ร้อนเงินเมื่อไหร่ มาม๊ะ... ป๋าช่วยได้

Aug 08, 2019 P.Narata

คงจะดีไม่น้อยถ้ามี “ป๋า” อยู่ข้างๆ ให้อุ่นใจ แต่ถ้าใครไม่มี “เจ เวนเจอร์ส” หรือ JVC ก็พร้อมจะเป็น “ป๋า” เพื่อให้บริการสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นฐานล่างของพีระมิดที่ธนาคารทั่วไปไม่ให้ความสนใจ ได้แก่ กลุ่มคนทำงานฟรีแลนซ์ แม่บ้าน แม่ค้าตลาดนัด วินมอเตอร์ไซค์ พริตตี้ที่ชอบทำศัลยกรรม รวมถึงกลุ่มที่ต้องอาศัยเงินกู้นอกระบบ

โดย “เจ เวนเจอร์ส” ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาระบบ JFIN DDLP ที่สามารถเปิดใช้งานได้แล้วตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคมนี้ บนแพลตฟอร์ม “ป๋า มาร์เก็ตเพลส” (Pah Market Place) ที่ปรับโฉมรองรับการกู้ในรูปแบบฟินเทค โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาสนับสนุน

 

ธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC บริษัทในกลุ่มเจมาร์ท ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชั่นทางด้านฟินเทค และลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ กล่าวว่า แผนการพัฒนาระบบสินเชื่อแบบดิจิทัลที่ไม่มีตัวกลาง JFIN DDLP (Decentralized Digital Lending Platform) บนเทคโนโลยีบล็อกเชน (Block chain) มาตรฐานโลกแล้วเสร็จ และพร้อมใช้งานแล้ว โดยเร็วกว่ากำหนดการเดิมที่วางไว้ในเดือนตุลาคม

“ความสำเร็จนี้ถือเป็นแค่ก้าวแรก ในการเปิดตัวสินเชื่อรูปแบบใหม่ B2P (Business to Person) ในชื่อ “J Loan Lite” ที่มุ่งสร้างประสบการณ์การกู้เงินผ่านดิจิทัลในประเทศไทยให้ใช้ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีฟังก์ชั่น “J Score” เป็นระบบการพิจารณาอนุมัติการปล่อยสินเชื่อ เป็นครั้งแรกที่รวมเอา Credit Scoring ที่เรียนรู้ด้วยข้อมูลมาตรฐานจากกลุ่มบริษัทเจมาร์ท และ Social Scoring ข้อมูลในโลกเทคโนโลยียุค 4.0 ผนวกกับข้อมูลพฤติกรรมตามหลักจิตวิทยา มาวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่ออนุมัติการปล่อยสินเชื่อให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น”

พร้อมกันนี้ ยังได้มีการปรับโฉมแพลตฟอร์ม “ป๋า มาร์เก็ตเพลส” (PAH Marketplace) ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น รองรับผลิตภัณฑ์การกู้ยืมในรูปแบบฟินเทคหลากหลายประเภท ทั้งจาก JVC และพันธมิตร รวมทั้ง เปิดตัวสินเชื่อรูปแบบใหม่ ในชื่อ “J Loan Lite” เป็นสินเชื่อรูปแบบ B2P หรือ Business to Person โดย JVC ในฐานะผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม ร่วมมือกับ บริษัท เจ ฟินเทค จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ พิจารณา และอนุมัติการปล่อยสินเชื่อให้แก่บุคคลทั่วไป ผ่านระบบออนไลน์โดยไม่ผ่านตัวกลาง ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น

โดยมีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 15% ต่อปี มีค่าธรรมเนียมการกู้ที่ต้องจ่ายให้แพลตฟอร์ม 30 บาท และจะมีการพิจารณาวงเงินให้สินเชื่อต่อรายเฉลี่ยไม่เกินรายละ 2,000-5,000 บาท

 

4 ฟังก์ชั่น ก่อนได้เงินป๋า

“J Loan Lite”  มีกลไกการทำงานของระบบหลังบ้าน 4 ฟังก์ชั่นสำคัญ ที่สามารถทำได้บนแอพพลิเคชั่น ทันทีที่มีผู้สนใจอยากขอสินเชื่อ เริ่มต้นลำดับแรก คือ การยืนยันตัวตนตามมาตรฐาน (KYC) ต่อมา เป็นขั้นตอนของการพิจารณาวงเงิน และอนุมัติสินเชื่อผ่านฟังก์ชั่น J Score ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง และเป็นหัวใจหลักในการนำระบบ Credit Scoring ที่เรียนรู้ด้วยข้อมูลมาตรฐานจากกลุ่มบริษัทเจมาร์ท และการใช้ Social Scoring จากข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ต ผนวกกับข้อมูลพฤติกรรมตามหลักจิตวิทยามาวิเคราะห์ เพื่อวัดค่าความเป็น “คนดี” ความน่าเชื่อถือของผู้สมัครขอสินเชื่อ ด้วยระบบการประเมินลูกค้าที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีการนำเอา Social Scoring มาผนวกกับข้อมูลพฤติกรรมตามหลักจิตวิทยา เพื่อนำมาใช้ในการอนุมัติการขอสินเชื่ออย่างเป็นรูปธรรม หลังจากที่อนุมัติสินเชื่อผ่านตามเกณฑ์แล้ว จะทำการโอนเงินผ่านดิจิทัล (Digital Payment) โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บนเทคโนโลยีบล็อกเชน

“ที่ผ่านมา ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทย ไม่สามารถเข้าถึงระบบเงินกู้ผ่านสถาบันการเงินได้อย่างเต็มที่ แต่เจ เวนเจอร์ส เชื่อว่า กลุ่มคนเหล่านั้นมีศักยภาพในการกู้ยืม และมีความสามารถในการผ่อนชำระ เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า คนดี  โดยเราได้นำข้อมูลในโลก 4.0 ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลพฤติกรรมด้านการใช้ชีวิต สังคม ทัศนคติ รวมถึงข้อมูลเชิงจิตวิทยานำ มารวบรวม ทำการวิเคราะห์ โดยใช้เทคโนโลยี เพื่อให้เป็น “คะแนนคนดี” เข้ากับระบบ Credit Scoring ตามมาตรฐาน J Score เพื่อให้กลุ่มคนดังกล่าวสามารถเข้าถึงบริการสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มป๋า มาร์เก็ตเพลสของเรา”

 

ตลาดศัลยกรรมน่าสน

ธนวัฒน์ กล่าวเสริมว่า เจ เวนเจอร์ส จับกลุ่มเป้าหมายคนละกลุ่มกับลูกค้าของสถาบันการเงินที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีโปรไฟล์ดีอยู่แล้ว (เรียกว่า Customer) แต่สำหรับลูกค้าของ เจ เวนเจอร์ส จะเป็นลูกค้าใหม่ (Person) ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนเพราะไม่มีโปรไฟล์ที่ดี

“ดังนั้นการปล่อยสินเชื่อจึงต้องมีความระมัดระวังอยู่พอสมควร โดยเฟสแรกจะเป็นช่วงของการทดลองทำตลาดประมาณ 12 สัปดาห์ ซึ่งการปล่อยวงเงินในช่วงแรกจะค่อนข้างต่ำ คือ ไม่เกิน 3,000 บาทต่อราย ตั้งเป้าจะปล่อยจำนวน 1,000 ราย เพื่อดูหนี้เอ็นพีแอลที่จะเกิดขึ้น ซึ่งหากอยู่ในระดับ 5% คือ รับได้ ก็จะเดินหน้าต่อด้วยการเพิ่มวงเงินเป็นประมาณ 5,000 บาทต่อราย

ในปีหน้าบริษัทมีแผนจะขยายสินเชื่อไปสู่กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ในรูปแบบ B2B (Business to Business) เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจจึงยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินได้ รวมถึงการปล่อยกู้แบบ P2P (Person to Person) แต่ยังอยู่ระหว่างการทดสอบใน Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

“อีกกลุ่มที่น่าสนใจ คือ กลุ่มที่นิยมทำศัลยกรรม โดยเฉพาะกลุ่มพริตตี้ จึงมีไอเดียในการออกสินเชื่อพริตตี้ ที่กำลังทำแผนร่วมกับโรงพยาบาลแห่งนี้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีฐานข้อมูลที่ชัดเจน และสนใจทำศัลยกรรม เช่น ทำหน้า เสริมจมูก และเพิ่มขนาดหน้าอก เป็นต้น จึงมองเรื่องของการศัลยกรรมเป็นเรื่องการลงทุนเพื่อนำไปต่อยอดในการสร้างอาชีพและรายได้ โดยจะปล่อยสินเชื่อในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 50% ของงบประมาณที่ต้องใช้ คาดว่าจะเปิดตัวได้ในช่วงต้นปี 2563

 

 

หัวใจสำคัญ คือ Blockchain

สำหรับ แผนการพัฒนาระบบสินเชื่อแบบดิจิทัลที่ไม่มีตัวกลาง JFIN พัฒนาโดย Blockchain มาตรฐานโลก ด้วย “Corda R3” ร่วมกับพาร์ทเนอร์ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนในหลายหน่วยงาน ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมฟังก์ชั่นการทำงานที่จะให้ผู้ถือ JFIN ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกู้ยืม (Stake Reward) จะทำให้ผู้ถือโทเคนดิจิทัล JFIN สามารถนำเหรียญมาฝากเป็น Stake และได้ผลตอบแทนจากส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมในการใช้งานแพลตฟอร์มป๋าได้

“JVC ออกโทเคนดิจิทัล JFIN ขึ้นมา โดยนำเงินที่ได้จากการระดมทุนมาพัฒนาระบบ DDLP และแล้วเสร็จตามโรดแม็บที่วางไว้ ก่อนหน้านี้มีการเปิดตัวแพลตฟอร์มต่างๆ มากมาย เช่น ป๋า.com และ JFIN Cryptocurrency Wallet แรกของประเทศ มีการนำโทเคนมาใช้งานได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การนำมาแลกสินค้าในกลุ่มเจมาร์ท และใช้ประมูลสินค้า รวมถึงความตั้งใจในการพัฒนาระบบให้แล้วเสร็จเพื่อปล่อยกู้ในรูปแบบฟินเทค โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ที่มีความน่าเชื่อถือ และคล่องตัวสูง นับเป็นอีกก้าวความสำเร็จ ในความมุ่งมั่นนำโทเคนดิจิทัลมาใช้ได้จริงในเชิงเศรษฐกิจ (Tokenomics) และเตรียมพร้อมโลกแห่งเทคโนโลยีในอนาคต”

เจ เวนเจอร์ส ยังมีฟังก์ชั่นการทำงานที่จะให้ผู้ถือโทเคนดิจิทัล JFIN ได้นำเหรียญมาฝากเป็น Stake เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากค่าธรรมเนียมในการใช้งานแพลตฟอร์มป๋า เนื่องจากเงินที่นำมาพัฒนาแพลต ฟอร์มต่างๆ ของเจ เวนเจอร์ส มาจากการออกโทเคนดิจิทัล JFIN และเชื่อว่าหากมีสัดส่วนตรงนี้สูงขึ้นก็จะทำให้ JFIN Coin มีสภาพคล่อง และมีราคาที่สูงขึ้นตามไปด้วย

 

แอพพลิเคชั่น

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.