ผ่าดูหัวใจ 4 ห้อง ที่ทำให้พีแอนด์จี ประสบความสำเร็จในตลาด FMCG เมืองไทย

Sep 10, 2019 R.Somboon

พีแอนด์จี ถือเป็นบริษัทคอนซูเมอร์โปรดักต์ยักษ์ใหญ่เทียบเคียงกับอีก 3 เสือคอนซูเมอร์คือยูนิลีเวอร์ คาโอ และสหพัฒน์ โดยบริษัทสายเลือดอเมริกันรายนี้ ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ในการผลักดันให้แบรนด์สินค้าในเครืออย่างโอเลย์ แพนทีน หรือ เฮดแอนด์โชว์เดอร์ ก้าวขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าในตลาด.....

ภายใต้ความสำเร็จดังกล่าวมีปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญต่อความสำเร็จของพีแอนด์จี ประกอบไปด้วย

1.เข้าใจความต้องการของลูกค้าและสามารถตอบสนองต่อลูกค้าที่เปลี่ยนไป

2.นวัตกรรม ซึ่งพีแอนด์จีให้ความสำคัญกับความเป็นผู้นำด้านการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง นวัตกรรมนี้ไม่จำกัดเพียงแค่ผลิตภัณฑ์สินค้าแต่ยังครอบคลุมถึงขั้นตอนในการทำงานหรือวิธีทำงานร่วมกับลูกค้า ซึ่งหมาย ถึงผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกต่างๆ 

 

 

การเข้าตลาดด้วยการนำเสนอนวัตกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อนในบ้านเราของพีแอนด์จี หลายครั้งจะเป็นการเข้าไป “ปักธง” รายแรกในตลาดของพีแอนด์จี รวมถึงการใช้นวัตกรรมที่นำเสนอออกมานี้ครีเอทเซ็กเม้นต์ใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสในการผลักดันการเติบโตจากการสร้างดีมานด์หรือความต้องการใหม่ๆ ให้กับตลาด FMCG

ย้อนหลังไปกว่า 20 ปีที่แล้ว ที่พีแอนด์จีเริ่มเข้าตลาดสินค้า FMCG ในบ้านเรา พีแอนด์จี เปิดตัวด้วยผลิตภัณฑ์แชมพูผสมครีมนวด หรือแชมพู 2 In 1 ซึ่งเป็นการครีเอทเซ็กเม้นต์ใหม่ขึ้นมาในตลาดแชมพูของบ้านเรา ในครั้งนั้น แชมพูรีจอยส์ของพีแอนด์จีสามารถสร้างความฮือฮาให้กับตลาดได้อย่างมาก เพราะเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นการจับเอาแชมพูและครีมนวดเข้ามาไว้ในขวดเดียวกันเพื่อตอบโจทย์การทำความสะอาด และบำรุงเส้นผมในครั้งเดียวที่สระ แม้แชมพูในเซ็กเม้นต์นี้ จะหายไปจากตลาดในปัจจุบันแล้ว แต่ก็ถือเป็นอีกบันทึกหน้าหนึ่งของตลาดแชมพูของบ้านเรา

ล่าสุดเมื่อ 2 – 3 ปีที่แล้ว พีแอนด์จี สร้างความฮือฮาอีกครั้ง ด้วยการส่งผลิตภัณฑ์ซักผ้าแบรนด์ดาวน์นี่ เข้ามา ทำตลาด โดยขยายไลน์จากการเป็นน้ำยาปรับผ้าหนุ่มมาสู่ผลิตภัณฑ์ซักผ้า การเข้าตลาดของดาวน์นี่นั้น จะเน้นในเรื่องของความหอม และการลดกลิ่นอับของเสื้อผ้าที่ตากในร่วมหรือตากเวลากลางคืน ซึ่งเป็นการเข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของเมืองคนรุ่นใหม่ที่อาศัยในคอนโดมิเนียมได้อย่างลงตัว

 

แม้ดาวน์นี่ จะเป็นสินค้าที่ออกมาจับกลุ่มพรีเมียมแมส ด้วยราคาที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์ซักฟอกทั่วไป แต่ด้วยการมีนวัตกรรมที่สามารถเข้ามาแก้ Pain Point ให้กับผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ทำให้สินค้าตัวนี้มีการเติบโตในตัวเลขค่อนข้างดี

3.การสร้างแบรนด์ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์และให้แน่ใจว่าแบรนด์เหล่านี้มี Brand Equity และความผูกพันกับผู้บริโภค แบรนด์ที่แข็งแกร่งจะช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่โดยใช้แบรนด์ที่มีอยู่แทนที่จะต้องไปลงทุนสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมา 

4.ความสามารถในการกระจายสินค้าสู่ตลาด โดยการทำงานร่วมกับลูกค้าของพีแอนด์จี ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกต่างๆ ซึ่งในต่างประเทศ พีแอนด์จีกับวอลมาร์ทไม่ได้จำกัดเพียงแค่การขายแต่ยังครอบคลุมถึงการทำตลาด ซึ่งนั่นหมายถึงความสามารถที่จะกระจายสินค้าถึงมือผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

 

นอกจากนั้นแล้ว พีแอนด์จียังใช้ประโยชน์จาก Size ของบริษัท Size จะช่วยให้เราสามารถนำเสนอสินค้าที่เหนือกว่าคู่แข่งมอบให้แก่ผู้บริโภคในราคาที่สามารถแข่งขันได้ อีกทั้งแบ่งปันประสบการณ์การเรียนรู้ และวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ระหว่างประเทศต่อประเทศ หรือระหว่างประเภทกลุ่มของสินค้าด้วยกัน โดยการเติบโตและความสำเร็จของพีแอนด์จีมาจากแบรนด์และบุคลากรของพีแอนด์จีในแต่ละประเทศที่พีแอนด์จีไปดำเนินธุรกิจอยู่ การแลกเปลี่ยนแนวคิดหรือองค์ความรู้ระหว่างกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ตลาด FMCG ในประเทศไทยนับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง และมีพลวัตการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าธุรกิจอื่น เนื่องจากผูกพันกับพฤติกรรมผู้บริโภคจำนวนมากแทบทุกจังหวะเวลา

 

ยิ่งในยุคสมัยปัจจุบัน ที่ความต้องการของผู้บริโภคมีความหลากหลายซับซ้อน วิถีการบริโภคสินค้าและสื่อเปลี่ยนในอัตราเร่ง ส่งผลให้ทุกองค์กรต้องปรับกระบวนทัศน์ในเกมธุรกิจ โดยพีแอนด์จีไม่ได้มองในเรื่องสัดส่วนธุรกิจเป็นประเด็นสำคัญ แต่จะโฟกัสไปที่กลยุทธ์และจุดแข็งของตัวเองเป็นหลัก ทั้งการที่สามารถนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบไลน์ และรักษาส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มสินค้าที่เป็นผู้นำอยู่ทั้งในส่วนของตลาดสกินแคร์ ซึ่งโอเลย์มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด หรือผลิตภัณฑ์เพื่อการโกนหนวด ซึ่งมียิลเลตต์ครองมาร์เก็ตแชร์สูงสุด

ทั้งหมด ถูกขับเคลื่อนผ่าน 4 ปัจจัยสำคัญข้างต้น.....

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.