9,789
VIEWS

Singha Corporation 2019 เติบโตอย่างยั่งยืน

Jul 09, 2019 -None-

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ดีของสิงห์ คอร์เปอเรชั่นจริงๆ  เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอแต่รอยยิ้ม เริ่มจากกลุ่มธุรกิจหลักอย่างเบียร์และกลุ่มนอนแอลกอฮอล์ก็มีตัวเลขการเติบโตที่สวยงาม ส่วนในธุรกิจเกิดใหม่ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอาหาร, ขนม ไปจนถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ก็ล้วนแล้วแต่มีผลประกอบการที่ดีไม่แพ้กัน

ความสำเร็จของสิงห์ คอร์เปอเรชั่นนั้น มาจากวิชั่นของผู้บริหารที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สิงห์ คอร์เปอเรชั่น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าหลักอย่างเบียร์และน้ำดื่ม มีการคิดค้นนวัตกรรมตลอดจนการนำเอาความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ มาใส่ไว้ในสินค้าและบริการเป็นจำนวนมาก

ส่วนกลุ่มสินค้าไหนจะมีไฮไลท์อะไรบ้างนั้น สามารถติดตามได้นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป

น้ำดื่มสิงห์ ชูนวัตกรรม

Smart Micro Filter

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา น้ำดื่มสิงห์เขย่าตลาดน้ำดื่มอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะ Smart Micro Filter เอกลักษณ์เฉพาะของน้ำดื่มสิงห์ขึ้นมา

Smart Micro Filter ถือเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพและความละเอียดสูงที่สามารถกรองและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ แบคทีเรีย สิ่งสกปรก เชื้อโรค และสารเคมีต่างๆ ที่ปะปนมากับน้ำออกไปได้ แต่ยังคงไว้ซึ่งแร่ธาตุตามธรรมชาติจากแหล่งน้ำไว้

หมายความว่า นวัตกรรม Smart Micro Filter สามารถขจัดสิ่งแปลกปลอมที่ปะปนมากับน้ำออกไป แต่ยังสามารถรักษาแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไว้ได้

คุณธิติพร ธรรมาภิมุขกุล  ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาด ธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด อธิบายว่า “น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของร่างกายมนุษย์มากถึง 70% ดังนั้นน้ำดื่มสิงห์ได้พยายามคิดค้นนวัตกรรมการผลิตใหม่ๆ มาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยสิงห์ให้ความสำคัญกับคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างมาก เพราะถือเป็นหัวใจหลักของการผลิตสินค้าให้กับผู้บริโภค ด้วยการระดมทีมฝ่ายสำนักงานมาตรฐานและประกันคุณภาพ สายเทคโนโลยีและพัฒนาผลิตภัณฑ์และทีมวิศวกรรมจำนวนมาก สำหรับวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้เทคโนโลยีการผลิตน้ำดื่มที่ดีและเหมาะกับร่างกาย”

ที่ผ่านมา น้ำดื่มสิงห์เป็นสินค้าที่ได้รับรางวัลมาตรฐานระดับโลกด้านอื่นๆ มาแล้วมากมายไม่ว่าจะเป็นรางวัลคุณภาพ ความสะอาด ได้แก่  GMP, HACCP, ISO2200, ISO9001, ISO14001, NSF International จากสหรัฐอเมริกา, อย.และฮาลาล ซึ่งทำให้แบรนด์น้ำดื่มสิงห์เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคมาตลอด

แต่ในระยะหลังตลาดน้ำดื่มมีการแข่งขันที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกแบรนด์ล้วนทุ่มงบด้านการสื่อสารการตลาด เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ

สำหรับน้ำดื่มสิงห์นอกจากการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ แล้ว ในส่วนของการสื่อสารก็ถือว่ามีความจำเป็นไม่แพ้กัน

ในช่วงที่น้ำดื่มสิงห์เปิดตัวนวัตกรรม Smart Micro Filter ทางสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ก็ได้มีการดึงเอาดารายอดนิยมอย่าง ณเดชน์ คูกิมิยะ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อสร้าง Top of Mind และ Educated ตลาด หนุนการเติบโต และรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด ผ่านแคมเปญ “ดื่ม..สิ่งที่ใช่ให้ตัวเอง” ด้วยงบประมาณถึง 200 ล้านบาท

“เหตุผลของการเลือกณเดชน์เป็นพรีเซ็นเตอร์ก็เพราะเป็นนักแสดงที่ดูแลตัวเองอย่างดี มีการออกกำลังกาย ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งถือเป็นคาแร็กเตอร์ที่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ นั่นคือการเลือกสิ่งที่ใช่ให้กับตัวเอง และการที่ ณเดชน์เป็นนักแสดงในดวงใจของผู้บริโภคยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างการรับรู้และช่วย Educated มาตรฐานใหม่ของน้ำดื่มให้เกิดกับผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว” 

สำหรับภาพรวมตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด (PET+GLASS) ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 (ย้อนหลัง 1 ปี) ในเชิงมีมูลค่าประมาณ 36,000 ล้านบาท เชิงปริมาณรวม 3,300 ล้านลิตร เติบโต 9.3% แบ่งตามบรรจุภัณฑ์แบบขวดพีอีที (PET) มูลค่า 34,200 ล้านบาท เชิงปริมาณรวม 3,130 ล้านลิตร หรือคิดเป็นสัดส่วน 95% เติบโต 10% แบบขวดแก้ว (GLASS) มูลค่า 1,800 ล้านบาท เชิงปริมาณรวม 170 ล้านลิตร คิดเป็นสัดส่วน 5%

ทั้งนี้ น้ำดื่มสิงห์ยังครองความเป็นเบอร์ 1 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 21% เพิ่มขึ้น 10% ตามด้วยคริสตัล 20.6% เนสท์เล่ 15.2% น้ำทิพย์ 8.3% ช้าง 2.4% และอควาฟิน่า 1.5% สำหรับการรุกตลาดน้ำดื่มในปี 2562 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายเพื่อความเป็นผู้นำตลาดที่ 23

LEO สร้างนวัตกรรมด้วยดีไซน์

มาที่ตลาดเบียร์ เมนสตรีม ในบทบาทของผู้นำลีโอจำเป็นต้องกระตุ้นตลาดด้วยการสร้างสีสัน สร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาดเบียร์ตลอดเวลา

ล่าสุดลีโอเพิ่งจะมีการเปิดตัว เบียร์ลีโอ LimitedEdition รุ่นขวดอะลูมิเนียม ซึ่งถือเป็นเบียร์เมนสตรีมรายแรกในประเทศไทยที่กล้าทำ

งานนี้ลีโอวางธีมการสื่อสารไว้ว่า Rare Item ของมันต้องมี!

คุณวิชัย เอี่ยมแสงจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาดธุรกิจเบียร์ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า แนวทางการทำตลาดเบียร์ ลีโอในการพัฒนาสินค้า นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งการผลิต บรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างสีสัน ความแปลก และความตื่นเต้นให้กับตลาดและผู้บริโภคอยู่เสมอ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์คนรุ่นใหม่

เบียร์ลีโอ Limited Edition ขวดอะลูมิเนียมนี้มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีแดง สีดำ และสีเงิน โดยจะมีการผลิตมาวางจำหน่ายทั้งสิ้น 600,000 ขวด โดยแบ่งการผลิตเป็นสีละ 200,000  ขวด ขนาดบรรจุ 385 มิลลิลิตร โดยเลือกวางจำหน่ายผ่านเฉพาะช่องทางร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น 10,000 สาขาทั่วประเทศ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างได้อย่างทั่วถึง

การออกแพ็กเกจจิ้งรุ่นพิเศษนี้ ถือเป็นแทคติคทางการตลาดซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มสินค้าพรีเมียม โดยวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การที่สร้างความแปลกใหม่เพื่อสื่อสาร และสร้าง Engagement กับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย

ที่ผ่านมา ลีโอเคยทำตลาดสินค้าแบบ Limited Edition มาแล้วหลายครั้ง อาทิ Leo Bigtank ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับจากตลาดดีมาก

ในเรื่องของสื่อสารการตลาด คุณวิชัย กล่าวว่าแบรนด์ลีโอ ยังคงตอกย้ำคอนเซ็ปต์รวมกันมันส์กว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำ Positioning ของแบรนด์ลีโอกับผู้บริโภค

SNOWY Weizen BY EST.33

จาก Mainstream สู่เบียร์ทางเลือก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดเบียร์ของไทยพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีเบียร์ทางเลือกใหม่ๆ วางจำหน่ายเพิ่มขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

ในฐานะผู้นำตลาด สิงห์ คอร์เปอเรชั่น มองว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องสร้างความหลากหลายให้กับพอร์ตสินค้าของตัวเอง

ปี 2017 สิงห์ คอร์เปอเรชั่น มีการเปิดตัวเบียร์ทางเลือกอย่าง U BEER ขึ้นมาใหม่

การแจ้งเกิดของ U BEER ถือเป็นปรากฏการณ์ทางการตลาดที่พบเห็นไม่บ่อยนัก ทั้งในส่วนของการสร้าง Positioning ให้กับตัวสินค้า การเลือกช่องทางการขายตลอดจนแผนการตลาดที่มีความซับซ้อนแยบยลจนคู่แข่งขันตั้งตัวไม่ทัน

เชื่อไหมว่าเพียงเดือนแรกของการเปิดตัวเป้าหมายการขายในปี 2017 ทั้งปีของ U BEER ทะลุเป้าในระยะเวลาเพียง 18 วัน เดือนแรกที่ U BEER ออกบรรจุภัณฑ์แบบกระป๋องขายใน 7-Eleven ได้ 1,200,000 กระป๋องต่อเดือน 5 เดือนหลังวางตลาด U BEER มีส่วนแบ่งในตลาดเบียร์ขึ้นมาอยู่ที่ 3% ภายใน 1 ปี U BEER มียอดขายทะลุ 24 ล้านลิตร

เรียกว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

แต่สิงห์ คอร์เปอเรชั่น มองว่าแค่นี้ยังไม่พอ เพราะว่าตลาดเบียร์ของไทย เดินทางมาถึงช่วงเวลาที่ต้องมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ โดยครั้งนี้สิงห์ คอร์เปอเรชั่น มองเป้าหมายไปที่ Weizen Beer เพื่อมาเสริมกับ lager Beer อีกทางหนึ่ง

Weizen Beer คือเบียร์ที่ผลิตจากข้าวสาลี จึงทำให้รสชาติของเบียร์เบา และนุ่มกว่า lager Beer ทำให้ดื่มได้ง่าย ซึ่งถือเป็นเทรนด์การดื่มเบียร์ที่กำลังมาแรงในเมืองไทย

ครั้งนี้สิงห์ คอร์เปอเรชั่น เลือกที่จะเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่าง SNOWY Weizen BY EST.33

ต้องเข้าใจกันก่อนว่าสิงห์ คอร์เปอเรชั่น นั้นมีร้านอาหารที่เป็น Micro Brewery อยู่แล้วในชื่อ EST.33 ดังนั้นการขยายไลน์ด้วยการหยิบเอาเบียร์ที่ขายในร้านมาพัฒนาต่อยอดจึงเป็นสิ่งที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะสิงห์ คอร์เปอเรชั่น มีห้องสมุดเบียร์ขนาดใหญ่เป็นของตัวเอง

นอกจากรสชาติที่ดีแล้ว อีกจุดเด่นของ SNOWY Weizen BY EST.33 นั้นอยู่ที่ดีไซน์ เพราะทางสิงห์ คอร์เปอเรชั่น เลือกที่จะใช้ภาพวาดหมี Grizzly และต้นสน จากศิลปินอิตาลีนามว่า Alfred Basha มาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารบนแพ็กเกจจิ้ง

เหตุผลที่เลือกภาพหมีกำลังเดินนั้น มีเบื้องหลังมาจาก Weizen Beer เป็นเบียร์ที่ยังไม่ได้กรองยีสต์และโปรตีนแบบ Lager Beer ดังนั้นเพื่อรสชาติที่ดีในการดื่มจึงจำเป็นต้องพลิกกระป๋องเพื่อไม่ให้ตกตะกอน ดังนั้นการออกแบบเป็นแนวนอน ก็เพื่อให้ผู้บริโภคที่ยังไม่เข้าใจวิธีการดื่มพลิกกระป๋องเพื่อที่จะได้ดื่มเบียร์ที่รสชาติดีไม่ตกตะกอนนั่นเอง

นอกจาก SNOWY Weizen BY EST.33 แล้ว สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ยังมีการส่งคราฟต์เบียร์ KOPPER BY EST.33 มาเสริมตลาดอีกแบรนด์หนึ่ง

Food Factors Reorganization

ช่วง 1-2 ปีท่ีผ่านมา คุณสันติ ภิรมย์ภักดี  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด มองว่าธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (ไม่รวมน้ำดื่มสิงห์และโซดาสิงห์) ในประเทศไทยยังสามารถเติบโตได้อีกมาก จึงมีแนวคิดที่จะจัดตั้ง Business Unit ใหม่ขึ้นมาเพื่อรวบรวมธุรกิจอาหารในเครือที่ยังกระจัดกระจายมาไว้ในบริษัทเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการเกิด Food Factor อย่างเป็นทางการ โดยมีคุณปิติ ภิรมย์ภักดี เข้ามารับหน้าที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด

ภารกิจหลักของ Food Factor จึงถูกวางไว้ให้ดำเนินธุรกิจอาหารอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ที่เข้ามารับตำแหน่งได้พักใหญ่แล้วเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงภายในให้ฟังว่า ที่ผ่านมาธุรกิจอาหารในเครือบุญรอดยังถือว่าต่อจิ๊กซอว์ไม่ได้ลงตัวนัก ซึ่งทำให้ในเฟสแรกของการเข้ามาบริหารจำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการปรับโครงสร้างขององค์กรให้เหมาะสมกับการแข่งขันเป็นอันดับแรก

“โจทย์ใหญ่ของเราคือ ทำอย่างไรให้ Take Off ได้เร็วที่สุด 3 ปีต้องทำได้ คำถามคือ เราจะ Take Off ในรูปแบบไหน การทุ่มซื้อดีลใหญ่ เราสามารถทำได้สบายๆ เราไม่มีปัญหาเรื่องทุน แต่ว่าเรื่องความพร้อมเรายังไม่พร้อมแน่นอน เพราะว่าเรายังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่อง เราต้องกลับมาประเมินตัวเองใหม่

เราเริ่มจากการควบรวมกิจการทั้งหมดเพื่อความแข็งแรงมากที่สุด อะไรที่ไม่ Fit In เราต้องปรับ ถึงวันนี้การปรับโครงสร้างทำได้เกือบจะสมบูรณ์แล้ว”

Food Factor หลังปรับโครงสร้างจะแบ่งฟังก์ชั่น งานเป็น 2 ส่วนหลัก คือ Food Retails และ Product & Production โดยในส่วนของ Food Retails  มี บริษัท เอสคอมพานี จำกัด ดูแลรับผิดชอบด้านธุรกิจร้านอาหาร ประกอบไปด้วยร้าน Est.33, Farm Design, และ ร้านอาหารญี่ปุ่น Kitaohji

ในส่วนของ Product & Production มี บริษัท เฮสโก โซลูชั่น จำกัด และบริษัท เฮสโก ฟู้ด จำกัด ดูแลรับผิดชอบโรงงานผลิตสินค้าออกสู่ท้องตลาด ซึ่งได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานทั้งในและต่างประเทศ ดำเนินกิจการทั้งในรูปแบบของ B2B และ B2C โดยมีกลุ่มลูกค้าเป็นแบรนด์ชั้นนำต่างๆ  เช่น Made By TODD, Minor Food Group, King Power, Sodexo, ALDI เป็นต้น

โดยคุณปิติ ตั้งเป้าหมายทางธุรกิจไว้ว่าภายใน 3 ปี Food Factor จะต้องมีรายได้รวมมากกว่า 5,000 ล้านบาท และมีผลกำไรเฉลี่ย 8-15% เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ทางบริษัทได้เตรีบมงบประมาณสำหรับการลงทุนในกลุ่มธุรกิจอาหารไว้อย่างน้อย 2,500 ล้านบาท

Singha Estate

Think Global Act Global

ทุกวันนี้การขยายธุรกิจต่อยอดออกไปมากมาย อาณาจักรของสิงห์ คอร์เปอเรชั่นไม่เพียงอยู่แค่กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอีกต่อไป

การแจ้งเกิดของสิงห์ เอสเตท คือตัวอย่างของความสำเร็จในการทำงานที่มีปรัชญาการทำธุรกิจมาจากสิงห์ คอร์เปอเรชั่นในเรื่องของคุณภาพได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน สิงห์ เอสเตท จะเน้นการทำธุรกิจด้านการลงทุน และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใน 3 ส่วนหลักคือ

1. ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก

2. ธุรกิจโรงแรม

3. ธุรกิจที่พักอาศัย

เป้าหมายของสิงห์ เอสเตทนั้นถูกวางไว้ให้เป็น Global Holding Company มาตั้งแต่วันแรก

เพราะฉะนั้น สิงห์ เอสเตท จึงทำธุรกิจโดยมุ่งเน้นการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการสร้างแบรนด์ในระดับพรีเมียม โดยอาศัยการวางโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัว ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ดีให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

ล่าสุด บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ก็เตรียมนำ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ยื่นเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อขยายกลุ่มธุรกิจโรงแรม มุ่งสู่การเป็น ผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรงแรมชั้นนำในระดับนานาชาติ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

คุณนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เผยว่า ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ UNWTO พบว่า ปี 2018 ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 1.4 พันล้านคน เติบโตจากปี 2017 ประมาณ 6% โดยภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักท่องเที่ยวสูงถึง 343 ล้านคน โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตถึง 7%  

Sustainable Growth

ไม่ว่าธุรกิจของสิงห์ คอร์เปอเรชั่นจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่สิ่งหนึ่งที่องค์กรนี้ไม่เคยมองข้าม ก็คือ ทุกธุรกิจจะต้องเติบโตไปพร้อมๆ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม

ที่ผ่านมา สิงห์ คอร์เปอเรชั่น มีการจัดตั้งหน่วยงานสิงห์อาสาในช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2554 เพื่อออกไปช่วยเหลือคนที่ได้รับความเดือดร้อน

หลังผ่านพ้นวิกฤตจนถึงตอนนี้ สิงห์อาสาก็ยังคงทำกิจกรรมที่ช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง แถมยังมีการขยายวงการทำงานออกไปจากเดิมที่ทำกันเฉพาะพนักงานและดีลเลอร์ก็ขยายวงกว้างไปสู่สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

หรือจะเป็นโครงการสิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย ที่สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ตั้งใจจะทำธุรกิจแบบ Social Enterprise มานานหลายปีแล้ว

ทุกวันนี้สิงห์ปาร์คจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดไปแล้ว

ล่าสุด สิงห์ปาร์ค เชียงราย ยังได้รับรางวัลมาตรฐานไมซ์ หรือ “Thailand MICE Venue Standard” ประเภทสถานที่จัดกิจกรรมพิเศษ (Special Event Venue) จากสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. โดยรางวัลดังกล่าว มอบให้กับผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานจัดงานที่มีคุณสมบัติด้านกายภาพ ความปลอดภัย การสนับสนุน และการจัดการอย่างยั่งยืน

เรียกได้ว่า สิงห์ปาร์คมีส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนรอบข้าง สร้างความยั่งยืนสู่สังคม ด้วยการให้องค์ความรู้ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ส่งผลให้สังคมรอบข้างแข็งแรงขึ้นอย่างแท้จริง

ทั้งหมดนี้คือ แนวทางการดำเนินธุรกิจของ Singha Corporation ที่ต้องการสร้างธุรกิจให้เติบใหญ่ไปพร้อมกับการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนตามปณิธานของบริษัทที่วางไว้ตั้งแต่วันแรกอย่างแท้จริง

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn