4,482
VIEWS

ก้าวย่างสำคัญของ "ไทยเบฟ" จบ VISION 2020 เดินหน้าสู่ 2025 ฐานะ ผู้นำเครื่องดื่มครบวงจร

Oct 04, 2019 S.Worapol

การประกาศวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจ Vision 2020 แผนระยะยาว 6 ปี ของไทยเบฟ ได้เดินทางมาถึงปีสุดท้าย ความชัดเจนของกลุ่มธุรกิจในเครือทั้ง ธุรกิจสุรา, ธุรกิจเบียร์ และธุรกิจที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม) ค่อยๆ ตกผลึกผ่านกลยุทธ์ทั้ง 5 ส่วนคือ Growth การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ Diversity ความหลากหลายของสินค้าและตลาด Brand และ Reach ที่ให้ทำงานควบคู่กันไปอย่างใกล้ชิด เพิ่มความเข้าใจผู้บริโภค และการเข้าถึงลูกค้า และ Professionalism ความเป็นมืออาชีพด้วยการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร

ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  อธิบายว่า “การดำเนินธุรกิจตาม Vision 2020 ได้เป็นไปตามเป้าหมาย ธุรกิจในกลุ่มถูกพัฒนาไปอย่างมากมาย การขยายตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เริ่มต้นโรงงานผลิตสุราที่พม่า การจัดจำหน่ายเบียร์ที่เวียดนาม นอกเหนือกว่านั้นด้านธุรกิจอาหารก็มีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเติมเต็มในกลุ่มภายใต้กลยุทธ์ที่หลากหลายมาสอดประสานกันจะนำไปสู่ผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรที่มีความมั่นคงและยั่งยืนในภูมิภาค”

แน่นอนว่าหลักใหญ่ใจความของ Vision 2020 คือการเป็นแบรนด์ “ผู้นำเครื่องดื่มครบวงจร” ในระดับภูมิภาค หรือ Reginal Brand นั่นหมายความว่า ไทยเบฟต้องทำการบ้านอย่างหนักที่จะต้องเข้าใจตลาด เข้าใจการแข่งขัน และเข้าใจบริบทของตัวเองในการรุกตลาดแต่ละพื้นที่

สำหรับปีงบประมาณ 2562 สรุปตัวเลขถึงเดือนมิถุนายน ยอดขายรวมอยู่ที่ 205,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18.2% EBITDA เพิ่มขึ้น 21.0% เป็น 36,265 ล้านบาท และ Net profit อยู่ที่ 21,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.1% โดยธุรกิจสุรามีรายได้จากการขายคิดเป็น 43.3% ธุรกิจเบียร์คิดเป็น 44.8% ธุรกิจที่ไม่มีแอลกอฮอล์ 6.2% และธุรกิจอาหาร 5.7% ของพอร์ตรายได้รวมทั้งหมด

สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดระยะทางในแผนการดำเนินงานนี้ทำให้เราได้เห็นความเคลื่อนไหวมากมายของไทยเบฟ ไม่ว่าจะเป็นกิจการผู้ผลิตเบียร์ในเวียดนาม โดยมีชื่อว่า Saigon Alcohol Beer and Beverages Corporation ซาเบโก้ หรือที่เรียกกันว่าเบียร์ไซ่ง่อน ที่ถือว่าเป็นผู้ผลิตเบียร์อันดับ 1 ของเวียดนาม หรือแม้แต่การเข้าซื้อบริษัท Myanmar Supply Chain and Service (MSC) และ Myanmar Distillery Company (MDC) กลุ่มบริษัทสุรารายใหญ่ที่สุดในเมียนมาร์ และล่าสุด บริษัทในเครืออย่าง เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) ได้เริ่มผลิต “เบียร์ช้าง” ในเมียนมา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เอ็ดมอนด์ เนียว  รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่, ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มบริหารการลงทุนตราสินค้า เผยว่า “เราได้เริ่มต้นผลิตเบียร์ช้างในโรงเบียร์ Emerald Brewery ประเทศเมียน เป็นการขยายการดำเนินงานของกลุ่มไทยเบฟในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเสริมสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งให้กับไทยเบฟฯ ในฐานะผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำในภูมิภาค โดย Emerald Brewery มีกำลังการผลิตปีละประมาณ 50 ล้านลิตร มีการบรรจุเบียร์ในบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลระดับโลกเพื่อจัดจำหน่ายทั่วประเทศใน 5 รูปแบบ คือ แบบขวดปริมาณ 320 มล. และ 620 มล. ,แบบกระป๋อง 330 มล. และ 500 มล. รวมทั้งแบบถังปริมาณ 30 ลิตร”

ประภากร ทองเทพไพโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่, ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มบริหารช่องทางการจำหน่าย สำหรับธุรกิจสุราในประเทศไทยเรายังคงเป็นผู้นำตลาดโดยเฉพาะสุราขาวแบรนด์ รวงข้าว ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนขวด เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเพิ่มขึ้น ส่วนสุราสีหงส์ทอง ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ขนาดใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค สุราหงส์ทองขนาด 1 ลิตร

นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มตราสินค้า Kulov ในช่วงต้นปีงบประมาณที่ผ่านมา ได้แก่ KULOV Red Blast RTD และ KULOV Vodka ขนาด 700 ml และในปีงบประมาณหน้า เราจะเปิดตัวสินค้าใหม่สู่ตลาด ได้แก่ KULOV Lemon Pop RTD และ KULOV Vodka ขนาด 1 ลิตร

ส่วนตลาดเมียนมาร์ Grand Royal มียอดขายทะลุ 10 ล้านลัง ในปีล่าสุด อันเป็นความสำเร็จจากการที่บริษัทมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการกระจายสินค้าอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันสำหรับตลาดสุราพรีเมี่ยมจากสกอตแลนด์ บริษัท Inver House ได้ทำการปรับโฉมสุราซิงเกิ้ลมอลต์ Balblair ให้มีความทันสมัยและพรีเมี่ยมยิ่งขึ้นด้วย

ส่วนธุรกิจเบียร์ก็มีความเคลื่อนไหวไม่แพ้กัน โดยผลสำรวจล่าสุดจาก IPSOS ยังพบว่า เบียร์ช้าง เป็นแบรนด์เบียร์อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่ผู้บริโภคจะเลือกดื่ม วันนี้เบียร์ช้างได้เดินมาถึงปีที่ 25 ของการขายในประเทศไทย

โฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเบียร์ ประเทศ ไทย และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง อธิบายต่อไปอีกว่า “ความพิเศษในการเข้าสู่ปีที่ 25 ปีของเบียร์ช้างคือการเปิดตัวเบียร์ “ช้าง 25 ปี โคลด์ บริว ลาเกอร์ (Chang 25th Anniversary Cold Brew Lager)” กับนวัตกรรมการกรองเบียร์โดยใช้อุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0 องศา (Sub-Zero Filtration) ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษที่ดึงรสชาติและกลิ่นของมอลต์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ที่จะมาสร้างความคึกคักให้ตลาดเบียร์ไทย และจะยังคงเดินหน้าลุยธุรกิจเบียร์และสานต่อกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมด้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค”

นั่นเป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในกลุ่มธุรกิจสุราและธุรกิจเบียร์ ที่ทำให้ภาพความเป็นผู้นำเครื่องดื่มครบวงจรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนในฝั่งของธุรกิจที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ทั้งเครื่องดื่มและอาหารก็นับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการเติบโตไปตามเป้าหมายของไทยเบฟ

แม้ว่าช่วงที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ จะลงทุนอย่างต่อเนื่องจนทำให้ธุรกิจไม่ได้อยู่ในภาวะที่มีกำไร แต่อัตราการขาดทุนที่ลดลงเรื่อยๆ ในปี 2562 จบเดือนมิถุนายน มีกำไรสุทธิขาดทุนอยู่ที่ 2.8%

ลี เม็ง ตัท กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และ เลสเตอร์ ตัน ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลล์ ประเทศไทย เผยว่า "ธุรกิจ NAB ใน ประเทศไทยมีความความเติบโตโดยมีผลประกอบการดีขึ้น 42.6% จากปีก่อน โดยวางทิศทางเพื่อให้ภาพรวมกลับมาอยู่ในฝั่งของการทำกำไรไว้ 3 เรื่องคือการมุ่งขายสินค้าที่ให้กำไรสูง อย่าง เครื่องดื่มขวดแก้ว และการมุ่งขายสินค้าในกลุ่มพรีเมียมมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น”

ทางด้าน นงนุช บูรณะเศรษฐกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย อธิบายว่า “กลุ่มธุรกิจอาหารทั้ง 23 แบรนด์ 620 สาขา ยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความสำคัญของไทยเบฟ โดยในปีงบประมาณที่ผ่านมา ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมาย มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งยอดขายและกำไร โดยปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโต คือการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้กลุ่มธุรกิจอาหารเปิดสาขาใหม่ไปทั้งสิ้น 59 สาขา และการทำการตลาดและสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมอาหาร  ที่สร้างความแปลกใหม่ ตื่นเต้นให้กับผู้บริโภค”

ภาพที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ภายใต้ Vision 2020 คำถามต่อมาคือ แล้วหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น??

ภายใต้บอร์ดบริหารทั้งหมดของไทยเบฟ ได้มีการพูดคุยถึงทิศทางและแผนหลังจากนี้หรือไม่ อย่างไร

เจ้าสัว ฐาปน ก็ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน ว่า “อีก 4 ไตรมาส ที่เหลือ ในปี 2020 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการไปสู่แผน 2025 ต่อไป ตอนนี้เรากำลังพูดถึงปี 2025 เพราะปีสุดท้ายก็จะเป็นปีเเรกเสมอในวิสัยทัศน์ต่อไป”

การมองไปไกลถึง 2025 ซึ่งจะเป็นแผน 3 ปี อีก 2 แผนของไทยเบฟ เริ่มนับที่ 2020 - 2022 เป็นแผน 3 ปีแรก

และ 2022-2025 เป็นแผน 3 ปี ที่สอง ที่จะเห็นความเชื่อมโยงก้าวข้ามระหว่างปี 2020 ไปยัง 2025

ซึ่งในปี 2020 นี้เราจะทำพร้อมกันคือการปิด Budget Plan ของแผน 2020 พร้อมกับสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้เราก้าวไปสู่ผลสำเร็จที่เราวางไว้ในปี 2025

การที่เราจะไปถึง 2025 ได้นั้น มีเรื่องสำคัญอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิตอล ซึ่งวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีสิ่งใหม่ๆ ที่ให้โอกาสทางธุรกิจของเรา และสามารถพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานของเราในเรื่องที่จะเข้าสู่โลกของ Digital Age  จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ และหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความน่าสนใจอยู่ที่การวางแผนระยาวของไทยเบฟที่ไปไกลถึงปี 2050 ด้วยแผนด้านไอทีไปถึง ปี 2030 และกำหนดแผนพัฒนาคนไปถึงปี 2050

ที่มองไปไกลขนาดนั้น เพราะ ฐาปน เห็นโอกาสมากมายในภูมิภาคนี้ อย่างภายในอาเซียน+6  ที่มีประชากรรวมกันกว่าครึ่งโลก มีประเทศที่มีอัตราการโตของเศรษฐกิจสูง เช่น เมียนมาร์ 7.4 % กัมพูชา 7.2 %  ลาว 7.1 % และเวียดนาม 6.2% มีกลุ่มประเทศที่เป็นที่จับตามองในปัจจุบันทั้งฐานการผลิตและกำลังซื้อรวมถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ คือ MTV (เมียนมาร์ ไทย และเวียดนาม) นอกจากนี้ เรามองไปข้างหน้าเห็นโอกาสที่จากการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจของโลกผ่านโครงการสำคัญ เช่น Belt Road Initiative ของประเทศจีน

นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำไมต้องมีแผนรองรับปี 2025 2030 และ 2050 อย่างต่อเนื่อง

“เรามองถึงโอกาสในการเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ในการสร้างมูลค้าเพิ่มจากธุรกิจ เป็นธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารอันดับหนึ่งในอาเซียน เน้นการพัฒนาความแข็งแกร่งกับพันธมิตรคู่ค้า และโอกาสในการเติบโต ที่มาจากแรงขับเคลื่อนของทีมงาน”

แนวทางที่ไทยเบฟกำลังเดินเกมนั้นไม่เพียงแค่สร้างกรอบกลยุทธ์ของการแข่งขันให้มีความชัดเจนเท่านั้น แต่นั่นคือการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันหรือ Competitive Advantage อย่างสมบูรณ์แบบ

วันนี้อาณาจักรไทยเบฟได้ขยายอาณาเขตออกไปจาก Local Brand สู่ Reginal Brand และเรียกได้ว่าเป็น Global Brand ในฐานะแบรนด์ไทยได้สำเร็จแล้วในวันนี้

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu