9,735
VIEWS

6 หลุมพรางของ 'แบรนด์' ในยุค​ 'กับดัก Digitizing​ Creativity'

Jul 14, 2019 BrandAge Team

โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ อุปนายกฝ่าย Digital & Innovation สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้เขียนเรื่อง 6 หลุมพรางของ 'แบรนด์' ในยุค​ 'กับดัก Digitizing​ Creativity'  ไว้เมื่อ​ 6 ปีที่แล้ว..

แต่ดูเหมือนว่าเวลาที่ผ่านไปกว่า 6 ปี กับ 6 เรื่องดังกล่าว ยังสามารถกระตุกต่อมของนักสร้างแบรนด์ได้ไม่น้อย

เพราะความต้องการของผู้บริโภคและการแข่งขันทางการตลาดในปัจจุบันมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง​ ตกอยู่ในสภาวะความทันใจเป็นปฏิกริยาเร่ง (instantaneous culture) ปัจจัยต่างๆ ทำให้แบรนด์ต้องมีพฤติกรรมที่ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง (nimble brands) เพื่อกลายเป็นผู้อยู่รอดในสนามการแข่งขัน แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการที่สังคมแห่งความคิดสร้างสรรค์อันมาจากตัวผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป (consumer velocity) เป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมาเพื่อผลักดันสังคม และประเทศไทย

ประเด็นที่น่าสนใจจากการสังเกตและการศึกษาแนวโน้มจากทั่วโลกเพื่อให้นักการตลาดไม่ควรพลาดตก ‘หลุมพราง’ ทั้ง 6 ประการอันได้แก่

1. Consumer Mutation : ผู้บริโภคสายพันธุ์​ใหม่ ใจไวกว่ากาย

การที่ผู้บริโภคมีอำนาจมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่เพียงแต่จะเป็นคนที่รับสาร และนั่งรอให้แบรนด์ป้อนข้อมูลให้เท่านั้น แต่เขาเหล่านี้ได้กลายร่างเป็นทั้งผู้รับสาร ผู้สร้างสาร ตัวกลางกระจายข่าวสาร หรือแม้กระทั่งเป็นผู้สร้างกระแสที่อาจชี้อนาคตให้กับแบรนด์ได้ พวกเขาเหล่านี้ยังมองหาการบริการและสินค้าที่รวดเร็วทันใจ เพื่อตอบความต้องการของพวกเขาได้ทันที ซึ่งหากแบรนด์ไม่สามารถให้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการได้ พวกเขาก็พร้อมที่จะหันไปให้ความสนใจแบรนด์อื่นๆโดยไม่รีรอ และที่น่ากลัวไปกว่านั้นพวกเขาก็พร้อมที่จะวิจารณ์แบรนด์ในสังคมออนไลน์โดยที่นักการตลาดไม่สามารถควบคุมได้ นักการตลาดที่อยากจะหลุดออกจากหลุมพรางนี้ จึงควรเปลี่ยนความคิดเดิมๆจากที่ว่าผู้บริโภคเป็นเพียงแค่ทาสทางการตลาดมาเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจ เป็นกระบอกเสียงที่ชี้อนาคตของแบรนด์ได้ (active consumer) นอกจากนั้นนักการตลาดควรพิจารณาว่าแบรนด์สามารถเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเองได้ทันท่วงทีเท่าใดและเสนอช่องทางที่ทำให้ผู้บริโภคซื้อได้สะดวกแค่ไหน และหากต้องการรองรับ “ใจที่ไวกว่ากาย” ของผู้บริโภคด้วยแล้วนั้น แบรนด์จึงไม่ควรแค่นั่งอยู่กับที่ รอให้ผู้บริโภคเดินเข้าหา แต่ควรรุกหน้า ก้าวเดินให้เร็วกว่าผู้บริโภคเหล่านี้ให้ได้อย่างน้อยหนึ่ง

2. Data-Rich, Insight-Poor : การตลาดจนมุม ดีแต่อุดมด้วยข้อมูล​

การจมอยู่กับข้อมูลที่ไม่มีทางออก เป็นหลุมพรางที่นักการตลาดต้องพึงระวังกับข้อมูล ข้อมูลวิจัยต่างๆ นัั้นมีไว้เป็นแนวทางเพื่อให้เรารู้จุดอ่อน จุดแข็งของแบรนด์หรือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ แต่หลายๆครั้งการอยู่กับข้อมูลมากๆ นั้นก็ทำให้เราสับสนกับสิ่งที่แบรนด์ควรจะไป เพราะการนำข้อมูลวิจัยในเรื่องจุดอ่อนของแบรนด์และพยายามหาทางลบจุดอ่อนอย่างเดียวนั้น ไม่ใช่จะสำเร็จหรืิอเป็นสิ่งที่แบรนด์ควรจะทำก่อนเสมอไป เสริมจุด​ 'Relevancy'​ ให้แกร่งเพื่อสมรรถนะ​ที่ดีกว่าของการแข่งขันอาจจะต้องคำนึงก่อน​ แบรนด์ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเด่นทุกด้าน เพราะจะเห็นได้ว่าหลายๆ ครั้งแบรนด์ที่แข็งมากในทุกๆ ด้านแต่กลับไม่มีใครนึกถึงก็เพราะว่าแบรนด์ขาดจุดยืน ไม่มีจุดเด่นให้ลูกค้าจดจำเพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะทำก่อนจะตัดสินใจทำการวิจัยนั้นควรจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนของการทำวิจัยว่าอยากรู้อะไรและรู้ไปเพื่ออะไร เพื่อที่จะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับการวางแผนป้องกันการจมอยู่กับข้อมูลและนำมาพัฒนากลยุทธ์ให้โดนใจผู้บริโภค ‘อย่าตกเป็นเครื่องมือของข้อมูล แต่ควรใช้ข้อมูลให้เป็นเครื่องมือ’

3. Over Thinking, Under Planning : คิดจับจด ย้ำคิด ย้ำทำ แต่ย่ำอยู่กับที่คือ การคิดและการประชุมที่มากมายแต่ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนและเสียเวลาไปกับประเด็นยิบย่อยที่ไม่จำเป็นเหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเวลาที่นักการตลาดไม่รู้ว่าต้องการบรรลุเป้าหมายอะไรและไม่มีแบบแผนในการประชุมหลายๆ ครั้งจึงทำให้การประชุมนั้นหลุดประเด็นสำคัญและไปวิจารณ์ในเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญจึงทำให้เสียเวลาและล่าช้าในการนำแผนงานออกไปใช้จริง ซึ่งบางครั้งก็ทำให้คู่แข่งตัดหน้าไปก่อนและต้องกลับมาแก้ไขแผนกลยุทธ์อีกเหมือนกับการย่ำอยู่กับที่ เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะเลี่ยงหลุมพราง นี้จึงควรที่จะกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อที่จะบริหารประเด็นสำคัญในการคิดหรือการประชุมไม่ให้หลุดประเด็น

4. Deficit Brand Immunity : ภาวะแบรนด์พร่องภูมิ 

ภาวะที่แบรนด์พลาดท่าขาดภูมิคุ้มกันเนื่องจากการที่นักการตลาดปิดหูปิดตาเร่งยอดขายให้โตโดยการพัฒนาแบรนด์ฝ่ายเดียว จนลืมรับฟังเสียงหรือความต้องการของผู้บริโภค ลืมที่จะเข้าไปมีบทบาทในชีวิตประจำวันหรือ lifestyle ของผู้บริโภค ลืมที่จะรับฟังเสียงความเดือดร้อนของสังคม และสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับสังคมจากจุดยืนของแบรนด์ และลืมที่จะทำความเข้าใจและสร้างกำลังใจในการพัฒนาแบรนด์จากบุคลากรในองค์กร สิ่งนึงที่นักการตลาดต้องคำนึงถึงคือ แบรนด์ไม่ได้ถูกสร้างจากคนเพียงไม่กี่คน หรือแค่นักการตลาดเพียงฝ่ายเดียว แต่การพัฒนาแบรนด์เกิดจากการสร้างสรรค์ การบอกต่อ และการรับรู้จากหลายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและเกี่ยวข้องกับแบรนด์ ดังนั้นแบรนด์ต้องเริ่มสร้างเกราะป้องกันผ่านแนวร่วมจากหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เริ่มจากผู้บริโภค กล่าวคือการหมั่นรับฟังเสียงจากผู้บริโภคมาพัฒนาสินค้าและบริการ เช่นการทำcrowdsourcing หรือ แม้แต่การเปิดช่องทางให้ผู้บริโภคได้วิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเข้าถึงทันทีและเป็นการสื่อสารแบบสองทาง นอกจากนี้แบรนด์ต้องหาแนวร่วมทางสังคม โดยการหมั่นคืนหรือสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมอย่างเช่นการทำ CSR หรือแม้แต่การสร้างสินค้าไม่ให้ทิ้งภาระให้กับสังคม เช่น การออกแบบ packaging ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งต้องคำนึงถึงแนวร่วมที่สำคัญและถือเป็นแนวร่วมที่นอกจากจะช่วยให้แบรนด์พัฒนาแล้วยังมีส่วนช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ นั่นคือ บุคลากรในองค์กร บุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้ช่วยสานพันธกิจขององค์กรและแบรนด์ให้เป็นไปตามที่วางแผนไว้ และยังถือเป็นกระบอกเสียงให้กับแบรนด์อีกด้วย ดังนั้นแบรนด์จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับบุคลากรในองค์กร โดยการสนับสนุนเรื่องการเสริมสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับพวกเขา รวมถึงรับฟังแนวความคิดจากหลายๆ ภาคส่วนขององค์กรเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนแบรนด์ไปยังเป้าประสงค์ที่แบรนด์วางไว้

5. Reactive Social Monitoring : หลุดโฟกัส ไม่มีมาตรวัดอุณหภูมิสังคม​ 

การที่แบรนด์ไม่ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังและจับตาข้อมูลต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแบรนด์ ทั้งในส่วนของการจับตาดู กระแส สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม หรือการเฝ้าดูกระแสคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางลบ มักจะถูกแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วในสังคมออนไลน์ จึงเป็นการยากสำหรับแบรนด์ที่จะบริหารจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักการตลาดส่วนใหญ่ในปัจจุบันคือ นักการตลาดมุ่งเน้นและให้ความสำคัญเฉพาะการส่งออกข้อมูล หรือการพูดกับผู้บริโภคในสิ่งที่แบรนด์อยากบอก แต่หากขาดการจับตาเฝ้าระวังความคิดเห็นจากผู้บริโภค ทำให้แบรนด์ขาดการเตรียมพร้อมและรับมือกับเรื่องเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับแบรนด์อย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะหัวใจสำคัญของการบริหารและจัดการแบรนด์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกออนไลน์คือ “ความเร็ว และความพร้อม” ของการจัดการ ดังนั้นสิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ ตามติดและจัดทีมงานโดยเฉพาะ เพื่อเฝ้าระวังกระแสต่างๆ อย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นกระแสสังคมที่นำมาซึ่งโอกาสที่ดีให้กับแบรนด์ หรือการเข้าใจถึงความเห็น และความต้องการของผู้บริโภคในยามที่เกิดภาวะวิกฤตกับแบรนด์ เพื่อที่แบรนด์จะสามารถหาทางป้องกัน และปรับตัวให้เท่าทันกับกระแสสังคมที่เกิดขึ้น และกลายเป็นแบรนด์ที่อยู่รอดท่ามกลางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

6. Unorthodox VS. Shock Culture : โดดเด่น โด่งดังแต่พลาดพลั้งกาละเทศะ

คือ การที่แบรนด์ “พยายาม” สร้างความแตกต่างให้กับตัวเอง เพื่อให้เป็นที่รู้จักและฉีกออกไปจากวัฒนธรรมความเป็นอยู่พื้นฐาน หรือออกไปจากขอบเขตของตลาดที่แบรนด์กำลังยืนอยู่ โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมว่า พละกำลังของแบรนด์จะทำให้แบรนด์สามารถเคลื่อนที่ไปได้มากน้อยแค่ไหน โดยหลุมพรางนี้เกิดจากการที่นักการตลาดพยายามจะยัดเยียดความแตกต่างลงไปในแบรนด์ ทั้งที่ความเป็นจริง คือ สินค้าและบริการของแบรนด์นั้น ไม่ได้มีจุดเด่นที่จะแข่งขันกับแบรนด์อื่นในตลาดได้ รวมถึงการที่แบรนด์ถูกโจมตีในสมรภูมิแข่งขันจากคู่แข่ง ทำให้เกิดความหวั่นไหวในจุดยืนหรือตัวตนของแบรนด์ แล้วพยายามเดินตามเกมส์ หรือเพิ่มองค์ประกอบบางอย่างลงไปให้เหนือชัยกว่าในช่วงเวลานั้น แต่การตัดสินใจนั้นไม่ได้ทำให้แบรนด์เกิดความมั่นคงในระยะยาวเลย ดังนั้นการที่แบรนด์จะสร้างความแตกต่างให้มั่นคงในระยะยาวได้ สิ่งแรกคือ นักการตลาดจะต้องเชื่อมั่นในจุดยืนและตัวตนของแบรนด์ตัวเองก่อน แล้วค่อยสร้างความแตกต่างผ่าน “สินค้าและบริการ” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างแบรนด์ให้สำเร็จ เมื่อพื้นฐานของแบรนด์แข็งแรงดีแล้ว กลยุทธ์การตลาดและวิธีการสื่อสารจะช่วยเข้ามาส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์มีพลังและโดดเด่นจากการแข่งขันในตลาดได้เอง

จากหลุมพรางทั้ง 6 ที่กล่าวมานั้น จะเห็นได้ว่าหากแบรนด์รู้จักก้าวทันสถานการณ์ สร้างคุณค่า มีการวางแผนอย่างต่อเนื่อง นำผู้บริโภคมาเป็นตัวแปรในแนวความคิด ดำเนินตามกรอบกลยุทธ์ที่ชัดเจน อีกทั้งมีทีมงานภายในที่แข็งแรง แบรนด์ก็จะอยู่รอดปลอดภัย ไม่เพลี่ยงพล้ำหกคะเมนตีลังกาอยู่ในกับดักหลุมพรางเหล่านี้ แต่กลับจะสามารถประสบความสำเร็จในสนามการแข่งขันอันดุเดือดได้

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn