3,630
VIEWS

อมาโด้ กับสูตรความสำเร็จแบบก้าวกระโดด และการเติบโตแบบยั่งยืน

Aug 26, 2019 -None-

กระแสความนิยมของผลิตภัณฑ์ “คอลลาเจน” ส่งผลให้ตลาดคอลลาเจนในแต่ละปีเติบโตไม่น้อยกว่า 10 - 30% จากการตบเท้าก้าวเข้ามาของแบรนด์ใหม่ๆ กันอย่างคึกคัก แต่แบรนด์ที่ถือว่าโดดเด่นเข้าตาสายคอลลาเจนทั้งในเรื่องตัวผลิตภัณฑ์ และการวางกลยุทธ์ทางการตลาด ต้องยกให้กับแบรนด์ “อมาโด้” (AMADO) ที่มาพร้อมกับความแตกต่างจนสามารถสร้างการเติบโตได้แบบก้าวกระโดดในเวลาเพียงไม่กี่ปี

“อมาโด้” เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่เกิดขึ้นภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เชนธนา ซัพพลีเมนท์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2557 โดย “เชน ธนา ลิมปยารยะ” อดีตสมาชิกบอยแบนด์ Nice to Meet You ที่เปลี่ยนบทบาทมาสู่การเป็นนักธุรกิจอย่างเต็มตัว เพราะมองเห็นโอกาสทางการตลาดจากประสบการณ์เมื่อครั้งเคยเป็นหนึ่งในทีมการตลาดของคลินิกเสริมความงามชื่อดัง ที่สามารถสร้างยอดขายภายใน 1 เดือน ได้ถึง 200 - 300 ล้านบาท

ปัจจุบัน บริษัท เชนธนา ซัพพลีเมนท์ จำกัด ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด พร้อมวาง Brand Positioning ไว้ที่การเป็น Vitamin & Supplement’s Expert และกำหนดเป้าหมายในการมุ่งสู่การเป็นที่ 1 ในวงการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของประเทศไทย และในระดับภูมิภาคเอเชีย หลังการนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

แม้ว่าอมาโด้จะมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีรายเล็กๆ แต่ในปีที่ 6 ของการดำเนินงาน อมาโด้ก็ตั้งเป้าตัวเลขรายได้ไว้ถึง 700 ล้านบาท

ธนา ลิมปยารยะ (เชน) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึง ทิศทางของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปีนี้มีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีแรกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากความเข้มงวดของภาครัฐที่มีต่อธุรกิจอาหารเสริม มีการตรวจสอบ และคุมเข้มทั้งที่เป็นตัวผลิตภัณฑ์ และการโฆษณาเกินจริง ส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นกับผลิตภัณฑ์ที่ยังอยู่ในตลาดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย และได้รับการยอมรับ

“ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญ และใส่ใจเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้น ในปี 2561 มีผลวิจัยจาก TCDC ระบุว่า ธุรกิจที่ส่งเสริมให้คนมีสุขภาพดีทั่วโลกมีการเติบโตสูงขึ้นถึง 10.6% หรือคิดเป็นมูลค่าถึง 122 ล้านล้านบาทต่อปี และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันกับเทรนด์ของตลาดคอลลาเจนที่กำลังมาแรง”

แตกต่างด้วยนวัตกรรม

ชื่อของ “อมาโด้” เริ่มเป็นที่รู้จักจากการทำ Online Campaign ให้กับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มควบคุมน้ำหนัก ในยุคที่กูเกิลยังเป็นอาวุธหลักของคนขายออนไลน์ และเฟสบุ๊คยังไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าโฆษณา เป็นแคมเปญที่เล่นกับเสิร์ชเอนจิ้นของกูเกิลที่ ธนา ได้นำประสบการณ์จากเมื่อครั้งที่เคยเป็น Influencer ให้กับสินค้าอื่นๆ มาลองทำกับสินค้าของตนเอง ส่งผลให้เกิดไวรัลเล็กๆ และทำให้เสิร์ชเอนจิ้นแบรนด์อมาโด้สูงแซงหน้าแบรนด์อื่นๆ ต่อมาจึงต่อยอดการสื่อสารด้วยการซื้อป้ายบิลบอร์ด และออกรายการทีวี ส่งผลให้ยอดขายขยับเพิ่มขึ้นจาก 1,000 กล่อง เป็น 20,000 กล่อง ภายในเดือนเดียว

ในช่วงกลางปี 2559 อมาโด้มีการปรับวิสัยทัศน์การทำธุรกิจไปสู่การเป็น Healthy Business เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนทางด้านยอดขาย และเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์คอลลาเจนด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาสร้างเป็นจุดขาย จนถึงปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่ถือเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนของอมาโด้ คือ ผลิตภัณฑ์ “คอลลิจิ คอลลาเจน” (Colligi Collagen) เป็นคอลลาเจนไตรเปปไทด์ที่มีจุดเด่นในเรื่องของนวัตกรรมการผลิต ทำให้บริโภคได้ง่ายขึ้นเพราะไม่มีกลิ่น สามารถละลายได้ในน้ำอุณหภูมิปกติ และข้อดีอีกข้อ คือการไม่ใส่สี ไม่เติมน้ำตาล จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ดื่มอย่างแท้จริง

ธนา กล่าวเสริมว่า อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ “คอลลิจิ คอลลาเจน” แตกต่างจากผลิตภัณฑ์คอลลาเจนทั่วไปในท้องตลาด คือ การเป็นผลิตภัณฑ์คอลลาเจนคุณภาพสูง ในระดับราคาที่จับต้องได้ โดยมีการใช้ส่วนผสมคุณภาพสูงเมื่อทานแล้วเห็นผลส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดการซื้อซ้ำ เป็นผลมาจากการที่อมาโด้มียอดขายคอลลาเจนสูงกว่า 1 แสนชิ้นต่อเดือน หรือประมาณ 1 - 2 ล้านชิ้นต่อปี ทำให้มีปริมาณการผลิตที่สามารถไปต่อรองราคากับซัพพลายเออร์ได้ จนสามารถวางจำหน่ายในระดับราคาที่สมเหตุสมผล และไม่สูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับคุณภาพของตัวผลิตภัณฑ์

“เรายังมีจุดแข็งในเรื่องของ R&D และนวัตกรรมการผลิต เพราะเราโชคดีมีทีมงานที่มีประสบการณ์ในเรื่องของ R&D มานานกว่า 20 ปี จึงมีความเข้มงวดในเรื่องของการผลิต ต้องทดสอบก่อนว่ามีคนชอบถึง 95% โดยไม่มีอาการแพ้จึงผลิตออกจำหน่าย วันนี้เราเป็นคอลลาเจนเพียงเจ้าเดียวที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น และไม่เติมน้ำตาล ในมุมมองของคนทำงาน เราไม่ได้มองว่า อะไรที่คนอื่นขายดีแล้วต้องทำตาม แต่เราจะมองว่า อะไรคือสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ หรืออะไรคือสิ่งที่ผู้บริโภคไม่ต้องการก็จะตัดสิ่งนั้นออกไปเพื่อทำให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด และเมื่อคอลลาเจนมีข้อด้อยในเรื่องของสี และกลิ่น ทำให้กินยาก เราจึงตัดข้อด้อยเหล่านั้นออกไปให้หมด”

สำหรับ คอลลิจิ คอลลาเจน เป็นคอลลาเจนเข้มข้น 98.3% ไม่ใส่สี ไม่มีกลิ่น และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ทั้งในเรื่องของการดูแลผิวพรรณ และเพื่อสุขภาพเพราะมีคุณสมบัติที่โดดเด่นของการเป็นคอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึกที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ช่วยฟื้นฟูผิวพรรณ สร้างความยืดหยุ่น ลดริ้วรอย และช่วยในด้านสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาด้านกระดูกและข้อเข่า และจากการศึกษาของ University of Tuebingen ประเทศเยอรมนี พบว่า หากรับประทานคอลลาเจนในปริมาณ 5 กรัม ต่อวัน ติดต่อกันเวลา 3 เดือน จะช่วยลดการอักเสบ และอาการเจ็บปวดจากการเคลื่อนไหวในเซลล์กระดูกอ่อนของข้อต่างๆ ได้

แข็งแกร่งที่ช่องทางขาย

การวางกลยุทธ์ในเรื่องของช่องทางการจัดจำหน่ายก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ โดยอมาโด้มีการวางกลยุทธ์การจำหน่ายสินค้าผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่

1)ตัวแทนจำหน่าย เป็นออนไลน์ดีลเลอร์ที่มีรูปแบบการขายผ่านช่องทางออนไลน์

2)ช่องทางออนไลน์ของทางบริษัทที่ดำเนินการเอง

3)คีออส (Kiosk) เป็นรูปแบบหน้าร้านที่เน้นการเปิดสาขาในห้างสรรพสินค้า และไฮเปอร์มาร์เก็ต

4)ทีวีช้อปปิ้ง และระบบฝากขายตามร้านค้าในโมเดิร์นเทรด เช่น วัตสัน เป็นต้น

“ปัจจุบันเรามีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 29 ราย มีรายได้จากยอดขายในช่องทางนี้ประมาณ 80% ส่วนช่องทางออนไลน์ที่เราดูแลเองจะเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เพื่อไม่ไปแย่งตลาดกันเอง และวันนี้เรากำลังสนุกกับการทำคีออสเพราะเป็นรูปแบบที่คืนทุนเร็ว สามารถลดค่าใช้จ่ายการขายเพื่อไปจัดโปรโมชั่นให้กับลูกค้าได้ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจนที่ทำให้เราเข้าถึงลูกค้าได้ทันที ส่วนช่องทางทีวีช้อปปิ้งกับโมเดิร์นเทรดก็มีผลตอบรับที่ดี ซึ่งทีวีช้อปปิ้งเราทำลายสถิติเมื่อเทียบกับทุกแบรนด์ เพราะแบรนด์อื่นๆ ทำยอดขายได้ 5 แสน - 1 ล้านบาท ต่อ 1 ออนแอร์ แต่สำหรับเราออนแอร์ครั้งหนึ่งสามารถทำได้กว่า 2 ล้านบาทขึ้นไป ถือเป็นการลงทุนงบโฆษณาที่ยิ่งทำยิ่งได้”

สำหรับแผนการขยายสาขาในช่วงครึ่งปีหลัง จะเพิ่มจำนวนคีออสจาก 17 สาขา เป็น 40 สาขา โดยเน้นขยายเข้าไปตามห้างสรรพสินค้าในฝั่งของพลาซ่าอย่างเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ จะเริ่มขยายไปในบิ๊กซีตามหัวเมืองใหญ่ หากเป็นหน้าร้านในรูปแบบคีออสจะมี 2 ขนาด คือ ขนาดเล็กใช้เงินลงทุน 1 แสนบาทต่อสาขา และขนาดกลางใช้เงินลงทุน 3 แสนบาทต่อสาขา และในรูปแบบช็อปขนาดใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท มีสาขาต้นแบบที่เดอะมอลล์ บางกะปิ แต่ยังไม่เต็มรูปแบบมากนัก เนื่องจากสินค้ายังมีจำนวนเอสเคยูไม่มากพอ

ในสิ้นปีนี้คาดว่า ตัวเลขยอดขายจะมีการปรับสัดส่วนรายได้โดยมาจากกลุ่มตัวแทนจำหน่าย 70% ออนไลน์ 10% คีออส 10% ทีวีช้อปปิ้งและโมเดิร์นเทรด 10%

“แม้ว่าเราจะมีช่องทางการทำตลาดที่หลากหลายรูปแบบ แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็นธุรกิจขายตรง เป็นโจทย์ที่เราพยายามแก้ไขอยู่ และงานในส่วนต่างๆ ที่เรากำลังพัฒนา เช่น การทำคีออส หรือการใช้สื่อทีวี จะเป็นรูปแบบที่ทำให้เราห่างไกลกับคำว่า ขายตรง ออกไปเรื่อยๆ ยังเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอีกสักระยะ อาจเป็นเพราะเราเป็นบริษัทคนรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็วจึงอาจถูกนำไปเปรียบเทียบกับบริษัทขายตรง”

นอกจากนี้ อมาโด้ยังมีแผนขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศโดยเน้นไปที่กลุ่ม CLMV เป็นหลัก เนื่องจากเป็นตลาดที่นิยม และชื่นชอบสินค้าจากประเทศไทย แม้ว่าจะมีกำลังซื้อที่ต่ำกว่าตลาดในประเทศไทยแต่ก็มีทิศทางการเติบโตที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มทำตลาดในประเทศกัมพูชามาเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ตลาดตอบรับดีสามารถสร้างยอดขายได้ในระดับ 7 หลักต่อเดือน มีการใช้พรีเซ็นเตอร์เช่นเดียวกับการทำตลาดในประเทศไทย หลังจากนี้มีแผนจะขยายตลาดไปยังประเทศเมียนมา และเวียดนาม เป็นลำดับต่อไป

สร้างการรับรู้ผ่าน Presenter Strategy

ที่ผ่านมา รูปแบบการสื่อสารของอมาโด้ยังคงเน้นการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก เนื่องจากเป็นช่องทางหลักในการทำตลาดของอมาโด้ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังเมื่อต้องรุกในตลาดออฟไลน์มากขึ้น จึงต้องเพิ่มการสื่อสารที่เป็น Above the Line มากขึ้นด้วย เช่น การซื้อป้ายโฆษณาบิลบอร์ดตรงถนนพระราม 9 ที่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ และสามารถสร้างอิมแพคให้กับอมาโด้มาโดยตลอด รวมถึงการออกรายการทีวีผ่านรูปแบบการ Tie in หรือทีวีช้อปปิ้ง ก็ได้ผลตอบรับที่ดี โดยจัดสรรงบการตลาดในช่วงครึ่งปีหลังไว้ที่ 30 ล้านบาท

ส่วนแผนการทำตลาดจะโฟกัสไปที่กลุ่มผลิตภัณฑ์คอลลาเจนเป็นหลัก และเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการสื่อสารในวงกว้าง ทางบริษัทจึงได้มีการเปิดตัว “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” ในฐานะพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ เพื่อสร้างการรับรู้ต่อกลุ่มลูกค้า และผู้คนทั่วไปให้รับรู้ว่า “คอลลาเจน ต้องอมาโด้” พร้อมการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนทำงาน กลุ่มคนรักสุขภาพ และหลังการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ผ่านไปเพียงแค่ข้ามวัน ด้วยความฮอตของ “ใบเฟิร์น” ที่กำลังโด่งดังจากบทบาทของ “นิรา” ละครเรื่องดัง “ใบไม้ที่ปลิดปลิว” ก็ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ “คอลลิจิ คอลลาเจน” ขายดีจนสินค้าขาดตลาดจนต้องมีการเพิ่มสต๊อกสินค้าในทุกจุดขายทันที

โดยในช่วง 2 ปี ก่อนหน้านี้ อมาโด้ก็เคยใช้ 2 หนุ่มนักร้องขวัญใจคนรุ่นใหม่อย่าง “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” มารับหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์คอลลาเจนในปี 2560 และต่อเนื่องในปี 2561 ด้วย “ตู่ ภพธร สุนทรญาณกิจ” เพื่อสะท้อนภาพกลุ่มเป้าหมายของอมาโด้ด้วยลุคของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเอง และเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ และมีไลฟ์สไตล์ที่เหมาะกับภาพลักษณ์ของแบรนด์อมาโด้

“วันนี้การใช้พรีเซ็นเตอร์ยังตอบโจทย์การทำตลาดของอมาโด้ ซึ่งแนวคิดการใช้นักร้อง หรือนักแสดงของเราจะแตกต่างจากคนอื่นๆ เพราะในช่วงปี 2560-2561 ธุรกิจเสริมอาหารนิยมนำดารานักแสดงมาเป็นหุ้นส่วน หรือออกหน้าเป็นผู้บริหาร แต่เราชัดเจนว่าจะใช้เป็นพรีเซ็นเตอร์อย่างเดียวซึ่งต้องมีความสดใหม่ และน่าเชื่อถือเมื่อมาจับผลิตภัณฑ์ของเรา ต้องใช้จริง ทานจริง ที่ผ่านมา ทั้งพี่ตู่-ภพธร และพี่โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ก็ตอบโจทย์ และได้ผลดีมาก ทำให้ยอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดด ในปี 2560 มียอดขายถึง 222 ล้านบาท เติบโตเป็นเท่าตัว จากเดิมในปี 2559 มียอดขายอยู่เพียง 100 ล้านบาท ในส่วนในปี 2561 ที่ยอดขายดร็อปลงมา เนื่องจากวิกฤตเรื่องความน่าเชื่อถือที่เกิดขึ้นในตลาดรวมอาหารเสริม”

 ปีนี้ ตั้งเป้าการขายไว้ที่ 700 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกสามารถสร้างยอดขายได้แล้วกว่า 300 ล้านบาท

ปรับ Mindset สู่อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ

ธนา กล่าวเสริมว่า ภายใต้แนวคิดการทำตลาดแบบ Optimize Your Everyday ทำทุกวันให้มีคุณภาพสูงสุด ด้วยหลักการโภชนาการระดับ Optimal Levels หรือการบริโภคให้ได้สารอาหาร และประโยชน์สูงสุดที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ได้กลายเป็นคอนเซ็ปต์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากธรรมชาติ 100% และช่วยให้การสื่อสารที่เกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น ทำอย่างไรที่จะสามารถทานอาหารได้ครบ 5 หมู่ กับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ โดยจะสอดแทรกข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ผ่านตัวผลิตภัณฑ์ว่า ในแต่ละวันร่างกายของเราต้องการสารอาหารชนิดใดบ้าง เป็นจำนวนเท่าไหร่ เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ออกมาในรูปแบบของอาหารเสริมที่จะช่วยเติมเต็มสิ่งที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

“เรามีแผนจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อสร้างวาไรตี้ และตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ซึ่งลูกค้ามองว่า เราเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และวิตามิน เราจึงจะเน้นไปที่กลุ่มเพื่อการบริโภคเป็นหลัก โดยเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มวิตามินอีกประมาณ 20 -30 ตัว ที่มีประโยชน์ในเรื่องของการบำรุงสมอง บำรุงสายตา บำรุงผิว และเพื่อผ่อนคลายให้นอนหลับสบายขึ้น เป็นต้น รวมถึงแผนการทำตลาดแบบเจาะลึกในเรื่องของการทานวิตามินในแต่ละวัย มีการจัดโซนนิ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ว่า วิตามินตัวไหนเหมาะกับคนอายุเท่าไหร่”

ในอนาคตสัดส่วนการทำตลาดจะมาจากผลิตภัณฑ์ 3 กลุ่มหลัก คือ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 80% ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก 15% และผลิตภัณฑ์กลุ่มวิตามิน 5% โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ คนวัยทำงานและผู้สูงอายุ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% และเป็นวัยรุ่นรวมถึง First Jobber 30%

เมื่อมีการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์เข้าไปในตลาดเพื่อสุขภาพ ส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายของอมาโด้ขยับเข้าไปสู่กลุ่มคน ทำงาน และผู้สูงอายุมากขึ้น จากเดิมที่เป็นกลุ่ม First Jobber เป็นหลัก เร็วๆ นี้ ทางบริษัทจึงมีแผนจะทำการรีแบรนดิ้งอีกระลอกหนึ่ง เพื่อให้ Brand Image ของอมาโด้มีความเป็นโปรเฟสชั่นแนลในแง่ของการเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมากขึ้น รวมถึงมีแผนจะเน้นการทำตลาดในช่องทางออฟไลน์มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ด้วยสินค้าในกลุ่มเพื่อสุขภาพ รวมถึงกลุ่มวิตามินต่างๆ

“เราคิดว่า กำลังไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพราะการทำตลาดในฝั่งออฟไลน์จะทำให้เรากลับไปโฟกัสที่การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในรูปแบบคีออสมากขึ้น เพราะตรงกับกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุที่มักใช้เวลาว่างมาเดินเล่นตามห้างสรรพสินค้า หรือมาซื้อของใช้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตในละแวกใกล้บ้าน ถือเป็นช่องทางการขาย และมีการสื่อสารแบบตรงจุด เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ถนัดในเรื่องการโอนเงิน ในกรณีที่ต้องซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และหลังจากนี้เราจะ Integrate ให้ออฟไลน์และออนไลน์ไปคู่กันเพื่อให้การทำตลาดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

เป้าหมายอนาคต อมาโด้อยากให้เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคชาวไทยนึกถึง และอยากมองว่าเป็นการลงทุนในเรื่องของสุขภาพ เมื่ออยากดูแลตนเองก็นึกถึงอมาโด้ ซึ่งวันนี้ Brand Perception ที่ผู้บริโภคมีต่ออมาโด้ คือ ผลิตภัณฑ์ที่ทานแล้วสวย และถ้าได้ยินชื่ออมาโด้ก็จะนึกถึงคอลลาเจน

“จากการทำรีเสิร์ช เราพบว่า ผู้บริโภคมองว่าเราเป็นผู้หญิง Gen Y ที่มีอายุประมาณ 20 ปลายๆ เลือกใช้ของดีมีคุณภาพ และดีกับตัวเอง เป็นคนที่รู้คุณค่าของเงิน ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนเกินไป และพร้อมจะเซลฟี่กับอมาโด้เพื่อโพสต์บนโซเชียล เรียกว่าจ่ายพอดีๆ แต่ได้ของดีเกินราคา”  

ธนา ยังมองว่า ความท้าทายของเขาในวันนี้ คือ การผลักดันธุรกิจให้ก้าวไปสู่การเติบโตที่มากยิ่งขึ้น เพราะวันนี้แก่นของแบรนด์มีความแข็งแกร่งมาก เหลือเพียงการสร้างพละกำลังเพื่อขยายสาขาต่อไปให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงการเพิ่มศักยภาพเพื่อให้เกิดพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม  

ดังนั้น เป้าหมายต่อไปของการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ คือการเตรียมความพร้อมเพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับยอดขาย และตัวองค์กรในอนาคต โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ

หนึ่ง เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตขึ้นเองเพื่อทดแทนการจ้างผลิตแบบ OEM เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น เป็นการตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความไว้วางใจ และน่าเชื่อถือในตัวผลิตภัณฑ์และแบรนด์ อีกทั้งยังเป็นการรองรับกับไลน์สินค้าที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย

สอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการลงทุนทั้งในเรื่องของการตลาด และสามารถขยายช่องทางการจำหน่ายในรูปแบบหน้าร้าน หรือคีออสเพื่อรองรับกับตลาดที่กำลังขยายตัว รวมถึงการขยายสาขาของหน้าร้านขนาดใหญ่ ที่ต้องสอดคล้องกับความหลากหลาย และจำนวนเอสเคยูของสินค้าที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

“ในความเป็นเด็ก Gen Y มันมี Passion ส่วนตัวว่า วันหนึ่งเราอยากไปยืนถ่ายรูปกับกระดานซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีชื่อแบรนด์ หรือธุรกิจของเราปรากฏอยู่ เพื่อบอกกับคนอื่นๆ ว่า เราทำสำเร็จแล้ว โดยคาดว่า จะสามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ประมาณปลายปี 2564 ถึงตอนนี้เราต้องมียอดขายไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท และมีผลกำไร 150 ล้านบาท รวมถึงจำนวนสาขาคีออสที่ต้องมีไม่ต่ำกว่า 120 - 200 สาขาทั่วประเทศ เรามั่นใจว่าจะทำได้ เพราะวันนี้เรามีแพลตฟอร์มที่ชัดเจน และมีสินค้าที่เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับอยู่ในตลาด” ธนา กล่าว

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.