4,638
VIEWS

พริงเกิล – เถ้าแก่น้อย, เนสท์เล่ – สตาร์บัคส์ จากคู่แข่งกลายเป็นพันธมิตรที่แนบแน่น

Sep 02, 2019 R.Somboon

ในโลกการตลาดยุคปัจจุบัน มีหลายสิ่งอย่างที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิด แต่มันก็อุบัติขึ้นแล้ว ซึ่งตัวอย่างที่สะท้อนภาพเหตุการณ์ดังกล่าวได้ชัดเจนที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของการจับมือเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมกันทำตลาดของคู่แข่งขันที่เคยแข่งกันมาก่อน แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ทุกอย่างลงตัว จึงมีการหันมาจับมือร่วมกันทำตลาดเพื่ออาศัยจุดแข็งของกันและกันเข้ามาเป็นตัวเพิ่มพลังทางการตลาด

อุบัติเหตุแบรนด์เนมวันนี้ จึงอยากนำเสนอ 3 กรณีศึกษาจากคู่แข่งกลายเป็นพันธมิตร ไล่ตั้งแต่คู่ของเนสกาแฟ – สตาร์บัคส์ พริงเกิล – เถ้าแก่น้อย ซึ่งทั้ง 2 คู่ชู้ชื่นนี้มีวิธีการจับมือกันอย่างไร อ่านได้ในย่อหน้าถัดไปครับ   

 

 

สตาร์บัคส์ – เนสท์เล่

แทนที่จะแข่งกัน ก็ขายให้เสียเลย

ว่ากันว่า เนสท์เล่ที่มีแบรนด์กาแฟอย่างเนสกาแฟอยู่ในตลาดกาแฟผงสำเร็จรูปที่การดื่มส่วนใหญ่จะอยู่ในบ้านหรือในออฟฟิศ ไม่ได้มีสตาร์บัคส์เป็นคู่แข่งขันโดยตรง แต่ด้วยเหตุผลของการที่สตาร์บัคส์เข้ามายกระดับการดื่มกาแฟของคอกาแฟทั่วโลกรวมถึงบ้านเราให้หันไปดื่มกาแฟสด หรือกาแฟคั่วบดมากขึ้น ซึ่งการยกระดับการดื่มนี้ แน่นอนว่า ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการทำตลาดของเนสกาแฟด้วย

การปรับกลยุทธ์ของเนสกาแฟจึงมีออกมาให้เห็นตลาดในช่วงหลายปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวโปรดักต์ที่มีการนำกาแฟคั่วบดเข้าไปเป็นส่วนผสม การออกสินค้าพรีเมียม หรือแม้แต่การเปิดร้านกาแฟเนสกาแฟ ฮับ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทัชพ้อยท์ในการนำแบรนด์เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้า

เมื่อสตาร์บัคส์มีแผนที่จะต่อเนื่องการดื่มของคอกาแฟจากร้านสู่การดื่มในบ้านหรือในที่ทำงานด้วยการออกผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาเจาะตลาดตรงนั้น การมองหาพาร์ทเนอร์เพื่อร่วมกันทำตลาดจึงเกิดขึ้น และมาลงเอยที่กับจับมือกับเนสท์เล่ซึ่งยอมทุ่มเงิน จำนวน 7.15 พันล้านดอลลาร์ ให้กับ Starbucks เพื่อใช้สิทธิ์ในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีตราสินค้าของ Starbucks เจาะตลาดการบริโภคในบ้าน ครอบคลุมการทำตลาดใน ยุโรป เอเชีย และละตินอเมริกา

เนสท์เล่ เริ่มรุกตลาดอย่างเต็มรูปแบบในหลายประเทศ โดยตลาดเหล่านั้นต่างก็มีโอกาสทางการตลาดที่ดีเปิดกว้างรออยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน การบริโภคกาแฟต่อหัวของจีนนั้นอยู่ที่ประมาณ 6 ถ้วยต่อปี เมื่อเทียบกับ 400 ในญี่ปุ่นและ 300 ในเกาหลีใต้ ขณะที่ตลาดกาแฟในส่วนที่เป็นกาแฟผงสำเร็จรูป มีการเติบโตเฉลี่ย 3 – 4% โอกาสทางการตลาดจึงอยู่ที่การเข้าไปยกระดับการดื่มของคอกาแฟชาวจีน

 

เช่นเดียวกับในประเทศไทย จากข้อมูลที่รวบรวมโดยเนสท์เล่ พบว่า ตลาดกาแฟโดยรวมของบ้านเรามีมูลค่าประมาณ 64,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ตลาดกาแฟที่ดื่มในบ้าน 38,000 ล้านบาท ตลาดไม่มีการเติบโต และตลาดกาแฟที่ดื่มนอกบ้านที่รวมทั้งกาแฟ RTD และร้านกาแฟทั่วไป ประมาณ 26,000 ล้านบาท ตลาดมีการเติบโตประมาณ 8% มาจากพฤติกรรม On the Go ที่ช่วยผลักดันให้ตลาดนี้มีการเติบโตค่อนข้างดี

ส่วนการดื่มกาแฟเฉลี่ยต่อหัวของคนไทยแม้จะมีตัวเลขถึง 300 แก้วต่อคนต่อปี แต่เทรนด์ในเรื่องของการยก ระดับการดื่มกาแฟของคนไทยที่ขยับจากการดื่มกาแฟผงสำเร็จรูปมาสู่กาแฟสดหรือกาแฟคั่วบดมากขึ้นนั้น กลายเป็นโอกาสทางการตลาดชั้นดี เพราะการสร้างประสบการณ์จากการดื่มกาแฟนอกบ้านมาระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ถ้ามีโอกาสในการดื่มกาแฟที่ดีกว่า ก็จะมีการสวิตชิ่งได้

ขณะที่ในเรื่องของรสนิยม และภาพลักษณ์ ก็มีส่วนที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตได้ทางหนึ่ง เพราะการทำตลาดของเนสท์เล่ส่วนหนึ่งจะมองถึงการเจาะเข้าไปยังตลาดออฟฟิศ ที่แน่นอนว่า ภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ Starbucks จะเข้ามาสอดรับกับการรุกตลาดได้อย่างลงตัว

การจับมือระหว่างเนสท์เล่กับสตาร์บัคส์ในครั้งนี้ คาดว่า เนสท์เล่ ที่เป็นเจ้าของ Nescafe และ Nespresso จะสามารถสร้างรายได้ให้กับเนสท์เล่ได้ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยเริ่มทำตลาดมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ส่วนในบ้านเรา เริ่มมีการเดินหน้าทำตลาดกันแล้ว โดยสามารถสั่งซื้อเครื่องชงและแคปซูลได้แล้วที่ เว็บไซต์ออนไลน์ NESCAFÉ Dolce Gusto, Tops Supermarket และแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

ที่น่าสนใจก็คือ ราคาขายของสตาร์บัคส์แคปซูลนี้ ค่อนข้างเย้ายวนใจ คือกล่องละ 299 บาท สามารถทำเครื่อง ดื่มได้ 12 แก้ว หรือเฉลี่ยแก้วละ 25 บาท ซึ่งถือว่าไม่จนเกินเอื้อม เป็นการวางกลยุทธ์ราคาที่เข้ามาช่วยเอื้อในการขยายฐานการเดิมได้เป็นอย่างดี

ถือเป็นอีกการจับมือของ 2 คู่แข่งที่กลายมาเป็นพันธมิตรร่วมค้าที่น่าจะเข้ามาพลิกโฉมหน้าตลาดกาแฟของทั่วโลกได้ไม่มากก็น้อย...

 

พริงเกิลส์ – เถ้าแก่น้อย

2 คู่หูตะลุยตลาดสแน็ค

พริงเกิลส์กับเถ้าแก่น้อย แม้จะไม่ใช่คู่แข่งขันโดยตรงในตลาดสแน็คหรืออขนมขบเคี้ยว เนื่องจากทำตลาดกันคนละเซ็กเม้นต์ รายหนึ่งเป็นมันฝรั่งทอดกรอบ ขณะที่อีกรายเป็นสาหร่ายทอดกรอบ

แต่ด้วยเหตุผลที่ต้องเข้ามาชิงพื้นที่กระเพาะของลูกค้าที่เมื่อกระเพาะถูกบรรจุด้วยขนมขบเคี้ยวประเภทหนึ่งไปแล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่จะเหลือพื้นที่ให้กับสแน็คอีกประเภทหนึ่ง

การทำตลาดร่วมกันรูปแบบ Collaboration ของทั้งคู่จึงเป็นการฉีกกฎที่สินค้าในหมวดหมู่ที่ใกล้เคียงกัน หันมาทำการตลาดร่วมกัน ในครั้งนี้ ได้ร่วมมือกันเพื่อออกผลิตภัณฑ์ ที่ผสมผสานความเป็นตะวันตกและเอเชีย ได้อย่างลงตัว ด้วย 3 รสชาติใหม่ โดยดึงรสชาติยอดนิยมของแต่ละแบรนด์ ออกมาเป็น พริงเกิลส์ รสสาหร่ายเถ้าแก่น้อยคลาสสิก (Classic Seaweed), พริงเกิลส์ รสสาหร่ายเถ้าแก่น้อย เผ็ด (Hot & Spicy Seaweed) และสาหร่ายเถ้าแก่น้อย รสพริงเกิลส์ ซาวครีมและหัวหอม (Sour Cream & Onion)

ถือเป็นการเจอกันของสแน็คฝรั่งตะวันตกกับสแน็คฝั่งตะวันออกที่แน่นอนว่า ในแง่ของแบรนด์จะได้ในเรื่องของความแปลกใหม่ การมีนวัตกรรมที่ไม่หยุดยั้ง ซึ่งการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสแน็คของบ้านเรา จำเป็นที่จะต้องมีการสร้างสีสันให้กับตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะมีสแน็คอยู่บนเชลฟ์มากหน้าหลายแบรนด์แล้ว ผู้บริโภคในตลาดนี้ยังเป็นผู้บริโภคที่ขี้เบื่อ ชอบอะไรที่แปลกใหม่อยู่เสมอ ทำให้เราได้เห็นการเปิดตัวของสินค้าในรสชาติใหม่ๆ แทบจะไม่หยุดหย่อน

 

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ จะทำให้พริงเกิลส์ สามารถเติมความเป็นตะวันออกเข้าไปในรสชาติ และแบรนด์ ขณะที่เถ้าแก่น้อย จะได้ความแปลกใหม่ของรสชาติแบบตะวันตกเข้ามาอยู่ในสินค้าของตัวเอง โดยการได้สูตร Sour Cream & Onion ที่เป็นรสชาติยอดนิยมของแบรนด์พริงเกิลส์ที่มีชื่อเสียงยาวนานกว่า 40 ปี น่าจะสร้างความสนใจให้เกิดขึ้นกับลูกค้าต่างชาติ อาทิ แถบยุโรป อเมริกา แอฟริกา ที่มาท่องเที่ยวในเอเชีย และยังไม่เคยรู้จักหรือลองแบรนด์เถ้าแก่น้อยอีกด้วย

ส่วนการทำการตลาดนั้น พริงเกิลส์และเถ้าแก่น้อยได้มีทำการตลาดร่วมกัน ทั้งในการทำหนังโฆษณาในสื่อดิจิทัล และการทำแจกชิมสินค้านอกสถานที่ และยังมีการโปรโมชั่นในห้างร้านเพื่อสนับสนุนการเปิดตัวของเราอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อโปรโมทการรวมตัวกันครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

สำหรับตลาดขนมขบเคี้ยวในปี  2562 คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่ารวมกว่า 38,000 ล้านบาท โดยตลาดมันฝรั่งทอดกรอบมีมูลค่าอยู่ที่กว่า 12,499 ล้านบาท เติบโต 14.3% ทั้งนี้พริงเกิลส์ถือครองตลาดมันฝรั่งกระป๋องเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 90% โดยรสชาติที่ขายดีที่สุดคือ รสซาวครีมและหัวหอม

ในขณะที่ตลาดสาหร่ายปรุงรสมีมูลค่าตลาดที่ 3,000 ล้านบาท เถ้าแก่น้อยถือครองส่วนแบ่งตลาดที่ 70% เติบโตจากเดิม 5% โดยมีสินค้าเด่นในปี 2562 ได้แก่ สาหร่ายย่าง เถ้าแก่น้อย BigRoll ที่เติบโตมากกว่า 40% และเถ้าแก่น้อยเทมปุระไข่เค็ม ที่เพิ่งฉลองยอดขาย 2 ล้านซองทั่วโลกไปเมื่อเดือนเมษายน 2562 ที่ผ่านมา

เป็นการจับมือกันของ 2 คู่แข่ง ที่วิน-วิน ทั้ง 2 ฝ่าย....

เนสท์เล่

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn