มอนเดลีซฯ เดินหน้านโยบายรับผิดชอบต่อสังคม ยกระดับการโภชนาการเพื่อผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

Jul 04, 2019 -None-

มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายขนมและของว่างแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อาทิ ลูกอมฮอลล์ หมากฝรั่งเดนทีน คุ้กกี้โอรีโอ แคร็กเกอร์ริทส์ ได้เผยแพร่รายงานนโยบายด้านความรับผิดชอบสังคมประจำปี 2561 (Impact Report 2018) ซึ่งได้รายงานเป้าหมายด้านนโยบายเพื่อสังคม รวมทั้งความคืบหน้าในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน อันเป็นพันธกิจหลักของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นส่งเสริมการบริโภคของว่างอย่างเหมาะสมพร้อมทั้งดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ผู้บริโภค และโลกใบนี้ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ในรายงานดังกล่าว ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการเพื่อสังคม 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

1) ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainable Snacking) ที่บริษัทฯ สามารถมีส่วนช่วยในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่มีความใส่ใจตั้งแต่วัตถุดิบ ขั้นตอนการผลิต ไปจนถึงผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ผ่านโครงการต่างๆ ที่ดำเนินอยู่ทั่วโลก โดยมุ่งเป้าลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติในขั้นตอนการปลูก ลดการตัดไม้ ลดการใช้พลังงาน ลดมลภาวะ ลดปริมาณขยะ ฯลฯ ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการวัดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างของความสำเร็จในด้านความยั่งยืน ณ สิ้นปี 2561 ได้แก่

  • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ร้อยละ 10
  • ลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตร้อยละ 22
  • ลดปริมาณขยะได้ร้อยละ 13
  • ลดวัสดุที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ได้กว่า 6 หมื่นตัน 

2) ส่งเสริมการบริโภคของว่างอย่างเหมาะสม (Mindful Snacking) โดยบริษัทมอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล ได้พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจในสุขภาพของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้พัฒนาด้านส่วนผสมและสารอาหารในหลากหลายแบรนด์  ที่วางจำหน่ายทั่วโลก อาทิ ลดไขมันอิ่มตัวลงร้อยละ 1 และลดโซเดียมลงร้อยละ 0.9  และแบรนด์ระดับโลกอย่าง Oreo และ Cadbury Dairy Milk ก็ได้ลดระดับน้ำตาลลงร้อยละ 1 ด้วย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อช่วยผู้บริโภคควบคุมปริมาณการบริโภคต่อหน่วย ให้แต่ละหีบห่อให้พลังงานไม่เกิน 200 แคลอรี ซึ่งบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ก่อนกำหนดถึง 2 ปี

 เดิร์ก แวน เดอ พุท ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า “ในฐานะองค์กรผู้นำด้านขนมและของว่างระดับโลก เรามีส่วนสำคัญในการสร้างคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมที่ดี โดยการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน และการบริโภคที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถวางใจได้ว่าขนมและของว่างของบริษัทฯที่พวกเขาบริโภค ได้มีความพยายามในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อผู้บริโภค และต่อสังคม ผมรู้สึกภูมิใจในความก้าวหน้าที่เราสามารถทำได้เมื่อปี 2561 เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจในด้านสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำตาล ลดเกลือ หรือเพิ่มสารอาหารในผลิตภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับหลักโภชนาการ

สำหรับประเทศไทย ก็ได้มีการดำเนินโครงการที่ส่งเสริมด้านความยั่งยืน เช่นกัน โรงงานผลิตลูกอมและหมากฝรั่งในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ประสบผลสำเร็จในการขับเคลื่อนสู่โรงงานสีเขียวเพื่อลดการใช้พลังงานผ่านโครงการต่างๆ ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว จากกระทรวงอุตสาหกรรม และได้รับรองว่าเป็นโรงงานที่สามารถกำจัดขยะให้เหลือศูนย์โดยใช้ประโยชน์จากของเสียได้ทั้งหมด (Zero Waste to Landfill Certificate)  นอกจากนี้ โรงงานลาดกระบังยังสามารถลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมาก อาทิ

  • ลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 37 ในช่วงปี 2557–2561 ช่วยลดมลพิษจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 14,220 ตันต่อปี ซึ่งมีค่าเท่ากับการปลูกต้นไม้ถึง 1.4 ล้านต้น
  • การเปลี่ยนแหล่งพลังงานผลิตกระแสไฟฟ้า และใช้พลังงานไอน้ำ ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ร้อยละ 74
  • สามารถลดการใช้น้ำได้ถึงร้อยละ 20
  • สามารถลดปริมาณขยะได้ถึงร้อยละ 49 โดยมีการลดวัสดุที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ไปแล้วกว่า 1,639,000 กิโลกรัม

โรงงานอีกแห่งของมอนเดลีซซึ่งผลิตเครื่องดื่มชนิดผงที่จังหวัดขอนแก่น ยังได้เปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) 100% ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2 พันตันต่อปี รวมถึงปัจจุบัน ลดการปล่อยมลพิษไปแล้วถึง 6 พันตัน หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ 6 แสนต้น    

นอกจากนี้ มอนเดลีซ ประเทศไทย ยังได้ร่วมส่งเสริมการบริโภคขนมและของว่างอย่างเหมาะสม ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ อาทิ

  • ออกผลิตภัณฑ์แบบไม่มีน้ำตาล เช่น ลูกอมฮอลล์ เอ็กซ์เอส (Halls XS), เม็ดอมคลอเร็ท มินต์ แท็บ (Clorets Mint Tab) และหมากฝรั่งเดนทีน เวฟ (Dentyne Waves)
  • เพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น แคลเซียม วิตามินดี และอี ในแคร็กเกอร์ริทส์ (Ritz)
  • ปรับเปลี่ยนส่วนผสม โดยยกเลิกการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) ซึ่งก่อให้เกิดไขมันทรานส์ ออกจากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัท ที่จำหน่ายในประเทศไทย

นอกจากการพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์แล้ว บริษัทฯ ยังมีการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อเยาวชนอย่างโครงการโรงเรียนสุขหรรษา (Joy Schools) ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมโภชนาการที่ดีผ่าน 3 แนวคิดหลัก ได้แก่ การเรียนรู้หลักโภชนาการที่ถูกต้อง การรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย และการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ซึ่งได้ดำเนินโครงการมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ในการสนับสนุนโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 10 แห่ง และได้มีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่เยาวชนกว่า 2,200 คน ด้วยงบประมาณกว่า 5 ล้านบาท

ฐานันท์ สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่า “สำหรับในประเทศไทย บริษัทฯ ก็ได้สานต่อนโยบายเพื่อสังคมระดับโลกของ มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล ในการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมต่อสิ่งแวดล้อมและส่วนรวมอย่างยั่งยืน  โดยนอกจาก การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ แล้ว เรายังมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจต่อสุขภาพมากขึ้น นอกจากนี้ เรายังได้ริเริ่มทำกิจกรรมเพื่อสังคม ภายใต้โครงการโรงเรียนสุขหรรษา (Joy Schools) ที่มุ่งเสริมสร้างและให้ความรู้ด้านโภชนาการที่ดีแก่เยาวชน และเรายังคงตั้งใจที่จะสานต่อโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไปในอนาคต

ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล ได้กำหนดเป้าหมายของโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ พร้อมกับร่างแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ที่บริษัทจะต้องบรรลุให้ได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด อาทิ

  • ลดปริมาณวัสดุที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ของสินค้ามอนเดลีซ ให้ได้ 65,000 ตัน ภายในปี 2563 และปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ทั้งหมด 100% ภายในปี 2568
  • ลดปริมาณขยะ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดการใช้น้ำ ภายในปี 2568
  • เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีการควบคุมปริมาณบริโภคต่อหน่วย ให้ได้ร้อยละ 15 ของรายได้ทั้งหมด ภายในปี 2563 และเป็นร้อยละ 20 ภายในปี 2568
  • จัดสรรงบประมาณในการดำเนินโครงการเพื่อสังคมในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เป็นจำนวนเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,600 ล้านบาท)

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.