4,307
VIEWS

เมื่อ CPN โกอินเตอร์ กับบทบาทยานแม่นำแบรนด์ไทยสู่อาเซียน

Jun 19, 2019 P.Narata

Big Move ของแวดวงค้าปลีกไทยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยกให้ข่าวการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของเซ็นทรัล ไอ-ซิตี้ ศูนย์การค้าไทยขนาดใหญ่เต็มรูปแบบในต่างประเทศแห่งแรกของ ซีพีเอ็นในประเทศมาเลเซีย ที่มุ่งยกระดับการเป็นผู้นำด้านสร้างสรรค์ New Shopping Experience และ Center of Life ในภูมิภาคอาเซียน

การขยับตัวครั้งนี้ของซีพีเอ็น ย่อมไม่ธรรมดา โดยซีพีเอ็นมุ่งสร้างเครือข่ายธุรกิจศูนย์การค้าในระดับภูมิภาคด้วยโรดแม็บ “Central to ASEAN” พร้อมสร้าง Regional Retail Platform เป็นช่องทางแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการสำหรับผู้ประกอบการในภูมิภาค และ AEC โดยแฟลตฟอร์มนี้จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่ง รองรับการเติบโตของธุรกิจต่างๆ ให้เชื่อมโยงกันในเขตเศรษฐกิจ เช่น สินค้าไทยไปมาเลเซีย, สินค้ามาเลย์ไปเวียดนาม, สินค้าเวียดนามมาไทย เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถช่วยเหลือกลุ่ม SMEs โดยมีซีพีเอ็นเป็นผู้ปูทางให้ไม่ต้องเหนื่อยหาช่องทางเติบโตเอง 

ซีพีเอ็นถือว่าเป็นผู้ประกอบการที่มีความเป็นโปรเฟสชั่นแนลในการทำห้างค้าปลีกในทุกฟอร์แมตในทุกระดับ ทั้งระดับไฮเอนด์ ระดับกลาง และแมส และวันนี้ได้นำศูนย์การค้ามาต่างประเทศ เป็นไปตามวิชั่นที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้

Regional Retail Platform

วัลยา จิราธิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนธุรกิจของซีพีเอ็นกับการเป็นแพลตฟอร์มเพื่อนำพาแบรนด์ไทยไปสู่ตลาดอาเซียน ที่เกิดขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์การทำงานที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และพาผู้ประกอบการของศูนย์การค้าเติบโตไปพร้อมกัน 

เราเคยบอกว่า อยากมีศูนย์การค้าทุกภาคในหลายๆ จังหวัด และอยากเป็น International Shopping Developer เราไม่อยากเล่นแค่ลีกไทย แต่เราอยากเล่นลีกระดับโลก และเราจะไปในระดับอาเซียนก่อน จากวันนั้นผ่านมา 7 ปี เป็นครั้งแรกที่เราได้เปิดศูนย์การค้าแห่งแรกในมาเลเซีย เราอยากทำตรงนี้มานานแล้ว เหตุผลก็คือว่า ถ้าเซ็นทรัลจะไปได้ในระดับอาเซียน ซีพีเอ็นจะต้องไปก่อน ต้องหาโรดแม็บที่จะพาเซ็นทรัลกรุ๊ปทั้งหมดไปอาเซียน  และจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตจาก Thai Talent  มาเป็น Regional Talent หรือ Asian Talent ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่เราได้เปิดประตู เปิดโอกาส โดยการเป็นแพลตฟอร์มของศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่จะทำให้ผู้ประกอบการออกไปอาเซียน เหมือนเราเป็นยานแม่ในการพาผู้ประกอบการไทยออกสู่ประเทศมาเลเซียไปด้วยกันทั้งหมด และเขาก็จะมีความแข็งแกร่ง” 

ในทางกลับกัน ซีพีเอ็นก็จะนำผู้ประกอบการในมาเลเซียไปประเทศไทยด้วย หากเป็นเรื่องใหม่ และน่าสนใจ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนทางด้านการค้า และวัฒนธรรมการกินอยู่ การใช้ชีวิต การแต่งกาย รสนิยม และอื่นๆ อีกมากมาย จะทำให้ประเทศไทย และประเทศมาเลเซียมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น เป็นการทำงานที่ไม่มีพรมแดน เป็นการเปิดมุมมองให้ผู้ประกอบการ และซีพีเอ็นในฐานะบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศไทยจึงอยากนำวิชั่นนี้มาให้ทุกๆ คน ได้มองเห็นเหมือนกัน

เราต้องการเป็นเสมือนแบรนด์แอมบาสเดอร์ของประเทศไทยในต่างแดน ที่ช่วยส่งเสริมสินค้าไทย และประชา สัมพันธ์การท่องเที่ยวให้ประเทศไทยอีกด้วย อย่างเช่นการรุกตลาดมาเลเซียครั้งนี้ นอกจากจะเล็งเห็นศักยภาพทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่แล้ว คนมาเลย์ยังมีความคุ้นเคยและชื่นชอบในสินค้าและความเป็นไทย เห็นได้จากการที่คนมาเลย์นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทยมากเป็นอันดับ 2 รองจากคนจีน หรือประมาณ 4 ล้านคนต่อปี เราจึงเห็นโอกาสที่จะนำสินค้าไทย และบริการแบบไทยที่คนมาเลเซียชื่นชอบมาลงในตลาดมาเลเซีย” 

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ไอ-ซิตี้ จึงเป็นความภาคภูมิใจของซีพีเอ็นที่ได้นำพาธุรกิจ และแบรนด์ไทยบุกตลาดต่างประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเป็นผู้นำด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกระดับภูมิภาค แสดงศักยภาพศูนย์การค้าไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

ปักหมุดชาห์อรัม ทำเลทอง

ทำไมเลือกมาเลเซีย...ทำไมต้องชาห์อรัม? ทั้งสื่อไทย และสื่อท้องถิ่นต่างก็ตั้งคำถามนี้...

สำหรับการลงทุนในประเทศมาเลเซีย เป็นโครงการที่ซีพีเอ็นได้ดำเนินการมานานกว่า 7 ปี แล้ว นับตั้งแต่การเก็บข้อมูล การศึกษาตลาดมองหาทำเลที่ตั้ง ไปจนถึงดำเนินการก่อสร้าง และแล้วเสร็จ กระทั่งเริ่มเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการมาตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา 

วัลยา ให้เหตุผลถึงการเลือกลงทุนในประเทศมาเลเซีย เพราะเป็นประเทศที่มีความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน เช่น การมีเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่พอๆ กับประเทศไทย แม้ว่าจะมีประชากรน้อยกว่าประเทศไทยเกือบ 50% แต่มีรายได้ประชากรต่อหัวมากกว่าประเทศไทยเกือบ 2 เท่า จึงส่งผลให้จีดีพีใกล้เคียงกับประเทศไทย รวมถึงแนวคิดของคน สภาพภูมิอากาศ ฤดูกาล ทำเลที่ตั้งของประเทศ ไปจนความเป็นอาเซียนที่มีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยมาก

ประเทศมาเลเซีย มีประชากรเป็นชาวมุสลิมมากกว่า 60% ชาวจีน 25% และชาวอินเดียประมาณ 10% 

และจากข้อมูลเชิงลึก ด้วยปัจจัยหลายอย่างประกอบกันทำให้การตัดสินใจลงทุนในประเทศมาเลเซียทำได้ง่าย เพราะเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีความโปร่งใสในการติดต่อธุรกิจ

 

ใจเราอยากไปเวียดนามก่อน ประเทศเวียดนามไม่ใช่ไม่ไปเพราะท้ายที่สุดเราก็อยากไป แต่ประเทศมาเลเซีย Growth Story ยังน้อย การแข่งขันยังเปิดกว้าง ขณะที่การทำธุรกิจในประเทศไทยก็ดำเนินมาพักใหญ่ ดังนั้นการลงทุนในประเทศที่ 2 ที่มีเศรษฐกิจคล้ายคลึงกับเราก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ตลาดยังมีช่องว่าง ยังมีโอกาสในการทำตลาดอีกมาก และเรามีความเป็นเบอร์ 1 ในเรื่องของ Shopping Mall Developer จึงคิดว่าน่าจะทำ Shopping Mall อีกรูปแบบหนึ่งที่คนมาเลเซียน่าจะชื่นชอบ

 

เมื่อซีพีเอ็นตัดสินใจที่จะลงทุนในประเทศมาเลเซีย ซีพีเอ็นก็มองเรื่องทำเลเป็นหลัก เพราะการทำศูนย์การค้าสิ่งสำคัญ คือ โลเกชั่น ต้องสามารถดึงคนได้ในระยะไกล และมีความหลากหลายของกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นซีพีเอ็นจึงเลือกปักหมุดในชาห์อรัม เพราะมี Catchment Area ที่น่าสนใจ และมีการแข่งขันที่ยังไม่รุนแรงเกินไป 

 

จากข้อมูลระบุว่า พื้นที่ในเขต KL CBD มีจำนวนศูนย์การค้าที่หนาแน่นมาก ดังนั้นถ้าเราจะมา เราควรจะมาอยู่ในโลเกชั่น หรือ Catchment ใหม่ที่น่าสนใจ แต่อยู่ติด KL ที่ใกล้ที่สุด เราจึงเลือกไอ-ซิตี้ที่ชาห์อรัม แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างเข้มงวดในเรื่องของข้อห้ามทางศาสนา ห้ามขายเหล้า ห้ามทำธุรกิจเอนเตอร์เทนเม้นต์ แต่ด้วยศักยภาพของพาร์ทเนอร์ของเราจึงได้มีการเจรจากับทางรัฐสลังงอร์ และทางรัฐสลังงอร์ให้ความสำคัญกับการมาของเซ็นทรัลกรุ๊ปมาก เพราะมองเห็นถึงความตั้งใจจริง เชื่อมั่นว่าเราจะสร้างเสริมการค้าที่ดีให้กับเขา แม้ว่าจะเป็นเอนเตอร์เทนเม้นต์ก็เป็นเอนเตอร์เทนเม้นต์ที่คลีน และครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นมุสลิม มาเลย์ไชนีส หรือมาเลย์อินเดียน หรือกลุ่ม Expat เราก็เสิร์ฟได้ทั้งหมด เพราะเราเป็นศูนย์การค้าที่เป็น Everyday Life ของทุกคน

 

 Everyday Experience สไตล์ไทยๆ

ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานคอมเมอร์เชียล กล่าวเสริมว่า โครงการนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างซีพีเอ็น และไอ-เบอร์ฮาด เจ้าของโครงการ ไอ-ซิตี้ เป็นการร่วมมือกันที่มี Synergy ที่ดี เนื่องจากไอ-เบอร์ฮาดก็เป็นดีเวลลอปเปอร์ที่มีชื่อเสียงในประเทศมาเลเซีย มีความรู้ในเรื่องความต้องการของลูกค้าใน Catchment Area มีความรู้เรื่อง Spending Pattern ของลูกค้าในพื้นที่เป็นอย่างดี ขณะที่เซ็นทรัลเป็นผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาศูนย์การค้ามานานในประเทศไทย เปิดให้บริการไปแล้ว 33 แห่ง และที่ไอ-ซิตี้ เป็นศูนย์การค้าแห่งที่ 34 

เราได้นำวิสัยทัศน์ของการเป็น Center of Life หรือ Center of Community ในทุกที่ที่เราไป การสร้างศูนย์การค้า เรามองเรื่องของ Everyday Experience ในทุกๆ วันที่คนมาที่ศูนย์การค้าของเราต้องรู้สึกเอ็กซ์ไซต์ มีประสบการณ์ที่ดี แปลกใหม่ ไม่น่าเบื่อ สามารถมาใช้ชีวิตได้ทุกวัน” 

การที่จะทำให้คนสามารถมาได้ในทุกวัน ต้องมีองค์ประกอบสำคัญในหลัก 3 เรื่อง คือ 

1.ต้องมี Design Concept เป็นแนวคิดการตกแต่งเพื่อให้สอดคล้องกับ i-City ที่ต้องการจะเป็น Digital City แห่งแรกในมาเลเซีย เป็น Lifestyle Hub แห่งใหม่ของประเทศ 

2.มีการสร้าง Retail Mixed หรือ Merchandises Mixed ที่หลากหลาย เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการ และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายเชื้อชาติทั้งชาวมุสลิม จีน และอินเดีย มีทั้งผู้ชาย และผู้หญิง 50:50 มีอายุตั้งแต่ 18-45 ปี มีรายได้ระดับปานกลาง - สูง 

ถือเป็นความท้าทายที่ต้องพยายามตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายให้เข้ามาใช้บริการ เช่น การจัดโซนอาหารฮาลาลสำหรับลูกค้ากลุ่มมุสลิม การทำห้องละหมาดแยกชาย และหญิง หรือการตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่พำนักในมาเลเซียที่ต้องการช้อปปิ้งสินค้าประเภทเครื่องสำอางอินเตอร์แบรนด์ อาหารเพื่อสุขภาพ และบริการคาราโอเกะ เป็นต้น หรือหากเป็นลูกค้า Expat ชาวตะวันตกก็ยังตอบโจทย์ด้วยโซนร้านอาหารทั่วไป มีบาร์สำหรับการสังสรรค์ หรือลูกค้าชาวอินเดียที่นิยมเข้าร้านซาลอนเราก็มีไว้บริการ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจลูกค้า เข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม รวมถึงการออกแบบโซนนิ่งต่างๆ แนะนำแบรนด์ที่ลูกค้าชื่นชอบเข้ามาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้น” 

3.มีการให้บริการแบบ Thai Hospitality หรือ Multi-Cultural Communities เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เซ็นทรัล ไอ-ซิตี้ นำมาสร้างความแตกต่างจากศูนย์การค้าอื่นๆ ในมาเลเซีย  

นอกจากนี้ ซีพีเอ็นยังได้เตรียมโปรโมทความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลกภายใต้แนวคิด Thainess to The World ด้วยสินค้า บริการ และอีเวนท์ ยาวตลอดกว่า 52 สัปดาห์ เพื่อสร้างจุดเด่นให้ศูนย์การค้าของเราแตกต่างจากคู่แข่ง มอบประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาที่ไหนได้อีกในมาเลเซีย รวมถึงมีแบรนด์ไทยชั้นนำที่ร่วมขยายสาขาสู่ต่างประเทศไปกับเรา อาทิ Café Amazon, Black Canyon, Bar B Q Plaza, ชาตรามือ, ชาพะยอม เป็นต้น และสินค้าจากโครงการหลวง รวมถึงอาหารไทย, สปาแบบไทย, และรูปแบบการให้บริการแบบไทยๆ” 

 

ปกรณ์ กล่าวเสริมว่า ซีพีเอ็น ตั้งใจปั้นให้เซ็นทรัล ไอ-ซิตี้ เป็นศูนย์การค้าที่มอบประสบการณ์แบบ “Malaysian Friendliness with Thai Hospitality” นำเสนอเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวต่างชาติ โดยหวังให้เป็นการแลก เปลี่ยนการใช้ชีวิต อาหารการกิน และไลฟ์สไตล์ (Cross Cultural) ระหว่างไทย-มาเลเซีย

ที่ผ่านมาเราได้จัดงานสวัสดีไทยแลนด์ที่นำเสนอวิถีชีวิตของคนไทยจำลองบรรยากาศ “Bangkok Street Life” ยกมาไว้กลางเซ็นทรัลไอ-ซิตี้ โดยล่าสุดได้มีการนำการแสดงโชว์จากคณะหุ่นละครเล็ก โจ-หลุยส์ การแสดงโชว์จากเล้ง ราชนิกร และงานจำลอง Little Jatujak มาให้ชาวมาเลเซียได้ตื่นตาตื่นใจเป็นครั้งแรกในประเทศมาเลเซียอีกด้วย” 

ในอนาคตยังวางแผนร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น สถานทูตไทยในมาเลเซีย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมความเป็นไทย เช่น เทศกาลสงกรานต์, เทศกาลลอยกระทง เป็นต้น ส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ด้วยงาน Thai Expo ครั้งยิ่งใหญ่ช่วงเดือนกันยายน 2562 

โดยในวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้มีพิธีฉลองเปิดอย่างเป็นทางการ เซ็นทรัลไอ-ซิตี้ ได้รับเกียรติจากสุลต่านแห่งรัฐสลังงอร์ (His Royal Highness Sultan of Selangor, Sultan Sharafuddin Idris Shah Alhaj Ibni Almarhum, Sultan Salahuddin Abdul Aziz Shah Alhaj), สมเด็จพระราชินี และบรมวงศานุวงศ์ ร่วมด้วย Chief Minister แห่งรัฐสลังงอร์ และผู้บริหารระดับสูงของ Central Group และซีพีเอ็น อาทิ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ ของซีพีเอ็น, คุณสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล และ คุณปรีชา เอกคุณากูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซีพีเอ็นให้เกียรติร่วมงาน

อย่างไรก็ตาม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลไอ-ซิตี้ (Central i-City) เป็นการร่วมทุนระหว่างซีพีเอ็น และไอ-เบอร์ฮาด (เจ้าของโครงการ ไอ-ซิตี้) ด้วยงบลงทุนกว่า 8,500 ล้านบาท บนพื้นที่ 28 ไร่ พื้นที่โครงการ 278,000 ตารางเมตร มีร้านค้ารวมกว่า 350 ร้านค้า โดยซีพีเอ็นถือหุ้น 60% และ ไอ-เบอร์ฮาด 40% ตั้งอยู่ในโครงการ ไอ-ซิตี้ อัลตราโพลิส (i-City Ultrapolis) ไลฟ์สไตล์ ฮับ สุดยิ่งใหญ่ในเมืองชาห์อลัม ประกอบด้วยศูนย์การค้า, อาคารสำนักงานขนาดใหญ่, ที่อยู่อาศัย โรงแรม สวนสนุก และศูนย์กลางทางด้านไซเบอร์และนวัตกรรม 

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลไอ-ซิตี้ จะเสริมเมืองชาห์อลัมให้เป็นเมืองเทคโนโลยีแห่งใหม่ของมาเลเซีย (Malaysia Cybercenter) ตามนโยบายของรัฐบาลมาเลเซีย นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม โดยรัฐบาลแห่งสลังงอร์ จะผลักดันไอ-ซิตี้ให้เป็นเดสทิเนชั่นการท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาสของมาเลเซีย เดินทางได้สะดวกในทุกทิศทาง ทั้งจากกัวลาลัมเปอร์ เขตกลัง และเขตชาห์อลัม เพราะขนาบด้วยถนนหลวงสายหลัก 2 สาย มีทางเชื่อมจาก Federal Highway เพื่อเข้าสู่โครงการโดยตรง รวมถึงสะพานเชื่อมจากคอนโดมิเนียมในโครงการเข้าสู่ศูนย์การค้าโดยตรงอีกด้วย

CPN

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.