5,304
VIEWS

ใช้ Multi-brand Strategy อย่างไรให้เวิร์ค เรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาของยูนิลีเวอร์

Sep 17, 2019 R.Somboon

การเลือกวางกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันดีนั้น จะมีทั้งการเลือกวางหรือใช้แบรนด์เดียว (Single Brand) และการใช้หลายแบรนด์ (Multi Brand) ซึ่งอยู่กับแต่ละองค์กรว่าจะเลือกใช้กลยุทธ์ในเรื่องของแบรนด์ รวมถึงความซับซ้อนของแต่ละตลาดว่าเป็นอย่างไร  

Single Brand Strategy หรือ One Brand Strategy หรือการสร้างแบรนด์ภายใต้ร่มแบรนด์ใหญ่เดียวกันที่เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการใช้ย “แบรนด์เดียว หลายตลาด” นั้น เหมาะกับการมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งอยู่ในตลาด สามารถที่จะใช้แบรนด์ที่มีอยู่ขยายฐานออกไปเพื่อทำตลาดให้ครอบคลุมภายใต้แบรนด์ดีเอ็นเอ หรือ Essence ของแบรนด์ 

ขณะที่การเลือกการใช้กลยุทธ์ Multi-Brand นั้น มีความหมายง่ายๆ ว่า การใช้หลายแบรนด์ใน 1 ตลาด เป็นเรื่องของการที่แบรนด์ที่มุ่งเพิ่มแบรนด์ใหม่ ในผลิตภัณฑ์เดิมเป็น Single Brand หรือ Endorsed Brand ซึ่งเป็นการขยายแบรนด์ด้านยาว (Brand Length) และด้านลึก (Brand Depth)

มัลติ แบรนด์ นี้เหมาะกับตลาดที่มีความซับซ้อน ผู้บริโภคในตลาดมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ต้องมีการเพิ่มแบรนด์ใหม่เข้าไปเพื่อที่จะนำเสนอเบเนฟิตที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างนี้ให้ได้ครอบคลุมให้มากที่สุด

ขณะเดียวกัน บางครั้งกลยุทธ์นี้ ยังถูกใช้เพื่อเข้ามาปกป้องแบรนด์หลักของตัวเองซึ่งเราจะคุ้นเคยกับการออกไฟท์ติ้ง แบรนด์ เพื่อเข้ามากวนคู่แข่งขัน ไม่ให้ย่างกรายเข้ามารบกวนการทำตลาดของแบรนด์หลักของตัวเอง แต่ในบางครั้ง เป้าหมายที่ซ่อนอยู่อาจจะไม่ได้มีแค่การปกป้องแบรนด์หลัก แต่ยังมองถึงเรื่องอื่นๆ ตามมาด้วย อย่างเช่น การออกโซดาลีโอ ของค่ายสิงห์ แน่นอนว่า เข้ามาช่วยตีกันคู่แข่งขันอย่างโซดาร็อค เมาเท็น ของคู่แข่งคือไทยเบฟ แต่ เมื่อมองมาที่พอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ลีโอแล้ว ยังพบว่า นอกจากจะเข้ามาตีกันคู่แข่งขันแล้ว การมีโซดาลีโอ ยังทำให้สามารถสื่อสารแบรนด์แบรนด์ผ่านโฆษณาในสื่อต่างๆ ได้โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย

 

แม้กลยุทธ์ 1 ตลาดหลายแบรนด์นี้ บางครั้งอาจจะมีการกินแชร์ หรือ Cannibalization กันบ้าง แต่ในภาพรวมนอกจากจะเข้ามาช่วยเพิ่มยอดขาย หรือส่วนแบ่งตลาดแล้ว ยังเข้ามาช่วยเพิ่มพื้นที่ขายบนเชลฟ์ในร้านค้าปลีกได้อีกด้วย  ซึ่งเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ทำไมยักษ์ใหญ่ในแวดวงสินค้า FMCG อย่างยูนิลีเวอร์ มีการวางกลยุทธ์ในเรื่องของ Multi Brand Strategy อย่างไร ถึงประสบความสำเร็จ และไม่กินกันเองในตลาดที่ทำอยู่ แถมแต่ละแบรนด์ยังช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี

ยูนิลีเวอร์ใช้กลยุทธ์ 1 ตลาดหลายแบรนด์ ในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้า สกินแคร์ หรือแฮร์แคร์ ซึ่งแต่ละตลาดนั้น แบรนด์ของยูนิลีเวอร์ต่างมีการวางตำแหน่งคาแร็กเตอร์ของแบรนด์ รวมถึงเบเนฟิตที่แบรนด์นั้นๆ นำเสนอให้กับตลาดได้อย่างแตกต่าง และสามารถจับต้องได้

ยกตัวอย่าง เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้า ยูนิลีเวอร์เป็นเจ้าตลาดที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง และมีส่วนแบ่งตลาดทิ้งห่างคู่แข่งขัน โดยยูนิลีเวอร์มีแบรนด์ที่ถือเป็นพี่ใหญ่อย่างบรีส พี่คนกลางอย่างโอโม และน้องคนเล็กคือคอมฟอร์ทที่ขยายไลน์มาจากการเป็นน้ำยาปรับผ้านุ่ม

บรีส จะวางตำแหน่งไว้เป็นเรื่องของพลังซักที่ตอบโจทย์ในภาพรวมของการทำความสะอาดเสื้อผ้าแบบขจัดครบได้ล้ำลึกจนสามารถดมความสะอาดได้ ขณะที่โอโม เป็นเรื่องของผ้าขาว และผ้าสีที่ช่วยถนอมให้ผ้าสียังคงความสดใสไว้ได้ ส่วนคอมฟอร์ทเป็นเรื่องของความหอมที่เข้ามาช่วยเสริมพอร์ตโฟลิโอของผงซักฟอกรับมือกับคู่แข่งขันอย่างพีแอนด์จีที่ออกผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่ขายในเรื่องของความหอม ไม่มีกลิ่นอับ สำหรับคนที่ตากผ้าในที่ร่มอย่างคนที่อยู่ในคอนโดมิเนียม ซึ่งพีแอนด์จีมองเห็นโอกาส และสามารถเข้ามาสร้างการเติบโตในช่องว่างของตลาดที่เกิดขึ้นนี้ได้เป็นอย่างดี จนยูนิลีเวอร์ต้องส่งคอมฟอร์ทเข้ามาร่วมชิงชัย

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ยูนิลีเวอร์ให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมการตลาดที่จะสร้าง Brand Equity ให้กับแบรนด์ในกลุ่มนี้ โดยในส่วนของบรีส และโอโมนั้น แบรนด์ได้ก้าวข้ามจากแค่การขายในเรื่องของฟังก์ชั่นนัล มาสู่เรื่องขายในเรื่องของ Emotional โดยทั้ง 2 แบรนด์ จะถูกขับเคลื่อนด้วย Brand Purpose หรือเป้าประสงค์ของแบรนด์เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า แบรนด์ทั้ง 2 มีวัตถุประสงค์ หรือเป้าประสงค์ในการเข้ามาช่วยผู้บริโภคได้อย่างไรบ้าง

ในส่วนของบรีสนั้น สิ่งที่แบรนด์นี้พยายาม Inspire แม่บ้านที่มีความวิตกกังวลในเรื่องของการที่ลูกๆ ของตัวเองจะออกไปเล่นนอกบ้าน เพราะกลัวว่าเสื้อผ้าจะเลอะเทอะแล้วทำความสะอาดได้ยาก บรีสจึงเข้ามาเปลี่ยนทัศนคติของแม่บ้านให้ยอมปล่อยลูกออกไปเล่น เพราะการเล่นจะช่วยสร้างประสบการณ์ในการเรียนรู้ต่างๆ ส่วนเรื่องของการทำความสะอาดเสื้อผ้า เป็นหน้าที่ของบรีส ซึ่งบรีสทำในทุกทัชพ้อยท์ ไม่เว้นแม้กิจกรรมในเรื่องของซีเอสอาร์

เช่นเดียวกับโอโม ที่พยายามสร้าง Inspire ในเรื่องของความมั่นใจ เพราะเมื่อผ้าขาวสะอาดหรือสียังสดใสอยู่เสมอ สิ่งที่ตามมาก็คือความมั่นใจ โอโมจะมีกิจกรรมในลักษณะของการเสริมความรู้ หรือทักษะต่างๆ อย่างการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่คนไทยยังขาดความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ

 

แฮร์แคร์ ตลาดซับซ้อน

จนแบรนด์เดียวไม่พอตอบโจทย์

ส่วนตลาดที่มีความซับซ้อนมากที่สุดจนแบรนด์เดียวไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครอบคลุมน่าจะเป็นสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมหรือแฮร์แคร์

ยูนิลีเวอร์ถือเป็นผู้นำอันดับต้นๆ ของโลก จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านเส้นผมอยู่ในพอร์ตหลายแบรนด์ สำหรับเมืองไทยเรามีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 6 แบรนด์ ทั้งง 6 แบรนด์ที่ประกอบด้วย ซันซิล เคลียร์ โดฟ เทรซาเม่  โทนี่ แอนด์ กาย และล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวก็คือ ลักส์ ซูเปอร์ริช ที่เป็นการนำกลับมาทำตลาดอีกครั้ง หลังจากที่เคยนำเข้ามาทำตลาดเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว

แบรนด์ที่มีอยู่ในพอร์ตนั้น แต่ละแบรนด์ต่างก็มีคาแร็กเตอร์ หรือตำแหน่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไล่ตั้งแต่ตัว ซันซิล ที่อยู่ในตลาดบ้านเรากว่า 50 ปี มีจุดเด่นอยู่ที่ความหลากหลายของสูตร ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาของสาวไทยได้อย่างตรงจุด

ซันซิลเป็นบิวตี้ แชมพู ที่ขายในเรื่องของการเป็น 1 ในบิวตี้ โซลูชั่นที่เข้ามาช่วยทำให้ผมยาวตรงแข็งแรง และมีน้ำหนัก ซึ่งแม้จะเป็นบิวตี้ แชมพู เหมือนกับโดฟ แต่ในการวางตำแหน่งจะแตกต่างกันออกไป โดยซันซิลเน้นที่ผมยาวตรง มีน้ำหนักไม่ชี้ฟู

ขณะที่โดฟ จะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในเรื่องของการเปล่งประกายความสวยจากข้างใน ถือเป็นการเลือกวางตำแหน่งที่ไม่ทับซ้อน และเข้ามาแข่งกันเองในตลาด โดยซันซิลเป็นแบรนด์ลีดเดอร์ที่มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด ประมาณกว่า 20% ซึ่งแม้แบรนด์จะอยู่ในตลาดมานาน แต่การปรับโฉม พร้อมกับออกนวัตรกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เข้ามาช่วยทำให้แบรนด์นี้ยังดูเป็นสาวที่ทันสมัย แม้ช่วงเวลาจะเปลี่ยนไปก็ตาม

แบรนด์ที่ 2 คือ เคลียร์ แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะอันดับ 1 ของเมืองไทย จุดเด่นอยู่ที่ตัวนวัตกรรม นิวเทรียม 10 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของยูนิลีเวอร์ที่จะช่วยแก้ปัญหารังแคและเสริมความแข็งแกร่งให้กับหนังศีรษะ พร้อมปกป้องการกลับมาของรังแค มีสูตรที่เหมาะกับทั้งผู้ชายและผู้หญิง

เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว เคลียร์มีการรีโพซิชันนิ่งแบรนด์ใหม่ จากการเป็นแชมพูขจัดรังแค มาสู่การเป็นแชมพูที่ช่วยดูแลในเรื่องของสุขภาพผม และหนังศีรษะ เป็นการทลายกำแพงของแชมพูขจัดรังแคที่ถูกมองว่าจะเข้ามาทำให้ผมเสียลง พร้อมกับการสร้างการรับรู้ใหม่ว่า นอกจากขจัดรังแคแล้ว ยังช่วยบำรุงหนังศีรษะ และทำให้ผมสวยอีกด้วย เป็นการเพิ่มในเรื่องของบิวตี้เข้าไปในแชมพูขจัดรังแค ซึ่งทำให้แบรนด์เคลียร์มีการเติบโตที่ดีขึ้น โดยเคลียร์เป็นแบรนด์อันดับ 2 ของยูนิลีเวอร์ที่มีส่วนแบ่งมากที่สุด เฉลี่ยประมาณ 15 – 16%

 

แบรนด์ที่ 3 โดฟ เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ที่บำรุงและดูแลปัญหาผมเสียได้อย่างแท้จริง โดฟเข้าใจว่าผมเสียเป็นปัญหาหลักของผู้หญิงไทย ดังนั้น สิ่งที่คั่นกลางระหว่างความสวยคือผมเสีย ยูนิลีเวอร์ จึงมุ่งมั่นที่จะคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อแก้ปัญหาผมเสียทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นผมแห้งเสีย ผมขาดหลุดร่วง ผมแห้งหยาบ ผมชี้ฟูจากการแต่งทรงด้วยความร้อน และผมจัดทรงยาก

โดฟ เป็น 1 ใน แบรนด์ของยูนิลีเวอร์ที่ถูกจัดให้เป็น Brand Purpose โดยเป็นตัวจุดประกายในเรื่องของความสวยจากข้างในที่ผู้หญิงทุกคนมี หากสังเกตให้ดีจะพบว่า แนวทางการสื่อสารการตลาดของแฮร์แคร์แบรนด์นี้ ไม่เคยมีการใช้พรีเซ็นเตอร์ แต่จะเลือกใช้วิธีการทำโฆษณาในแนว “เทสติโมเนียล แอด” ที่เอาคนใช้สินค้าจริงมาพูดถึงตัวสินค้า ซึ่งเป็นแนวทางการทำตลาดที่ใช้มาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แบรนด์ที่ 4  โทนี่ แอนด์ กาย เป็นแบรนด์ล่าสุดที่มีการเปิดตัว เป็นแบรนด์ที่อยู่เบื้องหลัง London Fashion Week ตลอด 15 ฤดูกาลที่ผ่านมา เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากซาลอน ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โทนี่ แอนด์ กายเข้ามาเติมเต็มตลาดสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง มีความชอบเกี่ยวกับแฟชั่น และการแต่งตัวในลุคต่างๆ เพื่อแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา มีจุดเด่นที่ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมถึง 4 คอลเลคชั่นที่มาจากการแต่งตัว 4 สไตล์ เป็นการมองถึงภาพรวมของผู้บริโภคที่มีเส้นผมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นใจ

แบรนด์ที่ 5  เทรซาเม่ ที่เข้ามาปิดช่องว่างในตลาดซาลอนได้อย่างลงตัว เทรซาเม่ เป็นซาลอนแบรนด์ชั้นนำจากนิวยอร์ก ลอนดอน ซิดนีย์ มียอดขายเป็นอันดับ 1 ของผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมในอังกฤษ ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพในระดับซาลอนที่ผ่านการพิสูจน์และยอมรับโดยช่างผมมืออาชีพทั่วโลก ทำให้ผู้หญิงที่รักการดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอสามารถสร้างสรรค์ทรงผมให้สวยมีสไตล์ได้ที่บ้านราวกับไปร้านซาลอนทุกวัน ในราคาที่คุ้มค่ากับผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมสูตรที่เหมาะสำหรับเส้นผมคนไทย ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมนำเข้าจากอังกฤษและออสเตรเลีย อาทิ สเปรย์ มูส และครีม

 

เมื่อมองมาที่ทิศทางของคอนซูเมอร์ เทรนด์ ที่พบว่า ผู้บริโภคปัจจุบันจะมีประสบการณ์การทำผมจากซาลอนมากขึ้น ทั้งการสระไดร์ การดัด ทำสี ยืด บำรุง รวมทั้งเทรนด์ผลิตภัณฑ์เส้นผมกลุ่มพรีเมียมมีแนวโน้มที่จะเติบโต เช่น เดียวกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากซาลอน ซึ่งเป็นผลมาจากผู้บริโภคไทยมีความต้องการสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และต้องการดูแลรักษาเส้นผมด้วยตัวเอง ทำให้ซาลอนแบรนด์มีทิศทางในการเติบโตออกมาค่อนข้างดี

แบรนด์ที่ 6 ลักส์ซูเปอร์ริช เป็นแบรนด์แชมพูพรีเมียมที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีที่แล้วมีจุดขายในเรื่องของความหอมจากน้ำหอมแบรนด์ดัง ซึ่งเป็นการเข้ามาเสริมพอร์ตแชมพูพรีเมียมให้มีความลงตัวมากยิ่งขึ้น

สกินแคร์กับ 2 แบรนด์หลัก

ในตลาดสกินแคร์ผิวหน้านั้น ยูนิลีเวอร์ใช้การทำตลาดผ่านแบรนด์พอนด์สที่มีการใช้ซับแบรนด์ เพื่อเจาะในแต่ละความต้องการของผิว ขณะที่สกินแคร์ที่เป็นบอดี้ โลชั่น จะมี 2 แบรนด์หลักที่ทำตลาดอยู่คือวาสลีนกับซิตร้า

2 แบรนด์นี้ มีการวางตำแหน่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยซิตร้าจะตอบโจทย์ในเรื่องของผิวกระจ่างใส นุ่มละมุน ที่มาจากคุณค่าจากธรรมชาติในทุกสูตร เนื่องจากซิตร้าเป็นแบรนด์ที่มาจากสารสกัดจากธรรมชาติ จึงมีการขยายไลน์ของผลิตภัณฑ์เพื่อเข้าไปตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา อย่างเมื่อ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ตลาด FMCG ของบ้านเราถูกสร้างให้เกิดความฮือฮาด้วยแบรนด์ไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นเบนเน็ท หรืออิงอร ที่เข้าตลาดด้วยสินค้าประเภทสบู่ที่ช่วยทำให้ผิวขาว ซิตร้าก็มีการเกาะกระแสนี้ด้วยการส่งไลน์ผลิตภัณฑ์ประเภทสบู่ผสมทานาคา ซึ่งเป็นการเติมเต็มสินค้าในพอร์ตเพื่อเล่นกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลาได้เป็นอย่างดี

ส่วนแบรนด์วาสลีน จะขายในเรื่องของสุขภาพผิว ซึ่งเป็นจุดขายที่ค่อนข้างแข็งแกร่งที่ติดตัวแบรนด์นี้มานาน โดยเมื่อหลายปีก่อน ยูนิลีเวอร์ก็มีการใช้แบรนด์วาสลีนเข้าไปแทนที่แบรนด์ฮาร์โมนี ในตลาดสบู่เซ็กเม้นต์เพื่อสุขภาพผิวที่มีเจ้าตลาดอย่างโพรเทคส์จากค่ายคอลเกตเป็นผู้นำอยู่ และยูนิลีเวอร์ก็ส่งฮาร์โมนีเข้ามาแข่งด้วย แต่ไม่สามารถเขย่าบัลลังก์ของโพรเท็คได้ จึงมีการปรับกลยุทธ์ด้วยการนำแบรนด์ฮาโมนีออกจากตลาด

การออกจากตลาดในครั้งนี้ เป็นการออกแบบค่อยๆ เฟดแบรนด์ฮาร์โมนีออกมา เพื่อแทนที่ด้วยวาสลีน โดยใน ช่วงแรกมีการใช้ชื่อแบรนด์คู่กันคือวาสลีน – ฮาร์โมนี ก่อนค่อยๆ เฟดแบรนด์ฮาร์โมนีออกเหลือเพียงวาสลีน ที่ในปัจจุบันยังคงทำตลาดสบู่เพื่อสุขภาพผิวอยู่

แม้จะดูเหมือนว่า การทำตลาดด้วยมัลติแบรนด์ของยูนิลีเวอร์จะกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญ แต่ยักษ์ใหญ่รายนี้ ก็มีการผสมผสานการทำตลาดในรูปแบบของ Single Brand ด้วย โดยแบรนด์อย่างโดฟ ถูกวางให้เป็นเพอร์ซันนั่ลแคร์ที่ครอบคลุมการทำตลาดทั้งในส่วนของแฮร์แคร์ บอดี้โลชั่น และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า

เข่นเดียวกับการเปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่อย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเพอร์ซันนั่ลแคร์ภายใต้แบรนด์ “เลิฟ บิวตี้ แพลนเน็ต” ที่ประกอบไปด้วยแชมพู ครีมนวดผม และแบรนด์ “เซเว่นท์ เจนเนอเรชั่น” ในกลุ่มโฮมแคร์ อย่างน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า และสเปรย์ทำความสะอาดบ้าน

ทั้ง 2 แบรนด์จะเข้ามาช่วยทำให้สามารถจับต้องได้ในเรื่องของการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมของยูนิลีเวอร์ เพราะนอกจากจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ทำจากสารเคมี และไม่ได้ใช้สัตว์มาเป็นตัวทดลองในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว ในแง่ของบรรจุภัณฑ์ยังเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะทำจากพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด โดยทั้ง 2 แบรนด์ เป็นแบรนด์ระดับโกลบอลที่เปิดตัวในตลาดอเมริกา ก่อนที่จะขยับมาที่บ้านเรา ซึ่งยูนิลีเวอร์เปิดตัว แบรนด์เลิฟ บิวตี้ แพลนเน็ตไปแล้วเมื่อช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ส่วน เซเว่นท์ เจนเนอเรชั่น จะเปิดตัวในบ้านเราภายในปีนี้

ถือเป็นการผสมผสานกลยุทธ์การทำตลาดผ่านแบรนด์ได้อย่างลงตัว.....

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn