6 ปีผ่านไป กับการสร้าง Social Impact ของ Grab ไปถึงไหนกันแล้ว

Jul 10, 2019 P.Narata

เผลอแป๊บเดียว “แกร็บ” (Grab) ผู้ให้บริการ On Demand ผ่านแอพพลิเคชั่น ก็ทำตลาดในประเทศไทยมาครบ 6 ปี เป็นที่เรียบร้อย ได้รับการตอบรับที่ดีจากชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ด้วยยอดการเรียกใช้บริการการโดยรวมทั้งเรื่องการเดินทาง สั่งอาหาร และส่งของที่มีมากกว่า 320 ล้านครั้ง เชื่อมต่อผู้บริโภคใน 16 จังหวัด 18 เมือง

วันนี้ Grab ประเทศไทย ครบรอบ 6 ปี กับความสำเร็จแบบก้าวกระโดด ก็ยิ่งตอกย้ำให้ Grab กลายเป็นผู้นำแพลตฟอร์ม Online to Offline (O2O) ในประเทศไทยที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และแผนงานของ Grab ในปีนี้ จะยังคงเดินหน้าชูกลยุทธ์ในการขยายฐานลูกค้า และสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร ด้วยการสร้างเครือข่ายพันธมิตรจากหลายวงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์ม O2O เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างทุกวัน และทุกกลุ่ม

ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

บทบาทสำคัญอีกประการของ Grab คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ขับขี่จำนวนหลายแสนคน ด้วยการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่จำนวนหลายแสนคนสามารถสร้างรายได้ที่มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ จึงสามารถยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เนื่องมาจากความนิยมในธุรกิจเรียกรถ บริการส่งอาหาร และพัสดุ แบบออนดีมานด์ผ่านแอพพลิเคชั่น

รวมถึงพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร ที่เป็นสตรีทฟู้ด และร้านอาหารที่มีสาขาเป็นจำนวนมากต่างมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการเพิ่มช่องทางการขายแบบดิจิทัลผ่าน Grab Food

 

 

ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน Grab กลายเป็น Super App สำหรับทุกความต้องการในทุกวันของคนไทยทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสาร พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ ผู้บริโภค พาร์ทเนอร์ส่งของ และพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร นับตั้งแต่ตื่นนอน ผู้บริโภคสามารถจอง Grab Car เพื่อเดินทางไปทำงาน ใช้ Grab Food สั่งอาหารเมนูโปรดสำหรับมื้อกลางวันในที่ทำงาน และส่งของขวัญไปยังคนที่รักด้วย Grab Express

“Grab ต้องการที่จะเติบโตทางธุรกิจโดยเอื้อประโยชน์กับทุกๆ คนในประเทศไทย ตอนที่เราเริ่มธุรกิจเรียกรถผ่านแอพในปี 2556 เราต้องการที่จะแก้ปัญหาพื้นฐานในการเชื่อมต่อการเดินทางของลูกค้าชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย จึงนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริโภคชาวไทยใช้ Grab ในการเป็น Super App เพื่อความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันมากขึ้น”

Grab ยังคงมุ่งมั่นในการคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาบริการใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อตอบรับกับวิสัยทัศน์ ประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งเน้นการขยาย Ecosystem ของการบริการต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตในทุกๆ วันของผู้บริโภคมากขึ้น

โดยช่วงไตรมาส 3 เตรียมแผนจะเปิดให้บริการการชำระเงิน Grab Pay Power by KBank Mobile Wallet ด้วยการร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยให้บริการการชำระเงิน ที่สามารถจ่ายได้ทั้งที่เป็นบริการของ Grab รวมถึงบริการอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน 

6 ความสำเร็จของ Grab

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา Grab มีส่วนร่วมในการเติบโตทางสังคม และเศรษฐกิจไทย ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรในประเทศไทย โดย 6 ความสำเร็จ ที่มีส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทย ประกอบด้วย

ภูมิใจในความเป็นไทย เพราะ Grab เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย มีนักลงทุน พนักงาน และพันธมิตรทางธุรกิจเป็นชาวไทย Grab มุ่งมั่นที่จะลงทุนเพื่อสร้างให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตตามกลยุทธ์ไทยแลนด์ 4.0 และมอบโอกาสในการสร้างรายได้ยุคดิจิทัลที่เท่าเทียมกัน อีกทั้งยังสนับสนุนพาร์ทเนอร์ร้านอาหารในการสร้างธุรกิจให้เติบโตขึ้นด้วยการเพิ่มช่องทางขายดิจิทัล และยังทำให้พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ส่งอาหาร และส่งของให้มีรายได้ที่ดีขึ้นเช่นกัน

Grab ยังร่วมมือกับหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคมและสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อแก้ปัญหารถติด หรือมลภาวะขั้นพื้นฐาน 

สนับสนุนการท่องเที่ยว เพราะ 1 ใน 3 ของผู้โดยสาร เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งในปี 2560 - 2562 Grab ได้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากกว่า 5 ล้านคน จากประเทศจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย และ Grab ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้สะดวกและปลอดภัยขึ้น ด้วยฟีเจอร์ Grab Chat ที่ช่วยแปลบทสนทนาเป็นภาษาต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคยเป็นภาษาไทยได้โดยอัตโนมัติ

Grab ยังร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการวิเคราะห์ข้อมูล Big Data เพื่อนำมาตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้น

ตัวเลขแห่งความสำเร็จ ในช่วงระยะเวลา 6 ปี ที่ผ่านมา Grab สามารถสร้างสถิติได้ในหลายๆ เรื่อง อาทิ จำนวนระยะทางรวมที่ Grab ได้ให้บริการผู้โดยสารสูงถึง 1,200,000 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่สามารถเดินทางจากเหนือจรดใต้ของประเทศไทยได้ถึง 700,000 เที่ยว โดยลูกค้าที่ใช้บริการมากที่สุดมีสถิติใช้บริการของ Grab ถึง 7,000 เที่ยว มีการสั่งอาหารกว่า 670 ออร์เดอร์ และส่งพัสดุไปแล้ว 2,500 ชิ้น

เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ ให้กับพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่จำนวนหลายแสนคน ให้มีรายได้มากขึ้นจากการทำงานร่วมกับ Grab สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัลที่สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยให้พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ และครอบครัวมีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้น และมีโอกาสต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

ช่วยให้พาร์ทเนอร์ร้านค้าเติบโต รวมถึงพัฒนาระบบการดำเนินธุรกิจ โดยพาร์ทเนอร์ร้านค้าของ Grab Food ทั้งที่เป็นร้านอาหารชื่อดัง และร้านริมทาง ต่างมีรายได้เพิ่มขึ้น มีระบบการดำเนินงานดีขึ้นเมื่อร่วมงานกับ Grab Food โดยเฉพาะในช่วง แกร็บ ฟู้ด เมกา เซล เฟสติวัลที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม - 2 มิถุนายนที่ผ่านมา พาร์ทเนอร์ร้านค้าสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 4 เท่า และมีพาร์ทเนอร์ร้านค้ารายหนึ่งที่ทำรายได้เพิ่มขึ้นถึง 50 เท่า

 

Grab ยังได้จับมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมการขายออนไลน์ รวมถึงขยายฐานลูกค้าให้กับร้านอาหาร Thai SELECT ผ่านทาง Grab Food อีกด้วย

สนับสนุนสังคม ผ่านกิจกรรมซีเอสอาร์หลายรูปแบบ เช่น โครงการ “แกร็บ รันนิ่ง วิ่งตัวเบา” เพื่อบริจาคสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ รวม 400,000 บาท โครงการ “Grab Food for Good ทุกจานคือการให้” โดยมอบเงิน 960,000 บาท เพื่อสมทบทุนค่าอาหารกลางวันแก่เด็กหลายพันคน รวมถึงโครงการ “Grab the Future” เพื่อมอบทุนการศึกษาประจำปีจำนวนรวม 3 ล้านบาท ให้แก่บุตรของพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่จำนวน 600 คน

ตอกย้ำความเป็น Everyday App

ธรินทร์ กล่าวเสริมว่า นโยบายของ Grab หลังจากนี้ จะทำตลาดในเชิงรุกมากขึ้น และยังคงเดินหน้าพัฒนาบริการ ในการสร้างการเติบโตให้กับ Ecosystem เพื่อเติมเต็มความเป็น Super App ได้อย่างเต็มรูปแบบ และเพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภค และพาร์ทเนอร์ให้ได้มากขึ้น เช่น การเปิดให้บริการระบบการชำระเงินร่วมกับธนาคารกสิกรไทย ที่สามารถจ่ายได้ทั้งบริการของ Grab รวมถึงบริการอื่นๆ

“ปีที่ผ่านมาเราเปิดให้บริการ Grab Food ได้รับการตอบรับดีมาก หลังจากนี้ Grab Food จะยังเป็นตัวหลักในธุรกิจเพราะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมียอดใช้บริการสั่งอาหาร 3 ล้านออร์เดอร์ แต่ปีนี้ผ่านไปเพียงครึ่งปีมียอดใช้บริการ 4 ล้านออร์เดอร์ เร็วกว่าเดิมค่อนข้างมาก ปีนี้จึงมองที่ 20 ล้านออร์เดอร์ และมั่นใจว่าส่วนแบ่งการตลาดของ Grab Food เป็นเบอร์ 1 มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาด”

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายการลงทุน และบริการต่างๆ เพื่อนำประสบการณ์ Online to Offline (O2O) ไปยังผู้บริโภคในเมือง และจังหวัดอื่นๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางแบบออนดีมานด์ การสั่งอาหาร การส่งของ และการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด (Cashless) รวมถึงการสนับสนุนการท่องเที่ยวในเมืองรอง และจังหวัดอื่นๆ ด้วยบริการการเดินทางที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้ จะช่วยตอกย้ำให้ภาพของความเป็น Everyday App ของ Grab ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.