3,731
VIEWS

เครือข่าย YSF มุ่งสร้างเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง เชื่อมโยงชุมชน พัฒนาเป็นวิสาหกิจฯ ก้าวสู่เจ้าของธุรกิจ

Jul 16, 2019 -None-

การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer (YSF)  ของกรมส่งเสริมการเกษตร ถือได้ว่าบรรลุตามเป้าหมายอีกก้าวหนึ่ง โดยปี 2562 มีตัวอย่าง YSF ที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรที่ สามารถพัฒนาเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น จนสามารถสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชน เชื่อมโยงเป็นวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในท้องถิ่นของตนเองจนมีความเข้มแข็ง มีแนวคิดรู้จักต่อยอดพัฒนาสินค้าของตนเองให้เป็นที่ต้องการของตลาด และก้าวไปเป็นผู้ประกอบการการเกษตรรุ่นใหม่ที่มีอนาคตไกล

นายโกสินธุ์ สุวรรณภักดี  “มอส” ถือเป็นผู้ผ่านเกณฑ์ได้เป็น YSF คนหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาส่งเสริมความรู้ด้านต่างๆ จากกรมส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานภาคีภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เมื่อปี 2559 ตอนที่อายุ 34 ปี ต่อมาระยะ 3 ปีหลังจากนั้น มอส ได้เติบโตบนเส้นทางอาชีพการเกษตรเป็นลำดับ จากเกษตรกรทำนาข้าวและปลูกกล้วยเสริมตามร่องสวนคันนาขายปัจจุบันก้าวสู่การเป็น ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวบ้านหนองโน ตำบลวังยาว อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม  ในวัยเพียงแค่ 37 ปี

มอส ได้เปิดเผยชีวิตของเขาว่า เดิมมีที่ดินทำนาอยู่ 16 ไร่ แต่เป็นการจ้างคนอื่นทำนาแทน โดยทั้งครอบครัวได้ยึดอาชีพเปิดโรงงานอุตสาหกรรมผลิตถุงเท้าขาย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากถูกสินค้าจากจีนตีตลาด ทำให้แข่งขันไม่ไหวจึงต้องเลิกกิจการไป ด้วยความรู้สึกท้อแท้ จึงมานั่งที่พักในผืนนาตัวเอง แล้วเกิดจุดประกายให้คิดสู้ เพราะมีที่ดินเป็นของตนเองอยู่แล้วน่าจะคิดทำอะไรจากบนพื้นที่ของตนเอง  จึงเริ่มต้นจากค่อยๆ เรียนรู้วิธีการปลูกพืชจากกูเกิลและยูทูปแล้วจึงเริ่มด้วยการปลูกปอเทือง ฟักทอง ทำนาเอง รวมทั้งเผาถ่านขาย

ก้าวแรกหลังจากที่ มอส ได้สัมผัสและเรียนรู้จากการเป็น YSF คือ ได้เครือข่ายจากเพื่อนสมาชิก YSF ก็เริ่มต้นฝึกฝนการทำนาและดำนาปลูกข้าวด้วยตนเองอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกข 6 โดยศึกษาผ่านการเรียนรู้จากกลุ่มเกษตรกรต้นแบบในการปลูกข้าวของเพื่อนสมาชิก แล้วจึงก่อตั้งของตนเองขึ้นเพื่อทำกิจกรรมสร้างเครือข่ายเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน มีพัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็จัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกข้าวบ้านหนองโน จ.มหาสารคาม”ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่กรมการข้าว ต้องการให้เกษตรกรหันมาปรับเปลี่ยนแปลงนา เป็นทำนาข้าวอินทรีย์ จึงเกิดความคิดรวมตัวกับเพื่อนเกษตรกรในพื้นที่ด้วยกันทำนาข้าวอินทรีย์ ซึ่งเริ่มแรก รวมตัวกันได้เพียง 7-8 คนเท่านั้น

ผลงานล่าสุดของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกข้าวบ้านหนองโน คือสามารถพัฒนาข้าวที่ปลูกนั้นจนสำเร็จได้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์  เป็น ออร์แกนิคไทยแลนด์เรียบร้อยแล้วหลังจากเครือข่ายสมาชิกในกลุ่มได้มุ่งมั่นทุ่มเททำตามระเบียบข้อกำหนดของมาตรฐานอย่างเคร่งครัดจนสำเร็จ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สามารถขยายพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเขายังได้ไปร่วมหารือกับผู้ใหญ่บ้านเพื่อชักชวนให้เพื่อนๆ เกษตรกรในพื้นที่มารวมกลุ่มกันทำนาอินทรีย์ให้เพิ่มขึ้นอีก จนได้สมาชิกเพิ่มมาเป็น 13 คน โดยหลังจากนั้น เกษตรกรอีกหลายรายก็เล็งเห็นถึงทิศทางที่ดีของการทำนาอินทรีย์ ต่างก็สนใจเข้าร่วมกลุ่มทำข้าวอินทรีย์กันมากขึ้น จนปัจจุบันมีสมาชิกในกลุ่มเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 30 คน รวมพื้นที่ทำนาข้าวเกษตรอินทรีย์ประมาณ 500 ไร่แล้ว

อีกทั้งยังได้เชื่อมโยงกับเครือข่ายสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ทำผลิตภัณฑ์จากกล้วยตาก ขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มด้วย  เริ่มต้นจากการใช้ผลผลิตกล้วยที่เกิดขึ้นในชุมชน สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 150 กิโล  พร้อมกับพัฒนาโรงกล้วยตากแบบทั่วไปให้เป็นโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 12 ตารางเมตรใช้เองภายในชุมชน โดยได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐที่มาสนับสนุนกลุ่มเครือข่าย YSF มอสเล่าอีกว่า เขาพยายามคิดค้น พัฒนา เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่ไปออกร้านจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ต่างๆ ตามหน่วยงานราชการ งานแสดงสินค้าของทางราชการ งานแสดงสินค้าเคลื่อนที่ของจังหวัด และที่อื่นๆ ในแต่ละครั้ง จะมีการอัพเดทความรู้ใหม่ที่จะนำมาพัฒนาต่อยอดสินค้าของตนเองเพิ่มขึ้น พร้อมกับได้สร้างเรื่องราวเล่าความเป็นมาของการทำกล้วยตากที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ภายในชุมชนของตนเอง  มีการพัฒนาและเพิ่มสินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ  

จนมาเป็นกล้วยตากใส่กล่องสวยงามออกขาย  กล้วยตากอบน้ำผึ้งชุบแป้งทอดกรอบ  กล้วยกวน  กล้วยตากเสียบตอกที่เกิดจากการคิดค้นพัฒนาเชื่อมโยงนำวัตถุดิบไม้ไผ่ซึ่งมีอยู่มากในพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกล้วยตาก จากเดิมขาย 35 บาทต่อกล้วยตาก 8 ลูก เป็นการขายกล้วยตากเสียบตอก ลูกละ  10 บาท ต่อเนื่องด้วยการพัฒนารูปแบบสินค้าเป็นแบบสูตรโรยงา และแบบอบธรรมดา  ใส่ซองซีลสูญญากาศอย่างดีล่าสุดได้พัฒนาเป็น กล้วยทอดกรอบแก้ว ที่มีความพิเศษตรงที่ต้องใช้กล้วยไข่พันธุ์พระตะบองมาผลิตเท่านั้น และใช้กรรมวิธีทำที่เป็นสูตรพิเศษโดยเฉพาะ ให้รสชาดที่หอม กรอบ แต่ให้ความละมุนนุ่มในปากเมื่อได้รับประทาน แตกต่างจากกล้วยทอดกรอบทั่วไป เมื่อรับประทานจะให้ความรู้สึกเหมือนกล้วยบาดปาก ทั้งยังพัฒนาต่อยอดเพิ่มเป็น 5 รสชาติ มีทั้งรสหวาน เค็ม ดั้งเดิม ปาปิก้า และรสบาบิคิว เพื่อให้เหมาะกับความชื่นชอบของลูกค้าในแต่ละช่วงวัย ที่นับเป็นการคิดค้นต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ของมอสเองที่มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างเครือข่าย สร้างอาชีพ และเกิดรายได้เพิ่มขึ้นภายในชุมชน ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองเนื่องจากใช้ผลผลิตกล้วยที่เพาะปลูกกันในชุมชนอีกด้วย

 “นอกจากนี้ เรายังมีเป้าหมายจะพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตรแปรรูปกล้วยส่งออกไปต่างประเทศอีกด้วย โดยขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนขอเครื่องหมาย อย. จากองค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ให้กับผลิตภัณฑ์กล้วยตากของเราอยู่ รวมถึงพัฒนาให้ก้าวเข้าสู่ระบบมาตรฐานต่างๆ ที่รัฐกำหนด รวมถึงมาตรฐานที่ต่างประเทศยอมรับ ทั้ง GAP / GMP   รวมทั้งพัฒนาไปสู่การสร้างโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐานรองรับด้วย ซึ่งโรงตากกล้วยของเรากำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยด้านอบแห้งและแปรรูปโดยใช้ระบบโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเป็นตัวควบคุมความชื้น โดยร่วมพัฒนาและวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จ.ขอนแก่นอีกด้วย”

เช่นเดียวกับ นางสาวมินตรา แซ่ภู  เกษตรกรผู้ปลูกว่านหางจระเข้ จ. ประจวบคีรีขันธ์ วัย 31 ปีผ่านการประเมินเป็น  YSF ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 เมื่อปี 2561 ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีการพัฒนาการปลูกว่านหางจระเข้ในถิ่นฐานของตนเอง จนกลายเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อความงามในด้านต่างๆ ที่สร้างเครือข่ายในกลุ่มเพื่อนสมาชิกเกษตรของอำเภอกุยบุรีจนเติบโต พัฒนา เชื่อมโยงคนในชุมชนจนกลายเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน Aloe Vera ไร่แม่มะลิ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์” โดยมีเป้าหมายพัฒนาการผลิตของชุมชนสู่มาตรฐานการผลิตเพื่อการส่งออกในระยะต่อไป

“การจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดังกล่าว นับเป็นการพลิกชีวิตการทำอาชีพปลูกว่านหางจระเข้ จากที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว คือปลูกเพียงว่านหางจระเข้เพียงอย่างเดียว บนพื้นที่ทั้งหมด 16 ไร่ ทำให้ต้องอาศัยแรงงานในการปลูกและเก็บเกี่ยวเป็นจำนวนมาก เหลือผลตอบแทนที่เป็นกำไรน้อยกว่าที่คาดหวังไว้มาก จนกระทั่งได้รับคำแนะนำให้รวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน  จากนักวิชาการท่านหนึ่งที่กำลังทำงานวิจัยด้านพืชเศรษฐกิจ จนในที่สุดได้รวมกลุ่มทำเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากว่านหางจระเข้ ภายใต้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนนั้น  ซึ่งเริ่มต้นจากสนใจเพียงแค่ทำสบู่ก้อน สำหรับมาใช้กันในบ้านเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเท่านั้นเอง ก่อนที่จะได้มาสมัครเป็น YSF”

มินตรา บอกว่า หลังจากเป็น YSF แล้วได้เครือข่ายเพื่อนมาก และยังได้ขยายตลาดในกลุ่มเพื่อน YSF ด้วยกันอีกด้วย ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการพัฒนาการปลูกพืชจากเชิงเดี่ยว ปรับเปลี่ยนมาเป็นผสมผสาน โดยปลูกมะพร้าวซึ่งเป็นพืชที่ให้ผลผลิตระยะยาวในระยะ 4-5 ปี ปลูกกล้วยเพื่อเป็นแนวป้องกันลม ปลูกไม้ใหญ่ยืนต้น จำพวกไม้พยูง ไม้สัก ไม้ยางนา ซึ่งเปรียบเสมือนเงินเก็บในระยะยาว ในขณะที่พื้นที่ด้านล่างจะปลูกว่านหางจระเข้  แซมไว้ระหว่างต้น เรียกว่าใช้พื้นที่คุ้มค่าทุกตารางนิ้ว จนเต็มพื้นที่ในขณะที่ มินตราได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนฯ ขึ้นมาก่อนหน้าจะมาเป็น YSF ก็ได้ชักชวนคนใกล้ชิด พี่น้อง คนในครอบครัว มาเริ่มต้นทำกันก่อน  จนชาวบ้านคนอื่นๆ เห็นผลงานและให้ความสนใจ โดยเริ่มเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านที่ไม่มีอาชีพทำกิน ได้มีอาชีพในยามว่างงาน  หัดทำเพื่อนำกลับไปใช้เองที่บ้านจนขยายตัวมาสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากว่านหางจระเข้ 3 ชนิด เป็น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้บำรุงผิวกาย 2 ชนิด เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า 1 ชนิด  ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ กลายเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มีแบรนด์เป็นของตนเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า  “สยามมินตรา” สร้างความภาคภูมิใจให้กับสมาชิกด้วยกัน จนปัจจุบันเพิ่มผลิตภัณฑ์เป็น 7 ชนิด ทั้ง สบู่ แชมพู ครีมนวด  และกำลังพัฒนาสินค้าใหม่เป็น สปาผิวจากว่านหางจระเข้ และโฟมล้างหน้า ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งการพัฒนายังอยู่ในขั้นทดลอง

มินตรา ยังได้ทำการเชื่อมโยงอาชีพการเกษตรในเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้เติบโตมากขึ้น ปัจจุบันมีเกษตรกรในชุมชนเข้าร่วมกลุ่มแล้ว 16 ราย สามารถ แบ่งงานในวิสาหกิจชุมชนกันไปทำตามความถนัดของแต่ละคน สามารถมาทำงานได้ในช่วงที่ตนเองว่างจากการทำการเกษตรในพื้นที่ของตนเอง และยังสามารถนำผลผลิตมาขายให้กับวิสาหกิจชุมชนได้อีกด้วย สืบเนื่องจากกลุ่มสมาชิกเกษตรกรหลายๆ คน มีความถนัดไม่เหมือนกัน สมาชิกบางคนไม่สะดวกมาทำงานในช่วงเช้า แต่ว่างช่วงบ่าย จึงเกิดแนวคิดนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเป็น YSF มาใช้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาจากการทำอาชีพเกษตรแบบเดิมๆ มาทำแบบใหม่โดยให้สมาชิกในกลุ่มทำงานตามความถนัด และให้เหมาะสมสะดวกกับเวลาของสมาชิกแต่ละคน แม้ว่าจะมีฝนตก ก็ยังสามารถทำงานได้ ซึ่งสมาชิกเองก็มีความสนใจมากจึงเกิดเป็นอาชีพทำทองม้วนและมะพร้าวแก้วขึ้นมาอีกอาชีพหนึ่ง ประกอบกับมะพร้าวที่ปลูกไว้ในสวนเริ่มให้ผลผลิตแล้ว และสามารถบริหารจัดการกับผลผลิตมะพร้าวได้ตามระยะเวลาที่เหมาะสม ขณะนี้กำลังสร้างที่เรียนรู้และให้มาทำงานร่วมกันอยู่

มินตรา กล่าวอีกว่า อยากทำให้คนในชุมชนสนใจอาชีพใหม่ๆ แล้วเห็นว่า อาชีพเหล่านั้นสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้  อย่างน้อยก็ทำให้กลุ่มเพื่อนเกษตรกรและเครือข่ายเกิดการพัฒนา จนมีอาชีพที่ยั่งยืนและเข้มแข็งต่อไปได้ ดังนั้น จึงต้องมีการพัฒนาอาชีพในชุมชนอย่างต่อเนื่องให้ก้าวหน้าขึ้นอีก  โดยสามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้ก้าวไปสู่ตลาดที่กว้างขวางขึ้นได้ รวมถึงมองไปถึงการส่งออกในระยะยาวอีกด้วย มินตราบอกว่า ก้าวต่อไปในอนาคต คือ ทำการเกษตรแปรรูปเพื่อการส่งออก แม้ว่าขณะนี้มีหลายองค์ประกอบที่ก้าวหน้าไปได้ดี แต่ยังมีอีกหลายองค์ประกอบที่ต้องจัดทำเพื่อให้ได้มาตรฐานสากลสำหรับการส่งออก โดยกำลังวางแผนแบบก้าวไปทีละขั้นขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างสร้างโรงผลิตให้ได้มาตรฐานตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และเตรียมพัฒนาทำระบบต่างๆ ให้ได้มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เนื่องจากมาตรฐานเหล่านี้มีผลต่อการขยายตลาดให้กว้างขวางขึ้น ทั้งนี้ ตนเองจะทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้เป็นองค์ความรู้ตัวอย่างที่พร้อมถ่ายทอดให้กับสมาชิกในชุมชนที่เมื่อนำไปทำตามแล้วประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมเห็นผลได้จริง และสร้างให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาคนในชุมชนให้ทำสิ่งใหม่ๆ

นางสาวพิชญา เพ็ชร์พูล  เป็น YSF ปี 2562 ของจังหวัดสิงห์บุรี   เป็นอีกคนหนึ่งที่นำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตร มาพัฒนาต่อยอดสินค้าการเกษตรของตนเอง จากเดิมที่เป็นการผลิตและขายข้าวสารหอมมะลิที่ไม่ได้มีบรรจุภัณฑ์ ขายแบบกันเอง มาพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่เป็นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มตนเอง ภายใต้แบรนด์ “ข้าวหอมแม่ลา”  ทำให้ข้าวมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และยังสามารถนำไปขายในตลาดออนไลน์ได้ด้วย ช่วยเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับกลุ่มเกษตรที่ตนเองดูแลอยู่ได้อีกทางหนึ่ง ในนามของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ผลิตข้าวอินทรีย์แม่ลา ต.ทับยา จ.สิงห์บุรี

 พิชญา บอกว่า ข้าวในกลุ่มที่ปลูกและผลิตออกจำหน่ายนี้ จะเป็นข้าวอินทรีย์ ที่ได้รับมาตรฐาน GAP ทุกแปลง มีสมาชิกในกลุ่มจำนวน 3 รายที่ได้รับรองมาตรฐานออร์กานิคไทยแลนด์เรียบร้อยแล้ว และยังมีสมาชิกอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ระหว่างการพัฒนาคุณภาพข้าวให้ได้ตามมาตรฐานออร์แกนิคไทยแลนด์ด้วย ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้สามารถเชื่อมโยงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่เข้ามาเป็นสมาชิกรวมกันประมาณ 38 ราย และยังขยายเป็นการทำนาอินทรีย์แปลงใหญ่อีกด้วย โดยมีพื้นที่ทำนารวมกันได้ประมาณ 700 ไร่แล้วในขณะนี้

“การรวมกลุ่มเครือข่ายของกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวของเรา  เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันเพื่อสู้ภัยแล้ง นอกจากที่เจอวิกฤตภัยแล้ง ยังมีปัญหาเรื่องปลาในลำน้ำแม่ลาใกล้จะสูญพันธุ์ เพราะน้ำปนเปื้อนสารเคมีจากนาข้าวไหลลงสู่ลำน้ำแม่ลา ทำให้เกิดโครงการแม่ลาโมเดล โดยเชิญชวนเกษตรกรที่อยู่ 2 ฝั่งลำน้ำแม่ลาปลูกข้าวแบบปลอดภัยเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลา และร่วมกันคิดหาวิธีทำทำนาโดยไม่ต้องใช้น้ำมาก  จึงเริ่มจากการปลูกข้าวหอมมะลิ ที่สามารถปลูกแบบใช้น้ำน้อยได้ และยังเป็นข้าวที่มีคุณภาพ ในช่วงแรกๆ รวมกลุ่มกันอยู่แค่ประมาณ 10 ราย ต่อมาได้พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นข้าวอินทรียที่ได้คุณภาพมาตรฐานการผลิตในด้านต่างๆ ซึ่งที่เห็นอยู่ในปัจจุบันทำต่อเนื่องมาปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว”

สำหรับการเชื่อมโยงสมาชิกในวิสาหกิจชุมชนและการสร้างเครือข่ายกับชุมชน พิชญา บอกว่า จะเน้นสร้างคุณภาพข้าวอินทรีย์และสร้างกลุ่มเครือข่ายให้เข้มแข็ง โดยจะมีการประชุมหารือกันในกลุ่มทุกเดือน เพื่อหาแนวทางการพัฒนาว่าควรพัฒนากันต่อไปอย่างไร และฟังความคิดเห็นของกลุ่มว่ามีสิ่งที่สมาชิกในกลุ่มต้องการอะไรบ้าง เพื่อให้การทำนาข้าวตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มในทุกขั้นตอนการผลิตเป็นไปตามข้อกำหนด การเข้าร่วมกลุ่มจึงเป็นการสมัครและคัดเลือกเข้าร่วมกลุ่มกัน เมื่อผลผลิตข้าวได้ตามมาตรฐานที่ต้องการ ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนก็จะรับซื้อ โดยให้ราคารับซื้อข้าว GAP แพงกว่าราคาตลาดทั่วไปตันละ 500  บาท และตันละ 1,000 บาท สำหรับข้าวตามมาตรฐาน Organic Thailand ในด้านการพัฒนาสินค้าต่อไปนั้น จะทำการแปรรูปสินค้ามาเป็นขนมข้าวตู และเครื่องดื่มน้ำข้าวกล้องงอก เป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชนออกจำหน่าย  ซึ่งขณะนี้ได้ทดลองวางตลาดจำหน่ายบ้างแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาแพคเกจจิ้ง และจะพัฒนาแพคเกจจิ้งข้าวหอมพันธุ์ปิ่นเกษตร ซึ่งมีคุณสมบัติเด่น คือระดับน้ำตาลต่ำเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน หุงขึ้นหม้อ และสามารถปลูกได้ 2 ฤดูกาลผลิต ซึ่งมีตลาดรองรับแล้ว เป็นกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาล นอกจากนี้กำลังทดลองพัฒนาแปรรูปข้าวไรซ์เบอร์รี่เป็นแป้งข้าว สำหรับทำขนมต่างๆ เช่น คุกกี้ อีกด้วย

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn