียสู่มหาสมุทรแปซิฟิกรวมถึงยังเป็นจุดเชื่อมต่อตลาดเกิดใหม่อย่างเมียนมาและเวียดนามถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่เชื่อมเหนือลงสู่ใต้เชื่อมตะวันออกไปสู่ตะวันตกโดยมีประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางประกอบกับภูมิภาคเอเชีย ณ ปัจจุบันถือเป็นหมากตัวสำคัญในการขับเคลื่อนโลกทั้งในแง่ของการลงทุน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนำโดยประเทศจีนอินเดียญี่ปุ่นเกาหลีใต้และอาเซียนที่มีประชากรรวมกันได้มากกว่า 3.5 พันล้านคนและ GDP คิดเป็น 32% ของ GDP โลก

โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) จึงมีความ “กล้า” ที่จะใช้จุดยุทธศาสตร์นี้มาเป็นหนึ่งในการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศให้ “ก้าว” ไปข้างหน้าโดยมีแผนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 เป็นแผนแม่บทในการขับเคลื่อนการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศให้ขยายสู่การเป็นเขตเศรษฐกิจระดับโลกได้อย่างกว้าง “ไกล” มากยิ่งขึ้น

EEC จึงเป็นโครงการยักษ์ใหญ่ที่ทางรัฐบาลต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างในด้านการคมนาคมอย่างครบวงจรเพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมให้สะดวก ซึ่งจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้ เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาวตั้งแต่ต้นน้ำอย่างผู้ผลิตไปสู่ผู้ขายและยังรวมไปถึงกลุ่มธุรกิจ Startup

โดยในปี 2560 ได้เริ่มต้นโครงการ EEC ในระยะแรกผ่าน 3 จังหวัดคือชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา บนพื้นที่รวมกว่า 13,285 ตารางกิโลเมตร อาศัยจุดเด่นทางภูมิศาสตร์บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกที่เป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมต่อกับกลุ่มเศรษฐกิจในทวีปเอเชีย ทั้งในด้านการผลิต การค้า การส่งออก และการขนส่ง ด้วยงบประมาณกว่า 1.7 ล้านล้านบาทถูกลงทุนในช่วง 5 ปีแรก นับเป็นการยกระดับให้ EEC เป็นเขตพัฒนาที่สามารถแข่งขันได้ทั้งการพัฒนาระบบการขนส่งและคมนาคม นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการพัฒนาการท่องเที่ยว การพัฒนาเมืองใหม่และการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้ง 12 กลุ่มเพื่อก้าวสู่การเป็น Digital Innovation Hub ของอาเซียน

ซึ่งอย่างที่เรารู้กันดีว่าการลงทุนจากภาคเอกชนจัดเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนทางเศรษฐกิจ จึงต้องอาศัยภาครัฐในการเป็นผู้จุดชนวนในการลงทุน เพื่อส่งต่อให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุนทางภาครัฐจึงได้ทั้งเตรียมกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ อย่างการแก้ไขพ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุนพ.ร.บ.กองทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพ.ร.บ. พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยทั้งหมดจะเน้นไปที่ความคล่องตัวในการลงทุนของเอกชน สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจในการลงทุน ส่งเสริมให้การดำเนินการในแผนพัฒนามีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีระดับนวัตกรรมสูงสอดคล้องนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

โดย ณ ปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่าเหล่านักลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่างก็ให้ความสำคัญอย่างมากต่อโครงการนี้ โดยการลงทุนในกลุ่ม 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายได้ผลตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจาก 199,327 ล้านบาทในปี 2559 เป็น 310,337 ล้านบาทในปี 2560 และเป็น 683,910 ล้านบาทในปี 2561 ตามลำดับนั่นจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ GDP เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.9 ให้เป็นร้อยละ 3.3 ในปี 2559 เป็นร้อยละ 3.9 ในปี 2560 และเป็นร้อยละ 4.2 ในปี 2561

2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักทั้ง 5 โครงการคืบหน้าอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น

1. โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน 

โครงการนี้จะทำการเชื่อมต่อท่าอากาศยานนานาชาติทั้ง 3 แห่งได้แก่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ด้วยรถไฟความเร็วสูง ซึ่งตัวโครงการเป็นโครงการที่ใช้โครงสร้างและแนวเส้นทางการเดินรถเดิมของระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแอร์พอร์ตลิงค์ ที่เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบัน พร้อมก่อสร้างทางรถไฟส่วนต่อขยาย 2 ช่วงจากสถานีพญาไทไปยังท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง (ความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตร/ชั่วโมงสำหรับช่วงการเดินทางในเมือง) และจากสถานีลาดกระบังไปยังท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา (ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร/ชั่วโมงสำหรับช่วงการเดินทางระหว่างเมือง) มูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาท

พร้อมเชื่อมเข้าออกสนามบินโดยใช้เขตทางเดิมของการรถไฟฯเป็นส่วนใหญ่รวมระยะทาง 220 กม. ประกอบไปด้วยสถานีรถไฟความเร็วสูงจำนวน 9 สถานีได้แก่ สถานีดอนเมือง สถานีบางซื่อ สถานีมักกะสัน สถานีสุวรรณภูมิ สถานีฉะเชิงเทรา สถานีชลบุรี สถานีศรีราชา สถานีพัทยา และสถานีอู่ตะเภา ซึ่งหากก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยให้การเดินทางจากสถานีมักกะสันสู่สถานีอู่ตะเภาใช้เวลาเดินทางเพียง 45 นาทีเท่านั้น

ล่าสุดก็ได้เกิดการร่วมทุนระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทบย (ร.ฟ.ท.) กับกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้งจำกัดและพันธมิตร (กลุ่ม CPH) เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562ที่ผ่านมาซึ่งจะก่อสร้างเสร็จในปี 2566 ส่งผลถึงการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-Oriented Development หรือ TOD) สร้างความเจริญสู่ชุมชน เกิดการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้มีโอกาสในการค้าขายเพิ่มขึ้น

2. โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

พัฒนาเป็นท่าอากาศยานพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของประเทศไทย พร้อมยกระดับเป็นศูนย์กลางการบินภาคตะวันออกและพัฒนาพื้นที่โดยรอบให้เป็นเมืองการบินภาคตะวันออกทั้งอาคารผู้โดยสารทางวิ่งเพื่อรองรับผู้โดยสาร 60 ล้านคน/ปีในอีก 20 ปีข้างหน้าทั้งยังเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูง และส่งเสริมให้เกิดพื้นที่เศรษฐกิจสมัยใหม่จากเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ ทำให้เกิดการขนส่งที่รวดเร็วในการขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าสูงส่งผลให้เกิดการจ้างงานซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจการบินที่ตั้งโครงการอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยองและพื้นที่โดยรอบประมาณ 6,500 ไร่ตั้งอยู่ในอำเภอบ้านฉางและอำเภอสัตหีบ จังหวัดระยอง

ซึ่งเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมาก็ได้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาซองของผู้ประมูลจากหลากหลายบริษัทเอกชน ที่มีความสนใจในการที่จะร่วมทุนโครงการในขณะที่มีการประเมินว่าจะลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับผู้ชนะการประมูลได้เร็วที่สุดในช่วงเดือนมกราคมปี 2563

3. โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3

ยกระดับท่าเรือแหลมฉบังให้กลายเป็นท่าเรือมาตรฐานชั้นนำระดับโลก เพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือเพื่อรองรับความต้องการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยจะดำเนินการก่อสร้างท่าเทียบเรือสำหรับจอดเรือน้ำลึกและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ รวมทั้งการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบังก่อสร้างท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรือ ตลอดจนโครงข่ายและระบบการขนส่งต่อเนื่องที่จำเป็นในเขตพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังที่จะเชื่อมต่อกับภายนอกให้เพียงพอและพร้อมที่จะรองรับการขยายตัวของปริมาณเรือและสินค้าประเภทต่าง ๆ เพื่อเปิดประตูการค้าจากไทยไปสู่กลุ่มประเทศ CLMV และจีนทางใต้โดยที่ตั้งโครงการคือท่าเรือแหลมฉบัง ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา ชลบุรี

4. โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3

เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการขนถ่ายสินค้าพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติและวัตถุดิบเหลวสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างการขยายท่าเรือขนส่งก๊าซจาก 11 ท่าเป็น 16 ท่า เพื่อยกระดับท่าเรือเป็นท่าเรืออุตสาหกรรมระดับภูมิภาคและสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมขยายความจุท่าเรือจาก 16 ล้านตันต่อปีเป็น 31 ล้านตันต่อปีให้กับประเทศไทยโดยตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่โดยแบ่งเป็นพื้นที่หน้าท่าเรือ 550 ไร่และพื้นที่หลังท่าเรือ 450 ไร่ความยาวหน้าท่าเรือรวมกัน 2,229 เมตร

โดยในวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมาทางกนอ. ก็ได้มีการลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับ บริษัทกัลฟ์เอ็มทีพีแอลเอ็นจีเทอร์มินอลจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทกัลฟ์เอ็นเนอร์จีดีเวลลอปเมนท์จำกัด (มหาชน) และบริษัทพีทีทีแทงค์เทอร์มินัลจำกัดที่ถือได้ว่าเป็นโครงการแรกในการเซ็นสัญญาร่วมทุน ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2568

5. โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา

ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานจะได้รับการพัฒนาให้เป็นหนึ่งในศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่ทันสมัยและมีความอัจฉริยะรองรับเทคโนโลยีขั้นสูงของอากาศยานรุ่นใหม่ทุกรุ่นทุกขนาดในอีก 20 ปีข้างหน้าที่จะให้บริการในหลากหลายด้านตั้งแต่การซ่อมบำรุงระดับลานจอดเรื่อยไปจนถึงซ่อมบำรุงใหญ่สำหรับอากาศยานในหลากหลายประเภท โดยจะนำเทคโนโลยีล่าสุดและการตรวจสอบขั้นสูงมาใช้ในการวิเคราะห์และพยากรณ์เพื่อกำหนดแผนการบำรุงรักษาอากาศยานล่วงหน้าบนพื้นที่กว่า 210 ไร่ พร้อมทั้งศูนย์ฝึกอบรมสำหรับการสร้างบุคลากรด้านช่างอากาศยานและส่งเสริมอุตสาหกรรมอากาศยานไทยให้ทัดเทียมระดับสากลรองรับการขยายตัวของธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยานทุกภูมิภาคของโลกต่อไปในอนาคต

โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC จึงถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนอย่างมหาศาลให้กับประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือการสร้างอาชีพเพื่อรองรับเขตอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าความต้องการบุคลากร 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายกับ 3 โครงสร้างพื้นฐานจะมีกว่า 475,674 ตำแหน่ง

รวมถึงการเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตให้อัตราการขยายตัวการลงทุนของประเทศเพิ่มขึ้น ยกระดับศักยภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศ แต่การเติบโตในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ จะไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน หากขาดการคิดในภาพรวมที่ให้ความสำคัญกับประชาชนในท้องถิ่น รวมถึงความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมกับโครงการ Smart Livable City (การวางโครงสร้างเมืองรองรับการขยายตัวแบบ Smart City) หรือโครงการ Waste Management (โรงกำจัดขยะมูลฝอย) ซึ่งผลกระทบทางบวกจากการลงทุนครั้งนี้ ภาครัฐจึงคาดการณ์ว่าภายในปี 2564 EEC จะส่งเสริมให้ GDP สามารถขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 5% ซึ่งเป็นระดับเป้าหมายของการขยายตัวทางเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580)

วันนี้ประตูบานใหม่อย่าง EEC ถูกเปิดออก อีกทั้งยังเป็นประตูที่มีความสำคัญของประเทศไทยในด้านการผลิตสินค้าและการขนส่ง การขยายการค้าการลงทุนเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วประเทศรวมถึงการพัฒนาไปพร้อมกันกับประเทศเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ

จะเห็นได้ว่า 2 ปีที่ผ่านมาความ “กล้า” ในการลงทุนและวางนโยบายอย่างชัดเจนทำให้รัฐบาลสามารถใช้ EEC “ก้าว” ไปอีกขั้นในการสร้างฐานการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อเปิดประตูเศรษฐกิจ และระดมการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างกำลังผลักดันประเทศให้ไป “ไกล” จากจุดเดิม

ติดตามข่าวสารและอ่านรายละเอียดข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ https://www.eeco.or.th

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn