15,368
VIEWS

อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อกลุ่มเซ็นทรัล เริ่มพบจุดลงตัวในการทำตลาดแบบ O2O

Aug 19, 2019 R.Somboon

ด้วยเหตุผลของการเป็นกลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายค้าปลีกครอบคลุมแทบทุกเซ็กเม้นต์ แถมมียอดขายเกินแสนล้านบาทมานาน โดยในปี 2561 มีรายได้รวมกว่า 240,297 ล้านบาท ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตโดยรวม 8% เฉลี่ยเติบโตต่อปี 1.8-2.2 เท่าของจีดีพี ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลถูกจับตามองอย่างมากว่าจะได้รับผลกระทบจากการเข้ามาดิสรัปท์ของดิจิทัลมากน้อยแค่ไหน

เพราะหากมองไปที่ตลาดค้าปลีกระดับโลกแล้ว ผู้เล่นค้าปลีกที่อยู่ใน “โลกเก่า” หลายรายต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

ขณะที่กลุ่มเซ็นทรัลเอง มีการปรับตัวมาตลอด โดยวางเข็มไมล์ในการก้าวไปเป็นค้าปลีกหลากหลายช่องทาง หรือ Omni Channel อย่างเต็มตัว เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบ Seamless หรือไร้รอยต่อให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นทิศทางของโลกค้าปลีกยุคใหม่อย่างแท้จริง

ว่าไปแล้ว เซ็นทรัล รีเทล มีจุดแข็งในเรื่องของ Physical Platform จากการหยั่งรากลึกในตลาดค้าปลีกของบ้านเรามานาน โดยมีเครือข่ายที่ครอบคลุมในหลากหลายประเทศ ในประเทศไทยที่มีห้างสรรพสินค้า ร้านค้า รวมกัน 1,979 แห่ง ใน 51 จังหวัด พร้อมทั้งยังดำเนินธุรกิจค้าปลีกในประเทศอิตาลี ด้วยจำนวนห้างสรรพสินค้า 9 แห่ง ใน 8 เมืองยุทธศาสตร์ของอิตาลี รวมถึงการขยายสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายสินค้าเฉพาะทางในประเทศเวียดนามที่มีมากถึง 125 แห่ง ใน 37 เมือง ในประเทศเวียดนาม (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2562)

เมื่อนำศักยภาพของ Multi Format หรือ Physical Platform ทั้งหมดที่มีอยู่ใน 3 ประเทศ มารวมกัน เซ็นทรัล รีเทล ก็จะมีสาขาจุดขายทั้งสิ้นถึง 3,936 แห่ง ด้วยจำนวนพื้นที่ขายรวมที่มากถึง 2,945,811 ตร.ม. และพื้นที่ให้เช่ารวม 517,420 ตร.ม. ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายกว่า 27 ล้านคนทั่วโลก

Physical Platform ที่มีศักยภาพในเครือเซ็นทรัล รีเทล ประกอบด้วย

Department Store - ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แบรนด์หลักของกลุ่มที่มีสาขากว่า 23 สาขา ส่วนแบ่งตลาดและจำนวนพื้นที่ขาย โดยมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 35 ในปี 2560 และร้อยละ 37 ในปี 2561 หรือห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และรีนาเชนเต  (Rinascente)

Specialty Store - ซูเปอร์สปอร์ต, เพาเวอร์บาย, ไทวัสดุ และเหงียนคิม ร้านขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทางในประเทศเวียดนาม

 

Brand Shop – สินค้าแฟชั่น และผลิตภัณฑ์เสริมความงามจากต่างประเทศ ภายใต้การดูแลของ Central Marketing Group (CMG) โดยมีแบรนด์ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์หรือเป็นผู้แทนจำหน่ายรวมกว่า 40 แบรนด์ เช่น Guess, Topshop, Polo Ralph Lauren, Clarins, Aesop, Lee และ Wrangler

Supermarket - เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต และท็อปส์ เดลี่ Hypermarket - บิ๊กซี เป็นเครือไฮเปอร์มาร์เก็ต และพลาซ่าหลักของกลุ่มเซ็นทรัล รีเทลในประเทศเวียดนาม

Convenience Store - แฟมิลี่มาร์ท ร้านสะดวกซื้อที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นร้านสะดวกซื้ออันดับ 3 ในประเทศไทย มีส่วนแบ่งทางการตลาด 4.8% ในปี 2561 และมีสาขา 1,008 สาขา

Retail Plaza - ท็อปส์ พลาซ่า และโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ หากนับรวมศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของเซ็นทรัลพัฒนาที่เป็นบริษัทในกลุ่มเซ็นทรัลด้วยกัน จะทำให้ภาพรวมของการเป็นเจ้าของศูนย์การค้าของกลุ่มเซ็นทรัลมีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น เพราะมีศูนย์การค้าครบทุกไซส์ตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ไปจนถึงศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของเซ็นทรัลพัฒนาที่ศูนย์การค้าทั้ง 3 ไซส์ จะทำหน้าที่ในการเป็น “หัวลาก” เพื่อนำพาร้านค้าปลีก Physical เข้าไปหาลูกค้าถึงที่ในทุกโลเกชั่น

ร้านค้าปลีก Physical นี้ จะเข้ามาทำหน้าที่สำคัญในการทำให้ การทำตลาดแบบ Omni Channel เพื่อมอบประสบการณ์แบบไร้รอยต่อให้กับลูกค้าได้แบบครบถ้วนกระบวนความ

ครั้งหนึ่ง ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล เคยให้สัมภาษณ์ว่า การทำตลาดแบบ O2O ของกลุ่มเซ็นทรัลนั้น Physical Platform ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศนั้น จะทำให้ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการในรัศมีการเดินทางไม่เกิน 30 นาท ส่วน Digital Plattform จะเข้ามาช่วยทำให้ค้าปลีกในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลสามารถเข้าหาลูกค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่มีข้อจำกัดในการช้อปปิ้ง

 

ทำอย่างไรกับ “ออนไลน์”

สำหรับการทำตลาดช้อปปิ้งออนไลน์นั้น นอกจากกลุ่มเซ็นทรัล จะมีการดึงยักษ์อีคอมเมิร์ซจากประเทศจีนอย่างเจ.ดี.ดอทคอม เข้ามาถือหุ้นเพื่อทำตลาดในบ้านเราแล้ว ในส่วนของเซ็นทรัล รีเทลเอง ก็มีการเข้ามาทำตลาดโดยอาศัยจุดแข็งของเซ็นทรัล ไล่ตั้งแต่การใช้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เซ็นทรัลที่อยู่ในตลาดค้าปลีกมานาน และลูกค้าให้ความเชื่อมั่นมาตลอดเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการใช้จุดแข็งจากความเชี่ยวชาญในการ Resource สินค้าที่มีความแตกต่างจากที่บรรดาอีคอมเมิร์ซขายอยู่ หรือแม้กระทั่งการใช้เครือข่ายสาขาที่เป็น Physical Platform เข้ามาเป็นตัวช่วยในการเติมเต็มการทำตลาดแบบ O2O  

หากมองเข้ามาที่ Strategy ของกลุ่มเซ็นทรัลในการทำตลาดออนไลน์แล้ว กลุ่มเซ็นทรัลไม่ต้องการแข่งขันในเรื่องของราคา จึงหันมาทำเรื่องของเซอร์วิสแทน เพื่อสร้างความแตกต่างกับผู้เล่นรายอื่นๆ ในตลาด โดยพัฒนารูปแบบการทำ ช้อปออนไลน์ของตัวเองขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น

ระบบออนไลน์ Central.co.th เป็นเว็บไซต์พี่ใหญ่ ที่ปัจจุบัน เป็นระบบที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุด เนื่องจากผู้บริโภคคุ้นเคยกับการคลิกเพื่อซื้ออยู่แล้ว ถือเป็นแกนหลักของการทำตลาดช้อปออนไลน์ของเซ็นทรัลรีเทล

ระบบ E-Ordering สำหรับให้บริการลูกค้าในห้างสรรพสินค้า ยกตัวอย่าง เช่น ลูกค้าเข้าไปที่ห้างเซ็นทรัลสาขาเชียงใหม่เพื่ออยากซื้อสินค้าชิ้นหนึ้ง แต่พบว่าสาขาเชียงใหม่ไม่มีสินค้าแบรนด์นี้ หรือไอเทมที่ต้องการ ระบบ E-Ordering สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าสินค้าชิ้นนั้นมีที่สาขาไหนบ้าง และหากพบสินค้าแล้วก็สามารถสั่งซื้อ และจัดส่งได้ตามความต้องการของลูกค้าทันที

ระบบ Click & Reserve เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ Pain Point ของลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้าแฟชั่น และได้รับประสบการณ์ไม่ดีจากร้านค้าออนไลน์ เนื่องจากซื้อเสื้อผ้าแล้วไม่สามารถลองสวมได้ก่อนตัดสินใจ ในจุดนี้เซ็นทรัลจึงพัฒนาระบบดังกล่าวขึ้นมา โดยเปิดให้ลูกค้าที่อยากซื้อเสื้อผ้าสามารถคลิกจองเสื้อผ้าที่อยากสวมก่อนตัดสินใจได้ จากนั้น ก็นัดเวลาเข้ามาลองสวม เสื้อผ้าทั้งหมดที่ลูกค้าจองไว้จะถูกจัดส่งไปยังสาขาของห้างเซ็นทรัลที่ลูกค้าระบุไว้อย่างเรียบร้อยโดยบริการนี้จะเริ่มในปีหน้า

 

ระบบ Chat & Shop เป็นระบบที่ให้ลูกค้าส่งรูปสินค้าที่ต้องการเข้ามา แล้วให้ทางเซ็นทรัลเป็นคนหาให้ว่าเซ็นทรัลมีขายไหม ถ้ามีจะให้ไปส่งที่ไหน เมื่อไร หรือลูกค้าจะมารับที่สาขาไหน เวลาเท่าไร ก็สามารถกำหนดได้ทั้งหมด

Chat & Shop นี้ เข้ามาเป็น “ทีเด็ด” ของเซ็นทรัล รีเทล ในการทำให้ภาพของการ Seamless มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งค้าปลีกในเครือของเซ็นทรัล รีเทล เริ่มที่จะใช้รูปแบบที่ว่านี้เข้ามาช่วยเติมเต็มการให้บริการ ซึ่งแหล่งข่าวในวงการค้าปลีกให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีลูกค้าที่ช้อปผ่านบริการ Chat & Shop ต่อบิลสูงสุดถึง 1.6 ล้านบาท ส่วนหนึ่งจะเป็นการช้อปกระเป๋าแบรนด์เนมจากห้างลารีนา เซนเต้ ที่อยู่ในประเทศอิตาลี ซึ่งด้วยความเป็น “เซ็นทรัล” ทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่น

หากมองมาที่ตัวเลขยอดขายจาก Omni Channel ของกลุ่มแฟชั่น กลุ่มฮาร์ดไลน์ และกลุ่มฟู้ดของเซ็นทรัล รีเทลแล้ว จะพบว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตที่น่าสนใจ โดยในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ16 ร้อยละ 28 และร้อยละ 48 ตามลำดับ และเพิ่มขึ้นอีกในปี 2561 คิดเป็นร้อยละ 72 ร้อยละ 75 และร้อยละ 31 ตามลำดับ ขณะที่ในงวด 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2562 มีกาเติบโตเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 104 ร้อยละ 50 และร้อยละ 26 ตามลำดับ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เซ็นทรัล รีเทล มีการควักเงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท เปิดศูนย์กระจายสินค้า Omni Channel โดยร่วมมือกับเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดศูนย์กระจายสินค้าขนาดพื้นที่ 70,000 ตารางเมตรที่บางพลี ก.ม.19 ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคมปีหน้านี้

 

กลุ่มเซ็นทรัลวางกลยุทธ์ให้ศูนย์กระจายสินค้า Omni Channel แห่งใหม่นี้มีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านลอจิสติกส์ให้สามารถบริหารจัดการสินค้าหลากหลายประเภท (Multi-Category) จากแบรนด์ต่างๆ ภายใต้เครือเซ็นทรัล รีเทล เพื่อกระจายสินค้าไปสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย (Multi-Channel) อย่างครอบคลุมและเพียงพอต่อความต้องการทางการตลาดทั้ง Physical Platform และ Digital Platform โดยดึงนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการดำเนินงาน อาทิ ระบบสั่งซื้อสินค้า E-Ordering ระบบจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) และระบบอุปกรณ์สั่งงานด้วยเสียงอัตโนมัติ (Automation Voice-Picking) เป็นต้น ซึ่งจะเข้ามาช่วยเสริมให้บริการจัดส่งสินค้าในส่วนของช้อปออนไลน์มีความรวดเร็วมากขึ้น สามารถจัดส่งได้ภายในวันเดียว หากสั่งสินค้าก่อนบ่ายสอง โดยในอนาคตอันใกล้นี้ จะสามารถจัดส่งได้แบบเรียลไทม์

ดร.ปิยะพงษ์ ธัญญศรีสังข์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ให้สัมภาษณ์ไว้ในงานแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่นี้ว่า เซ็นทรัล รีเทล ศูนย์กระจายสินค้า Omni Channel แห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญในการส่งมอบบริการที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของการซื้อขายผ่านช่องทาง Omni Channel ในทุกกลุ่มธุรกิจค้าปลีกของเซ็นทรัลรีเทล

“การมุ่งสู่การเป็น New Retail ของกลุ่มเซ็นทรัล จำเป็นต้องมีระบบหลังบ้านที่ดีที่จะเข้ามาช่วยทำให้การกระจายสินค้าของกลุ่มมีประสิทธิภาพในเวลาที่รวดเร็วมากขึ้น จากเดิมที่การสั่งสินค้าผ่านออนไลน์กับกลุ่มเซ็นทรัลจะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 วัน แต่ในปีหน้านี้ จะสามารถให้บริการได้ในวันเดียว และในอนาคตอันใกล้ จะพัฒนาต่อเนื่องไปสู่การส่งได้ภายในไม่เกิน 2 ชั่วโมงสำหรับพื้นที่ในกรุงเทพฯ”

ทั้งหมด เป็นความลงตัวในการทำตลาดของยักษ์ใหญ่รายนี้ ที่พร้อมจะผลักดันตัวเองให้ก้าวไปสู่การเป็น New Retail ที่ไม่มีรอยต่อของการช้อปปิ้งอีกต่อไป.....

 

Retail

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn