ธุรกิจบริการส่งอาหาร GrabFood โตวันโตคืน Grab เร่งผลักดันทำกำไรเพิ่ม

Sep 18, 2019 P.Patikom

พฤติกรรมการสั่งอาหารให้มาส่งที่บ้านผ่านบริการ Delivery ของแอพต่างๆ รวมทั้ง GrabFood กลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันของผู้คนในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในไทยไปแล้ว

Grab บริษัทเจ้าของแอพให้บริการรถยนต์ร่วมโดยสาร (Ride-Hailing) กำลังรุกหนักมากขึ้นในธุรกิจการจัดส่งอาหารที่กำลังเติบโต เพื่อผลักดันการเติบโตให้สูงขึ้น และสร้างผลกำไรในระยะยาว Kell Jay Lim ผู้ดำรงตำแหน่ง Co-chief of Staff to the CEO และ Regional Head of GrabFood กล่าวกับ CNBC "เราเห็นการเติบโตอย่างมากในธุรกิจอาหารของเรา เรามีธุรกิจจัดส่งอาหารทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว แต่ยังไม่ได้ข้ามไปยังภูมิภาคอื่น”

นักวิเคราะห์กล่าวกับ CNBC ว่า ตลาดบริการส่งอาหารที่เพิ่งตั้งไข่ในภูมิภาคนี้ มีศักยภาพในการเติบโตอย่างมาก แต่ในตลาดที่ค่อนข้างอิ่มตัว เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรปตะวันตก มีการแข่งขันรุนแรง ทำให้ต้องมีการตัดราคาค่าบริการกันส่งผลให้ทำกำไรได้จำกัด

ธุรกิจอาหารของ Grab ได้รับมาเมื่อบริษัทได้ควบรวมกิจการของ Uber ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรวมถึง UberEats

ธุรกิจอาหารของ Grab เริ่มต้นในปี 2016 ในชื่อ GrabFood จากนั้นก็ขยายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปีที่แล้ว เมื่อต้นปี 2018 บริการนี้มีใน 2 เมืองของอินโดนีเซีย แต่ปัจจุบันมีให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศอินโดนีเซียมากกว่า 200 เมือง และมีบริการในประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

บริษัทกล่าวว่า ยอดขายสินค้ารวม (Gross Merchandise Volume - GMV) ตามออร์เดอร์ที่สั่งซื้อผ่านแอพ สำหรับส่วนธุรกิจอาหารเพิ่มขึ้น 900% ในเดือนมิถุนายน 2019 จากฐานที่ค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบช่วงเดียว กันของปีก่อน GMV เป็นตัวชี้วัดที่ใช้โดยทั่วไปโดยบริษัทอีคอมเมิร์ซ ใช้วัดมูลค่ายอดขายรวมของสินค้าที่ขายบนแพลตฟอร์มของพวกเขาเป็นเงินดอลลาร์

ในช่วงเวลาเดียวกันปริมาณการส่งมอบสินค้าอาหารที่สั่งซื้อผ่านแอพเพิ่มขึ้น 7 เท่า โดยรวมแล้วปัจจุบัน GrabFood มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 20% ของปริมาณ GMV ทั้งหมดของ Grab ในขณะที่เมื่อปี 2018 มีน้อยกว่า 5%

Lim อธิบายว่า "มันช่างยอดเยี่ยมที่ช่องว่างสำหรับการเติบโตยังคงมีมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการจัดส่งอาหารยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเมื่อเทียบกับตลาดอื่น เช่น จีน และสหรัฐอเมริกา”

"เรามีร้านค้ากว่า 200,000 แห่งบนแพลตฟอร์มของเราทั่วทั้งภูมิภาค เราต้องการนำเสนอร้านค้าที่ถูกต้องตรงกับความต้องการของผู้บริโภค"

ศักยภาพของบริษัทในการจัดส่งอาหาร มีการติดตามโดยมาตรการต่างๆ รวมถึงการทำกำไร, GMV, จำนวนร้านค้าทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม, จำนวนคำสั่งซื้อ, ปริมาณ, การดาวน์โหลดแอพ และสิ่งที่เรียกว่าอัตราการใช้ประโยชน์ของผู้ขับขี่ยานพาหนะ (Rider Utilization Rate) รับอาหารตามออร์เดอร์จากร้าน อาหาร และส่งอาหารถึงมือลูกค้าผู้สั่งอาหาร ซึ่งบ่งชี้ถึงจำนวนคำสั่งซื้อทั้งหมดที่ผู้ขับขี่ส่งมอบได้ในหนึ่งชั่วโมง

Grab ปฏิเสธที่จะเปิดเผยบางส่วนของตัวเลขเหล่านี้ แต่ Lim กล่าวว่า "บริษัทติดตาม 'อัตราการใช้ประโยชน์ของผู้ขับขี่' อย่างใกล้ชิดมาก เพราะนั่นเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญมากในแง่ของผลกำไร”

เขากล่าวเสริมว่า "บริษัทกำลังลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่จะช่วย Grab เพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์ของผู้ขับขี่ และทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น"

การจัดส่งอาหารด้วยบริการของแอพ กำลังเข้าสู่กระแสหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้การจัดส่งอาหารไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีการทำงานในระบบการจัดส่งอาหารตามออร์เดอร์จากลูกค้าทางบ้าน แต่เดิมนั้น ลูกค้าเคยโทรสั่งอาหารจากร้านอาหารโดยตรงเพื่อสั่งซื้อ แต่ตอนนี้ กระบวนการทั้งหมดนี้ดำเนินการบนแอพมือถือหรือออนไลน์ พร้อมกับทางเลือกที่หลากหลายที่ให้ประโยชน์แก่ลูกค้า

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แอพพลิเคชั่นจัดส่งอาหาร (Food Delivery Apps)ได้เข้าสู่กระแสหลักในเวลาอันสั้น มีบริษัทที่ทำแอพเรื่องนี้หลายบริษัท บริษัทเหล่านั้นดำเนินงานด้วยการเน้นในเรื่องความเร็ว ความสะดวก และทางเลือกที่หลากหลาย อ้างอิงจากคำพูดของ Chandan Joshi ผู้บริหารด้าน Global Emerging Markets for Consumer Industries แห่ง EY (Ernst & Young) ก่อนหน้านี้มีประชากรในเมืองใหญ่ทั่วทั้งภูมิภาค 10 - 20% ใช้แอพเหล่านี้ แต่ตอนนี้พวกมันถูกใช้งานโดยประชากรมากกว่า 50% ตามที่ Joshi กล่าว ซึ่งระบุว่ามีช่องว่างสำหรับการเติบโตในตลาดนี้มากขึ้น

"เราจะเห็นว่าอุตสาหกรรมอาหารมีอัตรากำไรที่ดีกว่ารถยนต์ร่วมโดยสาร และเราเชื่อว่าธุรกิจอาหารกำลังจะผลักดันการเติบโตของเรา และทำให้เราสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว" Kell Jay Lim ผู้บริหารประจำภูมิภาค, GrabFood กล่าว

"การมีร้านอาหารหลายแห่งบนแพลตฟอร์ม การวิเคราะห์ข้อมูล และใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) แนะนำร้านอาหารที่ถูกกับรสนิยมเฉพาะบุคคลในตลาดที่แตกต่างกัน ถือเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญสำหรับ Grab จากพฤติกรรมการสั่งซื้ออาหารของคุณ เราจะแสดงร้านอาหารที่ถูกต้องตรงกับความต้องการของคุณ” Lim กล่าว

เขากล่าวเสริมว่า  “เรามีร้านอาหารกว่า 200,000 ร้านบนแพลตฟอร์มของเราทั่วทั้งภูมิภาค เราต้องการแสดงร้านอาหารที่ถูกต้องตรงกับความต้องการของลูกค้าผู้ใช้บริการ”

Grab ปฏิเสธที่จะเปิดเผยจำนวนรวมของคำสั่งซื้ออาหารในแอพ แต่บริษัทดังกล่าวดำเนินการตามคำสั่งซื้อประมาณ 300,000 คำสั่งต่อวันในเวียดนาม และประมาณ 4 ล้านคำสั่งซื้อในประเทศไทย ระหว่างเดือนมกราคมและเมษายนของปี 2019 นี้

Grab มีคู่แข่งสำคัญรายหนึ่งคือ Gojek สตาร์ทอัพแอพรถยนต์ร่วมโดยสารสายเลือดอินโดนีเซีย ทำธุรกิจแข่งขันกับ Grab ทั้งในเรื่องรถยนต์ร่วมโดยสาร (Ride-Hailing), การจัดส่งอาหาร และการชำระเงิน 

Gojek บอกกับ CNBC ว่า ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาขนาดของธุรกิจจัดส่งอาหารตามคำสั่งซื้อทั่วทั้งภูมิภาคเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า บริษัทอ้างว่า “ได้ให้บริการมากกว่า 50 ล้านคำสั่งต่อเดือน” จากร้านอาหารกว่า 400,000 แห่งในสามประเทศ

ธนาคารเพื่อการลงทุนของสวิส UBS คาดการณ์ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้วว่า ตลาดการจัดส่งอาหารออนไลน์ทั่วโลก สามารถเติบโตได้มากกว่า 10 เท่าในทศวรรษหน้า - จาก 35 พันล้านดอลลาร์ในปี 2018 เป็นประมาณ 365 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 รายงานระบุว่า การทำอาหารทานเองที่บ้านจะถูกทดแทนโดยการ Delivery จัดส่งอาหารจากร้านอาหาร

คู่แข่งของ GrabFood ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี Gojek, Foodpanda และ Deliveroo ซึ่งสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในสหรัฐ คู่แข่งในการแข่งขันจะแตกต่างกันไปในแต่ละตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น อินโดนีเซียเป็นสนามรบขนาดใหญ่ของ Grab และ Gojek

กลยุทธ์ในธุรกิจจัดส่งอาหารตามออร์เดอร์ในปัจจุบัน เน้น Localization Strategies ในการช่วยให้บริษัทต่างๆ ครองตลาดแต่ละแห่ง เช่น มีการจัดรายการโปรโมชั่นในราคามีส่วนลดพิเศษตามช่วงเวลาและเมนูอาหารที่กำหนด ในไทยก็มีเช่นกัน แอพบริการจัดส่งอาหารหลายรายรวมทั้ง GrabFood ก็มีการใช้กลยุทธ์นี้ และยังมีแนวคิดของครัวแบบคลาวด์ (Cloud Kitchens) หรือห้องครัวแบบใช้พื้นที่ร่วมกัน ที่บริษัทที่ให้บริการจัดส่งอาหารกำหนดขึ้น ซึ่งร้านอาหารสามารถเช่าพื้นที่เพิ่มเติมในราคาที่ค่อนข้างต่ำในหนึ่งห้อง ครัวคลาวด์ เพื่อเติมเต็มคำสั่งซื้อที่ได้รับผ่านแอพ Delivery ในส่วนของ Grab ปัจจุบันมีห้องครัวคลาวด์ 10 แห่งในอินโดนีเซีย และมีแผนที่จะสร้างเพิ่มเติมในประเทศและทั่วทั้งภูมิภาคภายในสิ้นปีนี้

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรจำนวนมากกว่า 600 ล้านคน และชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตนั้นมีวิถีชีวิตอยู่กับออนไลน์

การใช้จ่ายเงินกับธุรกิจค้าปลีกโดยรวมในภูมิภาคนี้อยู่ที่ประมาณ 600,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าครึ่ง หรือ 350 พันล้านดอลลาร์นั้น ถูกใช้ในร้านขายของชำและร้านอาหาร อ้างอิงจากจากข้อมูลของ Florian Hoppe, ผู้บริหารร่วม Bain & Company’s Digital Practice in Asia Pacific

ภาพประกอบ ผู้ขับขี่บริการส่งอาหารตามออร์เดอร์ GrabFood เข้าแถวส่งเพื่อคำสั่งซื้ออาหารที่ร้าน Pisang Goreng Bu Nanik ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ภาพโดย Dimas Ardian | Bloomberg |  Getty Images

Cr : CNBC

 

Source

 

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.