4,552
VIEWS

“กล้าก้าวไกล” ไปกับ EEC ประตูเศรษฐกิจเชื่อมโลกยกระดับศักยภาพไทยเทียบชั้นตลาดโลก

Nov 12, 2019 -None-

ด้วยจุดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เป็นที่รู้กันดีว่าพื้นที่แห่งนี้นั้นเป็นอีกหนึ่งจุดศูนย์กลางของเส้นทางคมนาคม ที่เชื่อมโยงประเทศเศรษฐกิจสำคัญในเอเชียเข้าไว้ด้วยกันทั้งจากอินเดียสู่ญี่ปุ่นจากจีนสู่อินโดนีเซียและจากมหาสมุทรอินเดียสู่มหาสมุทรแปซิฟิกรวมถึงยังเป็นจุดเชื่อมต่อตลาดเกิดใหม่อย่างเมียนมาและเวียดนามถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่เชื่อมเหนือลงสู่ใต้เชื่อมตะวันออกไปสู่ตะวันตกโดยมีประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางประกอบกับภูมิภาคเอเชีย ณ ปัจจุบันถือเป็นหมากตัวสำคัญในการขับเคลื่อนโลกทั้งในแง่ของการลงทุน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนำโดยประเทศจีนอินเดียญี่ปุ่นเกาหลีใต้และอาเซียนที่มีประชากรรวมกันได้มากกว่า 3.5 พันล้านคนและ GDP คิดเป็น 32% ของ GDP โลก

โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) จึงมีความ “กล้า” ที่จะใช้จุดยุทธศาสตร์นี้มาเป็นหนึ่งในการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศให้ “ก้าว” ไปข้างหน้าโดยมีแผนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 เป็นแผนแม่บทในการขับเคลื่อนการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศให้ขยายสู่การเป็นเขตเศรษฐกิจระดับโลกได้อย่างกว้าง “ไกล” มากยิ่งขึ้น

EEC จึงเป็นโครงการยักษ์ใหญ่ที่ทางรัฐบาลต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างในด้านการคมนาคมอย่างครบวงจรเพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมให้สะดวก ซึ่งจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้ เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาวตั้งแต่ต้นน้ำอย่างผู้ผลิตไปสู่ผู้ขายและยังรวมไปถึงกลุ่มธุรกิจ Startup

โดยในปี 2560 ได้เริ่มต้นโครงการ EEC ในระยะแรกผ่าน 3 จังหวัดคือชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา บนพื้นที่รวมกว่า 13,285 ตารางกิโลเมตร อาศัยจุดเด่นทางภูมิศาสตร์บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกที่เป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมต่อกับกลุ่มเศรษฐกิจในทวีปเอเชีย ทั้งในด้านการผลิต การค้า การส่งออก และการขนส่ง ด้วยงบประมาณกว่า 1.7 ล้านล้านบาทถูกลงทุนในช่วง 5 ปีแรก นับเป็นการยกระดับให้ EEC เป็นเขตพัฒนาที่สามารถแข่งขันได้ทั้งการพัฒนาระบบการขนส่งและคมนาคม นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการพัฒนาการท่องเที่ยว การพัฒนาเมืองใหม่และการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้ง 12 กลุ่มเพื่อก้าวสู่การเป็น Digital Innovation Hub ของอาเซียน

ซึ่งอย่างที่เรารู้กันดีว่าการลงทุนจากภาคเอกชนจัดเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนทางเศรษฐกิจ จึงต้องอาศัยภาครัฐในการเป็นผู้จุดชนวนในการลงทุน เพื่อส่งต่อให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุนทางภาครัฐจึงได้ทั้งเตรียมกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ อย่างการแก้ไขพ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุนพ.ร.บ.กองทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพ.ร.บ. พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยทั้งหมดจะเน้นไปที่ความคล่องตัวในการลงทุนของเอกชน สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจในการลงทุน ส่งเสริมให้การดำเนินการในแผนพัฒนามีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีระดับนวัตกรรมสูงสอดคล้องนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

โดย ณ ปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่าเหล่านักลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่างก็ให้ความสำคัญอย่างมากต่อโครงการนี้ โดยการลงทุนในกลุ่ม 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายได้ผลตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจาก 199,327 ล้านบาทในปี 2559 เป็น 310,337 ล้านบาทในปี 2560 และเป็น 683,910 ล้านบาทในปี 2561 ตามลำดับนั่นจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ GDP เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.9 ให้เป็นร้อยละ 3.3 ในปี 2559 เป็นร้อยละ 3.9 ในปี 2560 และเป็นร้อยละ 4.2 ในปี 2561

2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักทั้ง 5 โครงการคืบหน้าอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น

1. โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน 

โครงการนี้จะทำการเชื่อมต่อท่าอากาศยานนานาชาติทั้ง 3 แห่งได้แก่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ด้วยรถไฟความเร็วสูง ซึ่งตัวโครงการเป็นโครงการที่ใช้โครงสร้างและแนวเส้นทางการเดินรถเดิมของระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแอร์พอร์ตลิงค์ ที่เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบัน พร้อมก่อสร้างทางรถไฟส่วนต่อขยาย 2 ช่วงจากสถานีพญาไทไปยังท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง (ความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตร/ชั่วโมงสำหรับช่วงการเดินทางในเมือง) และจากสถานีลาดกระบังไปยังท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา (ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร/ชั่วโมงสำหรับช่วงการเดินทางระหว่างเมือง) มูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาท

พร้อมเชื่อมเข้าออกสนามบินโดยใช้เขตทางเดิมของการรถไฟฯเป็นส่วนใหญ่รวมระยะทาง 220 กม. ประกอบไปด้วยสถานีรถไฟความเร็วสูงจำนวน 9 สถานีได้แก่ สถานีดอนเมือง สถานีบางซื่อ สถานีมักกะสัน สถานีสุวรรณภูมิ สถานีฉะเชิงเทรา สถานีชลบุรี สถานีศรีราชา สถานีพัทยา และสถานีอู่ตะเภา ซึ่งหากก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยให้การเดินทางจากสถานีมักกะสันสู่สถานีอู่ตะเภาใช้เวลาเดินทางเพียง 45 นาทีเท่านั้น

ล่าสุดก็ได้เกิดการร่วมทุนระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทบย (ร.ฟ.ท.) กับกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้งจำกัดและพันธมิตร (กลุ่ม CPH) เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562ที่ผ่านมาซึ่งจะก่อสร้างเสร็จในปี 2566 ส่งผลถึงการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-Oriented Development หรือ TOD) สร้างความเจริญสู่ชุมชน เกิดการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้มีโอกาสในการค้าขายเพิ่มขึ้น

2. โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

พัฒนาเป็นท่าอากาศยานพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของประเทศไทย พร้อมยกระดับเป็นศูนย์กลางการบินภาคตะวันออกและพัฒนาพื้นที่โดยรอบให้เป็นเมืองการบินภาคตะวันออกทั้งอาคารผู้โดยสารทางวิ่งเพื่อรองรับผู้โดยสาร 60 ล้านคน/ปีในอีก 20 ปีข้างหน้าทั้งยังเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูง และส่งเสริมให้เกิดพื้นที่เศรษฐกิจสมัยใหม่จากเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ ทำให้เกิดการขนส่งที่รวดเร็วในการขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าสูงส่งผลให้เกิดการจ้างงานซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจการบินที่ตั้งโครงการอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยองและพื้นที่โดยรอบประมาณ 6,500 ไร่ตั้งอยู่ในอำเภอบ้านฉางและอำเภอสัตหีบ จังหวัดระยอง

ซึ่งเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมาก็ได้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาซองของผู้ประมูลจากหลากหลายบริษัทเอกชน ที่มีความสนใจในการที่จะร่วมทุนโครงการในขณะที่มีการประเมินว่าจะลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับผู้ชนะการประมูลได้เร็วที่สุดในช่วงเดือนมกราคมปี 2563

3. โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3

ยกระดับท่าเรือแหลมฉบังให้กลายเป็นท่าเรือมาตรฐานชั้นนำระดับโลก เพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือเพื่อรองรับความต้องการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยจะดำเนินการก่อสร้างท่าเทียบเรือสำหรับจอดเรือน้ำลึกและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ รวมทั้งการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบังก่อสร้างท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรือ ตลอดจนโครงข่ายและระบบการขนส่งต่อเนื่องที่จำเป็นในเขตพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังที่จะเชื่อมต่อกับภายนอกให้เพียงพอและพร้อมที่จะรองรับการขยายตัวของปริมาณเรือและสินค้าประเภทต่าง ๆ เพื่อเปิดประตูการค้าจากไทยไปสู่กลุ่มประเทศ CLMV และจีนทางใต้โดยที่ตั้งโครงการคือท่าเรือแหลมฉบัง ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา ชลบุรี

4. โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3

เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการขนถ่ายสินค้าพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติและวัตถุดิบเหลวสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างการขยายท่าเรือขนส่งก๊าซจาก 11 ท่าเป็น 16 ท่า เพื่อยกระดับท่าเรือเป็นท่าเรืออุตสาหกรรมระดับภูมิภาคและสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมขยายความจุท่าเรือจาก 16 ล้านตันต่อปีเป็น 31 ล้านตันต่อปีให้กับประเทศไทยโดยตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่โดยแบ่งเป็นพื้นที่หน้าท่าเรือ 550 ไร่และพื้นที่หลังท่าเรือ 450 ไร่ความยาวหน้าท่าเรือรวมกัน 2,229 เมตร

โดยในวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมาทางกนอ. ก็ได้มีการลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับ บริษัทกัลฟ์เอ็มทีพีแอลเอ็นจีเทอร์มินอลจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทกัลฟ์เอ็นเนอร์จีดีเวลลอปเมนท์จำกัด (มหาชน) และบริษัทพีทีทีแทงค์เทอร์มินัลจำกัดที่ถือได้ว่าเป็นโครงการแรกในการเซ็นสัญญาร่วมทุน ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2568

5. โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา

ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานจะได้รับการพัฒนาให้เป็นหนึ่งในศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่ทันสมัยและมีความอัจฉริยะรองรับเทคโนโลยีขั้นสูงของอากาศยานรุ่นใหม่ทุกรุ่นทุกขนาดในอีก 20 ปีข้างหน้าที่จะให้บริการในหลากหลายด้านตั้งแต่การซ่อมบำรุงระดับลานจอดเรื่อยไปจนถึงซ่อมบำรุงใหญ่สำหรับอากาศยานในหลากหลายประเภท โดยจะนำเทคโนโลยีล่าสุดและการตรวจสอบขั้นสูงมาใช้ในการวิเคราะห์และพยากรณ์เพื่อกำหนดแผนการบำรุงรักษาอากาศยานล่วงหน้าบนพื้นที่กว่า 210 ไร่ พร้อมทั้งศูนย์ฝึกอบรมสำหรับการสร้างบุคลากรด้านช่างอากาศยานและส่งเสริมอุตสาหกรรมอากาศยานไทยให้ทัดเทียมระดับสากลรองรับการขยายตัวของธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยานทุกภูมิภาคของโลกต่อไปในอนาคต

โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC จึงถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนอย่างมหาศาลให้กับประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือการสร้างอาชีพเพื่อรองรับเขตอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าความต้องการบุคลากร 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายกับ 3 โครงสร้างพื้นฐานจะมีกว่า 475,674 ตำแหน่ง

รวมถึงการเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตให้อัตราการขยายตัวการลงทุนของประเทศเพิ่มขึ้น ยกระดับศักยภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศ แต่การเติบโตในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ จะไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน หากขาดการคิดในภาพรวมที่ให้ความสำคัญกับประชาชนในท้องถิ่น รวมถึงความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมกับโครงการ Smart Livable City (การวางโครงสร้างเมืองรองรับการขยายตัวแบบ Smart City) หรือโครงการ Waste Management (โรงกำจัดขยะมูลฝอย) ซึ่งผลกระทบทางบวกจากการลงทุนครั้งนี้ ภาครัฐจึงคาดการณ์ว่าภายในปี 2564 EEC จะส่งเสริมให้ GDP สามารถขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 5% ซึ่งเป็นระดับเป้าหมายของการขยายตัวทางเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580)

วันนี้ประตูบานใหม่อย่าง EEC ถูกเปิดออก อีกทั้งยังเป็นประตูที่มีความสำคัญของประเทศไทยในด้านการผลิตสินค้าและการขนส่ง การขยายการค้าการลงทุนเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วประเทศรวมถึงการพัฒนาไปพร้อมกันกับประเทศเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ

จะเห็นได้ว่า 2 ปีที่ผ่านมาความ “กล้า” ในการลงทุนและวางนโยบายอย่างชัดเจนทำให้รัฐบาลสามารถใช้ EEC “ก้าว” ไปอีกขั้นในการสร้างฐานการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อเปิดประตูเศรษฐกิจ และระดมการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างกำลังผลักดันประเทศให้ไป “ไกล” จากจุดเดิม

ติดตามข่าวสารและอ่านรายละเอียดข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ https://www.eeco.or.th

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.