6,478
VIEWS

16 ปี “ภูษิต ศศิธรานนท์” หัวเรือ เอ็กซ์โปลิงค์ กับการพลิกโฉม งานแสดงสินค้า ในประเทศไทย

Jun 21, 2019 -None-

“เราไม่ใช่บริษัท Event Marketing แต่เราเป็นมากกว่านั้น เราเรียกตัวเองว่าผู้จัดงานแสดงสินค้าหรือเทรดแฟร์ ที่มองภาพใหญ่ของการขับเคลื่อนแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่ศูนย์กลางของคนจัดงาน แต่เราเข้าใจทั้ง Supply Chain ของตลาด ตั้งแต่นโยบายประเทศ รูปแบบงาน กลุ่มลูกค้าที่มาออกงาน คนมาเดิน สื่อ หรือแม้แต่คอนเทนต์ที่นำเสนอไป เป็นลักษณะงานแบบ B2B ซึ่งมากกว่าเป็นผู้จัดแสดงสินค้า นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราเติบโตอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมนี้”

คำพูดของ ภูษิต ศศิธรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กซ์โปลิงค์ โกลบอล เน็ทเวอร์ค จำกัด (Expolink Global Network) ผู้จัดงานแสดงสินค้าหรือเทรดแฟร์ของเมืองไทย แสดงจุดยืนของ เอ็กซ์โปลิงค์ ที่ชัดเจน จนทำให้บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมุมของธุรกิจ ผลประกอบการ พอร์ตของงานที่มีความหลากหลาย และสเกลงานที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงในมุมของแบรนด์ ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคในวงการ งานแสดงสินค้า หรืองานเทรดแฟร์ และงานนิทรรศการต่างๆ

ย้อนกลับไป16 ปี ภูษิตได้ก่อตั้งบริษัท เอ็กซ์โปลิงค์ (Expolink) โดยเป็นผู้บริหารงานแสดงสินค้าให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่จากเยอรมันแห่งหนึ่ง จนมาถึงจุดพลิกผันในปี 2004 เมื่อได้ Koelnmesse มาเป็นพันธมิตร สามารถไปร่วมจัดงาน THAIFEX-WORLD OF FOOD ASIA ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและหอการค้าไทยได้ จนเติบโตยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียมีพื้นที่กว่า 107,000 ตรม. และกว่า 40 ประเทศเข้าร่วมงาน ทุกวันนี้ ผลพวงความสำเร็จค่อยๆ ชัดเจนขึ้น เมื่องานได้รับความนิยมอย่างมากในแต่ละปี โดยจำนวนผู้เข้างานเพิ่มขึ้นในอัตรา 20% ในแต่ละปี ถูกยกระดับเป็น THAIFEX -ANUGA Asia นับเป็นงานแรกที่ใช้ชื่อแบรนด์ Anuga นอกเมืองโคโลญ

“ในปี 2004 เราได้เจรจาทางธุรกิจกับ โคโลญ เมสเซ่ และเราเป็นบริษัทแรกในโลกที่ โคโลญ เมสเซ่ เข้ามาถือหุ้นนอกกลุ่ม เพราะปกติการขยายตัวของ โคโลญ เมสเซ่ จะเป็นการเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง ปัจจุบันสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่เรา 51% และ โคโลญ เมสเซ่ 49% เอ็กซ์โปลิงค์ เป็น Organizer เจ้าเดียวในประเทศไทยที่เมื่อมีบริษัทจากต่างประเทศเข้ามาถือหุ้นในรูปแบบนี้ แต่ยังสามารถจัดงานแสดงสินค้าโดยใช้ชื่อ เอ็กซ์โปลิงค์ ก็ว่าได้”

ภูษิต เล่าต่อว่า การได้พันธมิตรระดับโลกเข้ามาทำให้ เอ็กซ์โปลิงค์ ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้ารวมถึงหน่วยงานต่างๆ  และผลจากการที่บริษัท โคโลญ เมสเซ่ ที่เข้ามาถือหุ้น ในรูปแบบที่เปิดโอกาสให้บริษัทสัญชาติไทยสามารถจัดงานแสดงสินค้าเองได้ อีกอย่างคือ ทำให้ เอ็กซ์โปลิงค์ สร้างเครือข่ายของธุรกิจใหม่ๆ และต่อยอดออกไปได้อย่างกว้างขวาง ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นงานที่จัดร่วมกันเท่านั้น นับเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้บริษัทเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนทั้งผลประกอบการ รายได้ และกำไรที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงลักษณะงานในกลุ่ม Segment ใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายมากกว่าเดิม

บางครั้งการเติบโตในแง่ของเม็ดเงินก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน แต่ด้วยการมีวิธีคิดที่ชัดเจนเข้าใจและมองลึกถึงแก่นของอุตสาหกรรม ไม่ได้คิดหรือทำแบบฉาบฉวยให้จบเป็นงานๆ แต่ เอ็กซ์โปลิงค์ วางธุรกิจอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน อีกทั้งยังมองเป็นระดับ ตั้งแต่ระยะสั้น ระยะกลาง ไปจนถึงระยะยาว ที่มีความเชื่อมโยงกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแบบเป็นระบบ ทำให้ทิศทางการขับเคลื่อนของ เอ็กซ์โปลิงค์ คือการไปในเส้นทางการขยายการเติบโตทางธุรกิจเพื่อความยั่งยืนขององค์กร หรือ Corporate Sustainability  

ภูษิต อธิบายในเรื่องดังกล่าวว่า เรามองเรื่องความยั่งยืนออกเป็น 2 มุม คือตั้งแต่ Macro ที่เป็นทิศทางและงานของ เอ็กซ์โปลิงค์ ที่เลือกจัดงานเกี่ยวกับอาหาร องค์กรได้วางแผนครบทั้ง Supply Chain ของตลาดอาหารและเครื่องดื่ม อย่างงานที่ได้บริหารให้กับ มูลนิธิ Victam Foundation ของเนเธอแลนด์ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถเชื่อมโยงงานด้านอาหารไปสู่ต้นทางการผลิตอาหาร ซึ่งคืองาน Victam Asia และ Grapas Asia งานด้านเทคโนโลยีอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมการแปรรูปข้าว แป้ง ธัญพืช อาหารสัตว์ อาหารสัตว์น้ำ และอาหารสัตว์เลี้ยง ที่นับเป็นอีกหนึ่งงานใหญ่ในระดับภูมิภาคอาเซียน

ส่วนในระดับ Micro ที่เชื่อมโยงกับทิศทางนโยบายของประเทศ เอ็กซ์โปลิงค์ ก็ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะงานที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนกับตัวชี้วัดเทรนด์ในอนาคตของเรื่องต่างๆ อย่างเรื่องของ Logistics ถ้าย้อนกลับไป 10 ปีก่อน อาจจะไม่มีใครเข้าใจและให้ความสำคัญมากนัก แต่ เอ็กซ์โปลิงค์ มองภาพและคาดการณ์ในเรื่องนี้ว่า จะต้องมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ก็เลยมีงานอย่าง LogiMAT Intelligent Warehouse เกิดขึ้นมารองรับเทรนด์ของเรื่องดังกล่าว โดยในงานมีการแสดงเทคโนโลยีด้านโลจิสติคส์ คลังสินค้า และระบบจัดการ ซึ่งการจัดงานได้ร่วมมือกับ ยูโร เอ็กซ์โป และ เมสเซ่ สตุ๊ตการ์ท ผู้นำด้านการจัดงานด้านโลจิสติกส์ใหญ่ที่สุดในโลก

“ในการจัดงานแสดงสินค้าต้องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐด้วย ไม่ล้ำจนตามไม่ทัน หรือไม่ล้าจนไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง

งานที่จัดจะต้องเป็นงานที่ประเทศมีการสนับสนุนอย่างเต็มที่ มีผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้จำหน่ายมากเพียงพอ และเป็นตลาดที่สำคัญสามารถ ยกระดับจากงาน Domestic ไปสู่งานระดับ International ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่เข้าไปจัดงานที่สอดคล้องกับทิศทางของประเทศตลาดนี้ก็จะไม่เติบโต มันเป็นเหมือนกับจุดเริ่มต้นที่จะช่วยกระตุ้นและสร้างให้ตลาดมีความยั่งยืนต่อไป”

"การสร้างความยั่งยืนให้กับงานจัดแสดงสินค้าเป็นเรื่องยาก เพราะไม่ได้เป็นสินค้าที่จับต้องได้เหมือนแบรนด์ทั่วไป แถมยังเป็นงานแสดงที่จัดขึ้นปีละครั้ง แสดงว่าเรามีโอกาสเพียงปีละครั้ง โจทย์คือจะทำอย่างไรให้คนผูกใจไว้กับงาน เมื่อนึกถึงเรื่องนั้นเขาก็จะนึกถึงงานเรา

เมื่อเป็นเช่นนั้น ถือได้ว่าเป็นการนำความยั่งยืนกลับมาอยู่ที่ตัวแบรนด์นั่นเอง ซึ่งจะต้องสร้าง Total Quality ของแบรนด์ในแง่ฐานะของคนจัดงาน ที่ต้องยืนอยู่บนแนวทางที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่าจะเอาใครมาเปิดบูธมั่วๆ ไม่เหมาะกับงาน หรือสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ใช่ Target”

ทำให้เราเห็นภาพและความชัดเจนของ เอ็กซ์โปลิงค์  แน่นอนว่า การเติบโตก็ย่อมนำมาซึ่งการบรรลุเป้าหมายในหลายๆ อย่าง แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้จัดงานก็ต้องใช้ความเข้าใจในโครงสร้างการทำงานต่างๆ  เพราะฉะนั้นการมี Network ที่แข็งแกร่งจากทุกภาคส่วนจึงเป็นเหมือนกับ Key Success ของ เอ็กซ์โปลิงค์ ภูษิต ยังให้นิยามในการสร้างความยั่งยืนของ เอ็กซ์โปลิงค์ ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ความยั่งยืนของเรา คือการเดินไปข้างหน้า Growth สำคัญกว่า Profit ถ้าขาด Growth ไป Profit ก็จะไม่มี หัวใจสำคัญคือทำให้คนที่ลงทุนออกงานกับเรารู้สึกว่าเป็นเจ้าของงานนั้นด้วย”

ภูษิต ยกตัวอย่างเช่นงานแสดงสินค้าด้านอาหาร ไม่ได้มีแค่ขั้นตอนการออกบูธแล้วจบ แต่ต้องดูว่างานที่เรานำเสนอครอบคลุมในทุกภาคส่วนของธุรกิจอาหาร  รวมถึงภาคส่วนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างสตาร์ทอัพต่างๆ ทำให้ผู้ที่มาร่วมงานได้รับผลประโยชน์ที่ต้องการ และรู้สึกเป็นเจ้าของงานไปพร้อมกัน

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นของ เอ็กซ์โปลิงค์ คือการมองหาน่านน้ำใหม่ๆ โดยใช้หลักคิดบนพื้นฐานเดียวกันคือในแง่ของ Flow Dimensions ที่เป็น Matrix คือ ภาครัฐมีนโยบายที่เป็น Macro Economics เช่น ทิศทางการลงทุนในต่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การเชื่อมโยงรถไฟแรงสูงมาจาก เวียดนาม จีน ลาว เข้าไปจีนตอนใต้ สิ่งที่ตามมาคือการลงทุนในจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ทั้งเรื่องคลังสินค้า ระบบขนส่ง การผลิต เมื่อมองได้เห็นภาพแบบนี้แล้วการคุยกับพาร์ทเนอร์ หรือการนำเสนองานต่างๆ ก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น

“เหมือนกับการที่เรามีองค์ความรู้ นโยบายก็เหมือนการเชื่อมโยงความรู้ที่เป็นดอทๆ อยู่ ให้เกิดเป็นภาพใหญ่ Data ที่กระจัดกระจายอยู่ จะแปลงให้เป็น Information ได้อย่างไร”

งานจัดแสดงสินค้าเป็นงานที่คาดการณ์อนาคตอย่างหนึ่ง ว่าถ้าเราเดินอย่างนี้ แล้วตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างไร เช่น ถ้าปีนี้มีเรื่องพลังงานทางเลือกเข้ามาแล้วเราไปโฟกัสเต็มที่ ในเรื่องไบโอดีเซล หรือพืชพลังงาน แต่สุดท้ายแล้วเราลืมศึกษานโยบายของรัฐ และรัฐเลือกที่จะพัฒนาโซล่าเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ ทุกอย่างที่คิดมาก็อาจสูญเปล่า เพราะทุกอย่างถูกเชื่อมโยงกันหมด รวมถึงการเมือง

“ผมคิดแบบเด็กแต่ทำแบบผู้ใหญ่ คิดแบบเด็ก มันดู Imagination มันดีเดือด เราไม่รู้หรอกว่าใครจะหมั่นไส้ แต่จะทำอย่างที่เราคิด คนเจ๊งก็มี แต่เราไม่เคย เพราะการเรียนรู้ และเก็บเกี่ยวความรู้จากทุกกระบวนการทำงาน”

บทเรียนทางธุรกิจมีไว้ให้เรียนรู้ แต่สำหรับภูษิต ไม่ใช่การเรียนรู้ไปและทำไป แต่ต้องคิดและไตร่ตรองก่อนที่จะทำ

“เรียนไปทำไปไม่ได้ เราต้องคิดก่อน เพราะผมต้องรวบรวมองค์ความรู้ที่มีก่อนการตัดสินใจ 5 ปีแรกผมทำงานเพื่อให้งานมันอยู่ได้ แต่พออยู่ได้ 5 ปีต่อมา ผมพยายามขยายงาน ให้แข็งแรงและดีที่สุด ขณะเดียวกันผมไปสร้างคนเพื่อให้คนไปสร้างงาน

มาช่วงนี้เราพูดถึงความยั่งยืนเยอะมากขึ้น เราพยายามสร้าง Lifetime สร้างใส่ระบบเข้าไป หลักของเราคือ ไม่กินรวบ เรากินแบ่ง ไม่งั้นผมรวยกว่านี้ แต่ถึงจะรวย เค้กมันก้อนเท่าเดิม

วิธีคิดของเราในทางเศรษฐศาสตร์ มันอาจจะผิดก็ได้ เพราะในแง่ของทุนนิยม เค้กเป็นก้อนเดิม แล้วเรากินคนเดียว มันก็ก้อนเท่านี้ แต่โจทย์คือเราทำยังไงให้เค้กก้อนใหญ่ เพื่อเราแชร์ได้เยอะขึ้น เราก็ได้ในส่วนเดิมแล้วยังใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่ตลาดก็โตด้วย”

ภูษิต ปิดประเด็นการพูดคุยได้อย่างน่าสนใจ มุมมองและวิธีคิดของเขานับว่าเป็นต้นแบบความคิดที่สร้างให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและเติบโตได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน แม้ว่าจะอยู่ในจุดที่เป็นผู้จัดงานแสดงสินค้า แต่มองตัวเองไปไกลกว่านั้น และกำลังวางแผนสร้าง Narrative ใหม่ๆ ที่นอกจาก งานจัดแสดงสินค้าในสายพานของอาหาร อย่างในเรื่องเกมมิง และเทคโนโลยีด้านการออกแบบ ที่จะจัดควบคู่กันไปอีกด้วย หลังจากปีที่ 16 เราคงจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของงานแสดงสินค้าในมือ ภูษิต ศศิธรานนท์ ชัดเจนยิ่งขึ้นแน่นอน

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.