“SCB Wealth Holistic Experts” เผยมุมมองภาพรวมเศรษฐกิจโลก พร้อมกลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 3 รับรัฐบาลใหม่

Jul 18, 2019 -None-

SCB Wealth Holistic Experts” คลังสมองผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและต่อยอดสร้างความมั่งคั่งสำหรับกลุ่มลูกค้าเวลธ์ของธนาคาร เผยมุมมองภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 นโยบายทางการเงินที่ผ่านคลายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และทั่วโลก จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุน ในขณะที่ความขัดแย้งทางการค้ายังคงยืดเยื้อ และขยายตัวไปยังหลายประเทศ ส่งผลต่อความผันผวนของทิศทางตลาดต่อไป คาดว่าค่าเงินดอลลาร์ สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลักๆ พร้อมแนะนำให้เน้นการลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นจีนตาม sentiment และโฟกัสการลงทุนระยะกลางในบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นเวียดนาม ซึ่งมี valuation และความสามารถในการทำกำไรที่น่าสนใจ สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น เนื่องจากการเมืองมีความชัดเจนขึ้น โดยรัฐบาลใหม่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ ทำให้ได้รับปัจจัยหนุนจากเงินทุนต่างประเทศไหลเข้า ซึ่งคาดว่าจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น คาดการณ์ GDP ปี 2562 จะอยู่ที่ 3.1% รวมถึง SET Index จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1700-1750 จุดในครึ่งปีหลัง พร้อมแนะนำ 5 หุ้นเด่นในไตรมาส 3 โดยเน้นไปที่หุ้นที่อ้างอิงปัจจัยในประเทศที่มีการเติบโตและได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาล ได้แก่ AMATA ROJNA CHG KTB และ IVL พร้อมกันนี้ในไตรมาส 3 กฎหมายภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก “กองทุนรวม” ที่กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราภาษี 15% จากกองทุนรวมที่ฝากเงินหรือลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลด จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป โดยมีผลเฉพาะสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ใหม่หลังกฎหมายบังคับใช้เท่านั้น ส่วนภาระภาษีฝั่งผู้ลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ เนื่องจากผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ได้เสียภาษีระดับกองทุนรวมไปแล้ว นอกจากนี้กองทุน LTF จะสิ้นสุดการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีปลายปี 2562 โดยขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงพิจารณารูปแบบกองทุนใหม่ที่จะมาทดแทน ซึ่งต้องรอความชัดเจนต่อไป

นายศรชัย สุเนต์ตา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลด้านการลงทุนและที่ปรึกษาการลงทุน (CIO Office) ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้มุมมองการลงทุนในครึ่งปีหลังว่า ในช่วงครึ่งปีหลังนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางของสหรัฐฯ และทั่วโลก จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุน ในขณะที่ความขัดแย้งทางการค้าจะยืดเยื้อไม่จบลงง่ายๆ แม้ว่าการพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์-สี จิ้นผิงนอกรอบ G-20 ที่ผ่านมาจะทำให้ Sentiment ตลาดดูดีขึ้น แต่ความขัดแย้งน่าจะขยายตัวไปยังหลายประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อความผันผวนของทิศทางตลาดต่อไป จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียง และสร้างคะแนนความนิยมให้กับประธานาธิบดี ทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งฯ ภายใต้การชูนโยบาย “Make America Great Again” ในเดือนพฤศจิกายน 2563

ธนาคารกลางทั่วโลก จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และจะต้องรักษา policy space กับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่จะปรับลดลง ไม่ให้เกิดแรงกดดันกับอัตราแลกเปลี่ยนให้ซ้ำเติมการส่งออกมากขึ้นอีกด้วย โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีกระสุนที่จะลดดอกเบี้ยมากที่สุด โดยคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed fund rate) ในปีนี้รวม 2 ครั้งจากปัจจุบัน ซึ่งจะถือเป็นสัญญานเชิงบวกว่า Fed พร้อมจะดำเนินนโยบายการเงินอย่างทันที เป็นเหมือนการฉีดวัคซีนป้องกันให้กับเศรษฐกิจก่อนที่โรคร้ายแรงจะเกิด จะทำให้นักลงทุนลดความกังวลของเรื่องเศรษฐกิจจะเข้าสู่ recession ในปีหน้า ประกอบกับแรงกดดันของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้เรียกร้องให้ Fed ลดอัตราดอกเบี้ยมาแล้วหลายครั้ง และเคยวิจารณ์การทำงานของ Fed ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 1.0% ในปีที่แล้ว ถือเป็นปัจจัยที่ฉุดเศรษฐกิจและตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้จะเสนอชื่อ นายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ และนางจูดี้ เชลตัน ซึ่งมีแนวความคิดสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการ Fed อีกด้วย

กลยุทธ์การลงทุนในช่วงไตรมาส 3/2562

ตลาดหุ้นที่มีมุมมองในเชิงบวก แต่แนะนำให้ลงทุนในระยะสั้นตาม sentiment ตลาดคือ

  1. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากเศรษฐกิจน่าจะปรับตัวดีขึ้นได้จากการลดดอกเบี้ยของ Fed และจากสภาพคล่องในตลาดการเงินที่เพิ่มขึ้น
  2.  ตลาดหุ้นจีน ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายการเงิน การคลัง และราคายังไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในกลุ่มพัฒนาแล้ว

สำหรับการลงทุนในระยะกลาง คือ

  1. ประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เช่นเวียดนาม โดยมูลค่าการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของเวียดนาม ได้เพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 4 ปี ในขณะที่ valuation และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นเวียดนามยังน่าสนใจ
  2. ตลาดหุ้นไทยที่จะได้รับปัจจัยหนุนจากการเมืองในประเทศ โดยรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มประกาศนโยบายด้านเศรษฐกิจช่วงปลายเดือนกรกฎาคม นี้

แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุการลงทุนยาว เพราะแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในทิศทางขาลงก็ตาม แต่เรามองว่าราคาตราสารหนี้ได้รับรู้ไปมากแล้ว ซึ่งหาก Fed ปรับลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ อาจส่งผลให้ Yield Curve ปรับเพิ่มขึ้น และราคาตราสารหนี้จะปรับลดลงจากระดับปัจจุบันได้

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย ควรเลือกลงทุนในนโยบายลงทุนที่ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาโดยผู้จัดการกองทุน เช่น การลงทุนในกองทุนผสม ที่มีการกระจายการลงทุนทั้งในตลาดตราสารหนี้และตราสารทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ หรือแนะนำให้ลงทุนในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีการคุ้มครองเงินต้น

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) กล่าวถึงมุมมองด้านเศรษฐกิจไทยว่า เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างชัดเจนในไตรมาสแรก โดยเฉพาะในภาคต่างประเทศ ซึ่งการส่งออกสินค้าและบริการที่แท้จริงหดตัวลง 4.9% YoY และมีส่วนสำคัญที่ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP growth contributor) ติดลบค่อนข้างมาก (-3.6%)  ซึ่งเป็นตัวฉุดรั้ง GDP ใน 1Q62 ให้ขยายตัวลดลงเหลือ +2.8%  ดังนั้น ปัจจัยที่จะเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจในปี 2562 จึงจำเป็นต้องพึ่งการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ รวมถึงการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดย SCBS คาดการณ์ GDP ปี 2562 ไว้ที่ 3.1% ลดลงจากเดิม 3.3%

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทย ประเมินว่าได้รับปัจจัยหนุนจากเงินทุนต่างชาติไหลเข้า โดยรัฐบาลใหม่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น เนื่องจากความชัดเจนทางการเมือง รวมถึงการดำเนินนโยบายเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน ทั้งนี้ประเมินว่า SET Index ครึ่งปีหลัง 2562 มีโอกาสเคลื่อนไหวที่ระดับ 1700-1750 จุด

กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย เรามองว่าตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำจากกรณีสงครามการค้า ในขณะที่การปรับลดประมาณการณ์กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนใกล้สิ้นสุดแล้ว คาดว่า SET Index ในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 ยังคงมีโอกาสเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 1700 - 1750 จุด โดยหุ้น Top Picks แนะนำลงทุนในไตรมาส 3/2562 เรามุ่งเน้นไปที่หุ้นที่อ้างอิงปัจจัยในประเทศ Domestic play ที่มีประเด็นการเติบโตและได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะมีความโดดเด่นกว่า Global play

  • กลุ่มธนาคาร นิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง จะเด่นขึ้นในระยะสั้น 
  • กลุ่มค้าปลีก การแพทย์ ท่องเที่ยว ยังคงเป็นกลุ่มที่น่าลงทุนในระยะยาว
    • AMATA: กำไรแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และได้ประโยชน์จาก EEC นอกจากนี้การย้ายสายการผลิตมายังประเทศไทยจะส่งผลให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนจากการย้ายฐานผลิตออกมาจากจีน เพราะมีห่วงโซ่อุปทานและให้ผลประโยชน์ทางภาษีที่ดีกว่าประเทศอื่น
    • ROJNA: รายได้ประจำช่วยป้องกันความเสี่ยงและได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่
    • CHG: เชื่อมั่นผลประกอบการที่แข็งแกร่ง เมื่อมองต่อไปข้างหน้า คาดกำไรจะปรับตัวดีขึ้นใน 2H62 ในด้าน valuation หุ้นกลุ่มการแพทย์ซื้อขายที่ PE 32 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 35 เท่า
    • KTB: กำไรพิเศษได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายภาครัฐและสินเชื่อฟื้นตัว
    • IVL: valuation ไม่แพงและกำไรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้ยังมีผลกระทบน้อยที่สุดจากสงครามการค้าในปัจจุบัน

ดร.สาธิต ผ่องธัญญา ผู้อำนวยการอาวุโส ที่ปรึกษาด้านการวางแผนการส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น (Estate Planning & Family Office) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึง ภาพรวมของกฎหมายภาษีอากรที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนเพื่อนำมาพิจารณาในการวางแผนการลงทุน โดยกฎหมายภาษีที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนในช่วงหลังไตรมาส 3 ของปี 2562 หลักๆ มีดังนี้

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 52) พ.ศ. 2562 (ประกาศราชกิจจานุเบกษา 22 พฤษภาคม 2562) กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก “กองทุนรวม” ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าว กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราภาษี 15% จากกองทุนรวมที่ฝากเงินหรือลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลด ถือเป็น “รายได้ดอกเบี้ย” ตามเงินได้พึงประเมินมาตรา 40(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร โดยจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2562 ทั้งนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรี 25 มิถุนายน 2562 จะมีการออกกฎหมายลำดับรองยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่กองทุนรวมสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะส่วนที่กองทุนถืออยู่ก่อนวันที่ 20 สิงหาคม 2562 รวมถึงกองทุนรวมบางประเภท เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เนื่องจากเป็นกองทุนที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายเฉพาะมิใช่กองทุนรวมภายใต้กฎหมายดังกล่าว, กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการออมและรองรับการเกษียณในอนาคต ในด้านภาระภาษีฝั่งผู้ลงทุนจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากกองทุนรวมตราสารหนี้และกำไรจากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ของผู้ถือหน่วยลงทุนที่เป็นนิติบุคคล (ของผู้ถือหน่วยลงทุนบุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้อยู่แล้วในปัจจุบัน) ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดภาระภาษีซ้ำซ้อน เนื่องจากผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ได้เสียภาษีเงินได้ในระดับกองทุนรวมไปแล้ว

ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายจะมีผลใช้บังคับ 20 สิงหาคม 2562 โดยมีผลเฉพาะกับสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ใหม่หลังกฎหมายใช้บังคับ อาจทำให้ผลตอบแทนโดยรวมของกองทุนอาจลดลง แต่จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะทรัพย์สินภายในกองทุนมีทั้งตราสารหนี้เก่า (ยกเว้นภาษี) และตราสารหนี้ใหม่ (ถูกจัดเก็บภาษี) จึงทำให้กองทุนยังพอมีระยะเวลาในการปรับตัวก่อนถึงเวลาที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงแนวโน้มรูปแบบกองทุนใหม่ที่จะมาทดแทนกองทุน LTF ที่จะสิ้นสุดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีปลายปี 2562 ในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการพิจารณารูปแบบกองทุนใหม่ที่จะมาทดแทนกองทุน LTF โดยกองทุนแบบใหม่นี้ จะมีการกำหนดสัดส่วนการลงทุนโดยเน้นรูปแบบการลงทุนที่รัฐบาลสนับสนุน เช่น ลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและหุ้นยั่งยืน บรรษัทภิบาล หุ้น SME และหุ้น S-Curve สำหรับข้อกำหนดเรื่องระยะเวลาการถือครองรวมถึงจำนวนสูงสุดเพื่อสิทธิลดหย่อนภาษี อาจจะต้องรอความชัดเจนของคณะรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะเข้ามาบริหารงานเพื่อพิจารณานโยบายทางภาษีดังกล่าวต่อไป

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn