4,663
VIEWS

มารุต บูรณะเศรษฐกุล นำทัพ BGIC รุกอุตสาหกรรมยาสมัยใหม่ “ชีวเภสัชภัณฑ์” เติมเต็มช่องว่าง Supply Chain

Sep 24, 2019 BrandAge Team

หากจะพูดถึงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการนำอุตสาหกรรมใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจของไทยก็คงจะหนีไม่พ้น New S-Curve หรือ อุตสาหกรรมในอนาคต เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเข้มข้น จะมาช่วยเป็นอีกหนึ่งแรงในการช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคตที่เราจะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ “เทคโนโลยีชีวภาพ” ที่ถือเป็นบทบาทสำคัญต่อชีวิตมนุษย์

“BGIC” เล็งเห็นถึงโอกาสที่ไม่ใช่แค่การพัฒนาเศรษฐกิจ แต่หากรวมถึงการพัฒนาในแง่ของสังคมควบคู่ไปด้วย พร้อมกับการร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพเหล่านี้ แต่เนื่องจากการดำเนินในอุตสาหกรรมใหม่ยังมีผู้ประกอบการน้อยราย รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมยังเข้มแข็งไม่มาก และมูลค่าทางเศรษฐกิจยังไม่มากนักเมื่อเทียบกับกลุ่ม First S-Curve ดังนั้นจึงต้องมีการพัฒนาเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้

มารุต บูรณะเศรษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไบโอ เจเนเทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (BGIC) ผู้พัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) เกี่ยวกับชีวเภสัชภัณฑ์ (Biopharmaceutical Products) และอื่น ๆ เปิดเผยว่า BGIC ตนเห็นโอกาสและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมการผลิตยาด้วยเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยได้มีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับสถาบันการศึกษางชั้นนำในการร่วมมือกันเพื่อสนับสนุน ส่งเสริมการวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ มุ่งสู่การเป็นผู้นำในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ของประเทศ

ในปี 2561 ตลาดยาแผนปัจจุบันทั่วโลกมีมูลค่า 24 ล้านล้านบาท เติบโต 6.5% โดยยาที่มีการเติบโตสูงและกำลังเป็นที่นิยมคือยาชีววัตถุ มีอัตราการเติบโตสูงถึง 13% ขณะที่ในเอเชียมีการเติบโตถึง 19% สูงกว่าอัตราการเติบโตโดยรวม ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นต่อไป ส่วนภาพรวมของตลาดของประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 1.8 แสนล้านบาท เติบโตประมาณ 6.5% โดยส่วนใหญ่ยังคงเป็นตลาดยาที่เป็นเคมีสังเคราะห์ประมาณ 70% ซึ่งทั้งหมดเป็นการนำเข้าทั้งในรูปแบบวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตในประเทศและนำเข้ามาในรูปแบบยาสำเร็จรูป แต่พบว่ายาชีวภาพมีสัดส่วน 30% เติบโตสูงถึง 16-19% และมีแนวโน้มว่าจะมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 50% ภายใน 5-10 ปี โดยคาดว่าประเทศไทยจะสามารถทำการและผลิตชีวเภสัชภัณฑ์  จากงานวิจัยภายในประเทศได้เองในอนาคตอันใกล้

หากจะมาลองสังเกตในทุกวันนี้ ยาที่เราได้บริโภคกันอยู่นั้น ไม่ได้เป็นสิทธิบัตรของคนไทยเลย ยาเหล่านี้มาจากการนำเข้า 100% ทั้งในรูปแบบวัตถุดิบเพื่อมาผลิตเป็นตัวยาในประเทศ หรือนำเข้ายาสำเร็จรูปที่พร้อมจำหน่าย ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเสียดายเพราะบางตัวยาที่เราเอาไว้รักษานั้น เกิดจากงานวิจัยของคนไทยเราเอง มีวิจัยมากมายที่น่าสนใจและสามารถนำไปต่อยอดได้ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคการศึกษา แต่กลับถูกต่างชาติซื้อไป แล้วกลับมาจำหน่ายในรูปของสิทธิบัตรที่เป็นของเขาเองทั้งในรูปแบบที่มีอายุอยู่หรือหมดอายุแล้ว

เพราะฉะนั้นกระบวนการตรงนี้ประเทศไทยยังขาดในส่วนของ การแปลงงานวิจัยให้ไปสู่เรื่องของผลิตภัณฑ์ จึงจะทำให้ซัพพลายเชนนั่นครบ เพราะซึ่งผลิตภัณฑ์ยาไม่ใช่ได้ตัวงานวิจัยมาแล้วจะสามารถนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อออกจำหน่ายได้ หากจะต้องมีขั้นตอนกระบวนการทดสอบทั้งในสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งในส่วนที่เรียกว่าสัตว์และคน ทาง BGIC จึงออกมาตอบโจทย์ตรงนี้

เกณฑ์ในการทดสอบต่างๆ กว่าจะออกมาเป็นยาหนึ่งตัวนั้น อาจใช้เวลามากถึง 6-10 ปี ในการ  Clinical Trial ยาพวกนี้จะต้องมาปรับสูตรต่างๆ คล้ายกับการทำอาหารเพื่อให้ได้สูตรฟอมูล่า ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทาง BGIC จะทำให้เกิดขึ้น ในเรื่องของสารตั้งต้นที่จะนำไปผลิตต่อไป

ถือเป็นข้อดีของประเทศไทยที่สามารถทำกระบวนการทดสอบ Clinical Trial ของยาต่างๆ ทั้งในสัตว์และคน ด้วยคุณภาพงานทดลอง การทดสอบ ค่าใช้จ่าย เรื่องของระบบประกันสุขภาพ สิ่งเหล่านี้เอื้ออำนวยให้การ Clinical Trial ทำได้ดีในเมืองไทย โดยประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนจากการทำกระบวนการในส่วนนี้ก็คือ การบริหารต้นทุน ที่เราไม่จำเป็นต้องนำเข้ายาจากต่างชาติ ทำให้ประชากรไทยสามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพได้ในราคาย่อมเยาว์

มารุต กล่าวอีกว่า BGIC มีการจัดรูปแบบระบบการบริหารจัดการในโครงการต่าง ๆ ระบบรูปแบบที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างดี โดยเป็นผู้เชื่อมโยงสร้างระบบความร่วมมือจากภาคส่วนสำคัญ ๆ เช่น ภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในการยกระดับอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ (Biopharmaceutical Industry) ของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ทั้งยังมีแนวทางการสร้างระบบนิเวศน์ (Ecosystem) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพเข้าร่วมลงทุน เพื่อสร้างพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้ประเทศ โดยในช่วงที่ผ่านมาได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในการที่จะร่วมมือพัฒนาอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ให้เป็นที่แพร่หลายในประเทศ ด้วยการเข้าร่วมเตรียมความพร้อมและสร้างศักยภาพในการขับเคลื่อนเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมผลิตยาชีววัตถุของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนเป็นมาตรฐานสากล

มารุต กล่าวด้วยว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ มจธ ครั้งนี้จะช่วยให้เกิดการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตยาชีวภาพจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยอันจะเป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตของคนไทยและพร้อมที่จะพัฒนาต่อให้เกิดมาตรฐานในระดับสากลอันจะช่วยให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้ซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหมายถึงความมั่นคงอุตสาหกรรมยาให้กับประเทศได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงการร่วมพัฒนาและผลิตบุคลากรอันเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง

“ส่วนตัวผมมีความสนใจในเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพควบคู่กับเทคโนโลยีดิจิทัลมานานพอสมควร จนได้รับโอกาสให้เข้ามาร่วมศึกษาแนวทางการสร้างประโยชน์ประเทศจากอุตสาหกรรมนี้ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ใหม่สำหรับประเทศ แต่ด้วยเหตุผลที่เชื่อมั่นว่าสิ่งที่จะเป็นสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์สำหรับประเทศ ถ้าเราสามารถทำให้เกิดระบบที่สามารถเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงภาคการศึกษาและสร้างให้เป็น Ecosystem ที่เกื้อกูลกัน ทำให้รูปแบบการขับเคลื่อนมีความคล่องตัวมีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพที่เน้นการสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ทุกภาคส่วนก็จะสามารถคือการสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติและนำพาประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ของโลกนี้ด้วย New S-Curve ที่มีรากฐานที่แข็งแรงอย่างเต็มภาคภูมิ”

มารุต กล่าวในตอนท้ายว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพนับวันจะเติบโตและมีมูลค่าที่สูงมากขึ้นในต่างประเทศ เพราะเป็นที่ยอมรับทั้งจากแพทย์ผู้รักษาและผู้ป่วยว่าชีวเภสัชภัณฑ์มีคุณสมบัติในการรักษาโรคร้ายต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์ยาที่มาจากเคมี สังเคราะห์ดังจะเห็นได้จากยอดขายผลิตภัณฑ์ยาติดอันดับ Top 20 ในตลาดยาทั่วโลกในปี 2561 เป็นยาที่ขึ้นทะเบียนเป็นชีวเภสัชภัณฑ์แล้วถึง 13 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นในช่วงจากนี้ไปอีกหลายปี จึงอยากให้ช่วยผลักดันในอุตสาหกรรมส่วนนี้ ทั้งการดำเนินการจากภาครัฐ เอกชน รวมถึงภาคการศึกษา

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu