Price War วิดีโอสตรีมมิ่งเริ่มเดือด, Apple TV+ เฉือน Disney+ ถล่ม Netflix

Sep 12, 2019 P.Patikom

สงครามราคาเดือดในสมรภูมิวิดีโอสตรีมมิ่ง เมื่อ Apple ประกาศค่าบริการวิดีโอสตรีมมิ่ง Apple TV+ (Apple TV Plus) รายเดือน 4.99 ดอลลาร์ต่อเดือน และยังมีรายการโปรโมชั่น ให้สิทธิ์ผู้ที่ซื้อ Device (อุปกรณ์) ต่างๆ ของ Apple สำหรับการซื้อใหม่ จะได้สิทธิ์ในการเป็นสมาชิก Apple TV+ ฟรี 1 ปี

ราคาค่าสมาชิกรายเดือนของ Apple ต่ำกว่าคู่แข่งรายใหญ่หลายรายในธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่ง อย่างเช่น Netflix ที่เป็นผู้นำตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งในปัจจุบัน และ Disney ยักษ์ใหญ่แห่งฮอลลีวู้ดที่กำลังจะกระโจนเข้าสู่ตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งเต็มตัวปลายปีนี้ โดยมีบริการสตรีมมิ่งชื่อ Disney+ (Disney Plus)

Netflix (โปรแกรม Most Popular Plan) ค่าสมาชิก 12.99 ดอลลาร์ต่อเดือน ส่วน Disney+ ค่าบริการสมาชิกรายเดือน 6.99 ดอลลาร์ เมื่อเทียบราคากับคู่แข่งรายใหญ่แล้ว การตั้งราคาค่าบริการสมาชิกรายเดือนของ Apple TV+ นั้น ต่ำกว่าผู้นำตลาดอย่าง Netflix มากชนิดถล่มราคากันเลย ขณะที่เมื่อเทียบกับ Disney+ ราคาค่าสมาชิกของ Apple TV+ ก็เฉือนต่ำกว่าราคา Disney+ กระจุยกระจายเลยทีเดียว รวมทั้งเมื่อเทียบราคากับวิดีโอสตรีมมิ่งคู่แข่งรายอื่นอย่าง Hulu, CBS, Starz, Showtime, Amazon Prime Video, HBO ฯลฯ ราคาของ Apple TV+ ก็ต่ำกว่าวิดีโอสตรีมมิ่งอื่นๆ เหล่านั้น (Hulu ราคาสมาชิกต่อเดือน 5.99 ดอลลาร์, CBS-All Access ราคา 5.99 ดอลลาร์, Starz ราคา 8.99 ดอลลาร์, Showtime ราคา 10.99 ดอลลาร์, Hulu ไม่มีโฆษณา ราคา 11.99 ดอลลาร์, Amazon Prime Video ราคา 12.99 ดอลลาร์, HBO ราคาฯ 14.99 ดอลลาร์)

นอกจากนั้น การเปิดตัวให้บริการ Apple TV+ ที่กำหนดเปิดให้บริการเป็นทางการในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2019 นี้ ยังเป็นการเปิดตัวที่เฉือนตัดหน้าการเปิดให้บริการของ Disney+ ที่กำหนดมาตั้งแต่ต้นปี 2019 ว่าจะเปิดให้บริการในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2019 ด้วย

การตั้งราคาค่าบริการของ Apple TV+ เพียง 4.99 ดอลลาร์ต่อเดือนนั้น จะเจตนาหรือไม่ก็ตาม แต่มันก่อให้เกิด Price War (สงครามราคา) อย่างแน่นอน เพราะราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งมากเช่นนี้ นับเป็นการรุกของ Apple ที่รุนแรงเพื่อเปิดทางสู่สมรภูมิวิดีโอสตรีมมิ่ง ซึ่งคู่แข่งคงไม่อยู่เฉย ยังมีเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือนที่ Apple TV+ จะเปิดให้บริการเป็นทางการ ต้องรอดูว่าในช่วงเวลานี้ คู่แข่งต่างๆ ของ Apple TV+ โดยเฉพาะ Netflix และ Disney+ จะวางกลยุทธ์รับมืออย่างไร

อย่างไรก็ตาม ในธุรกิจนี้ราคาเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นในการดึงผู้บริโภคเป้าหมายให้เข้ามาเป็นสมาชิก ความสนุก ความน่าสนใจของ Content ของภาพยนตร์, ซีรีส์ รวมถึงรายการบันเทิงและสาระต่างๆ ที่ตอบ สนองรสนิยมของกลุ่มเป้าหมายได้ คือปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งคู่แข่งสำคัญของ Apple อย่าง Netflix ได้ลงทุนในเรื่อง Content มหาศาลเกินหมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ขณะที่ Disney นั้นคงไม่ต้องพูดถึง เนื่องจากเป็นยักษ์ใหญ่เจ้าแห่งวงการบันเทิงของฮอลลีวู้ดอยู่แล้ว สำหรับ Apple ก็ได้ดึงผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง และดาราฝีมือดี จากฮอลลีวู้ดเข้าร่วมงาน ทั้งเมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานข่าวว่า Apple ได้จัดสรรงบประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนสร้างภาพยนตร์และรายการทีวีประเภทต่างๆ ที่ล้วนเป็นรายการที่เป็น Original Content สำหรับ Apple TV+

Cr : CNBC

Source

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.