Central Group สร้างแคมเปญความยั่งยืนให้ธุรกิจอยู่ควบคู่ไปกับสังคม

Jun 13, 2019 N.Rotchana

ปี 2561 ประเทศไทยมีขยะมูลฝอย เกิดขึ้นประมาณ 27.82 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 1.64 % สามารถคัดแยกและนำกลับไปใช้ประโยชน์ 9.58 ล้านตัน คิดเป็น 34 % ถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง 10.88 ล้านตัน คิดเป็น 39 % และกำจัดไม่ถูกต้อง 7.36 ล้านตัน คิดเป็น 27 % ไม่เพียงเท่านั้นกรุงดทพฯ ยังติดอันดับเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ เป็นอันดับที่ 23 ของโลก และอันดับ 1 ของจังหวัดในประเทศไทยที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมอีกด้วย 
 
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลได้กำหนดเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ในขณะที่ภาคธุรกิจเองจำเป็นต้องวางนโยบายในการทำธุรกิจให้กลายเป็นเนื้อเดียวไปกับการดูแลสังคมให้ได้ และจำเป็นต้องมีการวางเรื่องของ Brand Purpose เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะใช้เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
 
ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลที่อยู่ในธุรกิจค้าปลีกและบริการ นับเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้คนหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน มี Stakeholder ในหลายมิติ ทำให้เซ็นทรัลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเป็นส่วนหนึ่งในการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด และมุ่งมั่นที่จะเป็นต้นแบบการพัฒาอย่างยั่งยืนของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและบริการ จากภายในสู่ภายนอกองค์กร มีการวางนโยบายไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นเป้าหมายหลัก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสร้างโลกสีเขียวอย่างยั่งยืน ผ่านแคมเปญ เซ็นทรัล กรุ๊ป เลิฟ ดิ เอิร์ธ (Central Group Love The Earth) 
 

วางเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า เดิมทีบริษัทฯ มีหลายโปรเจ็กต์ที่ทำเรื่องประโยชน์ของสังคม ไม่ว่าจะกับชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ การศึกษา และความเท่าเทียม แต่สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัว ต้องช่วยกัน ถ้าเราไม่ขยับก็ไม่มีใครขยับ
 
“เรามีแคมเปญ Central Love The Earth มาสิบกว่าปีแล้ว และเริ่มมี no bag day ทุกวันพุธ ซึ่งมันไม่ไปไหน เพราะกฎระเบียบมันไม่มากพอ เช่นเรื่องถุงพลาสติก ถ้าเราไม่ให้ลูกค้า อาจโดนคอมเพลนท์ หรือคิดเงินลูกค้าก็คงไม่ได้”
 
“เราก็ต้องระดมสมองกัน เพราะเรื่องพวกนี้ เรามีความรู้น้อยมาก ไม่รู้ว่าควรเริ่มทำตรงไหน เราก็ต้องทำเวิร์กคช้อปคิดด้วยกันหลายสิบครั้ง ก็เข้าใจตรงกัน ในทิศทางเดียวกัน แล้วปัญหาสิ่งแวดล้อมน่ากลัวมาก เวลาเราลงพื้นที่ สิ่งที่พบบ่อยคือ ป่าโดนทำลาย ขยะล้นเกาะ เป็นต้น”
 

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการ บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด และที่ปรึกษา Central Group Sustainability เปิดเผยว่า การทำธุรกิจอย่างยั่งยืนมีกฎอยู่ 3 ข้อ คือ 1. อย่าคิดระยะสั้นต้องคิดยาว อย่าคิดแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง 2. ต้องคิดถึงผลประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วย และ 3. การเติบโตไม่ใช่แค่เชิงปริมาณ แต่ต้องได้ในเชิงคุณภาพ
 
จึงทำให้กลุ่มเซ็นทรัลได้วางเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วางกรอบการดำเนินงาน 4 ประการ ได้แก่ 1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) 2.การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency) 3.การบริหารจัดการขยะมูลฝอย (Waste Management) และ 4. การบริหารห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Management) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนแก่คนรุ่นหลังต่อไป
 
ซึ่งการขับเคลื่อนนโยบายของเซ็นทรัลกรุ๊ปนั้น ตรงกับวัตถุประสงค์ขององค์การสหประชาชาติในการวางเป้าหมายการขับเคลื่อนไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (SDG Goals) ทำให้การเดินตาม 4 แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมของเซ็นทรัลกรุ๊ปนั้น เป็นการสนับสนุนให้สามารถพิชิต SDG Goals ใน 4 ข้อ ได้แก่ ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG13)  การบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน (SDG12) การพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน (SDG11) และการมีน้ำสะอาด การมีสุขอนามัยที่ดี (SDG6)
 

ขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ลดขยะ ปรับภูมิทัศน์ และฟื้นฟูป่า
คุณพิชัย กล่าวถึงแคมเปญ Central Group Love the Earth ว่า จะขับเคลื่อนผ่าน 3 โครงการหลัก ได้แก่ 
1. Journey to Zero  ลดขยะผ่านโครงการ ลดปริมาณขยะมูลฝอย (Zero Waste to Landfill) มีการรณรงค์ลดใช้ พลาสติก (Plastic Reduction) ในปี 2561 ซึ่งสามารถลดใช้ถุงพลาสติกได้ถึง 4.5 ล้านใบ และลดการใช้หลอดพลาสติกได้ถึง 13.6 ล้านหลอด ปี 2562  (ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562) มีลูกค้าปฏิเสธไม่รับถุงพลาสติกถึง 4.8 ล้านครั้ง พร้อมกับให้ความรู้แก่พนักงาน โรงเรียน ชุมชน เด็กเล็ก เช่น บ้านนาทรายน้ำรอด จังหวัดอุดรธานี บ้านโป่งแมลงวัน จังหวัดนครราชสีมา และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านการจัดการคัดแยกขยะ (Waste Segregation) และลดการสร้างขยะอาหาร (Food Waste) ไม่ว่าอาหารเหลือค้างจากการขาย หรือการบริโภคของพนักงาน ซึ่งตอนนี้มีการทำงานร่วมกับ มูลนิธิเอสโอเอส  Scholar of Sustenance (SOS) นำอาหารที่ยังทานได้ส่งให้กับเด็กและผู้ขาดแคลนโอกาส ตั้งแต่ 2560 - มกราคม 2562 สามารถสร้างมื้ออาหารได้มากกว่า 100,000 มื้อ คิดเป็นการลดปริมาณขยะอาหารได้ถึง 34 ตัน
 
นอกจากนี้ยังรวมถึงโครงการ Zero Carbon (ปราศจากการสร้างคาร์บอน) ลดปัญหามลพิษด้วยพลังงานสะอาด (Clean Energy) โดยมีการติดตั้งแผงพลังงานโซล่าร์เซล บนหลังคาศูนย์การค้าในเครือ (Solar Rooftop) ทั้งหมด 11 สาขา ทำให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 5,800 เมกะวัตต์ ต่อชั่วโมง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 3,300 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี พร้อมกับ สถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charger) โดยห้างเซ็นทรัลถือเป็นห้างแรกที่ติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในประเทศ ปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัลติดตั้ง EV Charger ทั้งหมด 12 สาขา 20 จุด เช่น เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล ชิดลม, เซ็นทรัล พลาซา ศาลายา และมีแผนที่จะติดตั้งเพิ่มให้ครบทุกศูนย์การค้า
 
2. Central Green การปรับภูมิทัศน์โดยรอบศูนย์การค้า พื้นที่ 4 ตร.กม. ไม่ว่าจะจัดทำสวนสาธารณะ การบูรณาการพื้นที่ริมคลอง การติดเครื่องดักไขมัน และการปรับสภาพน้ำในคลองข้างศูนย์การค้า เพื่อให้เกิดความสะอาด สวยงาม และน่าอยู่อาศัย ปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัลจัดทำโครงการแล้วทั้งหมด 31 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 70,000 ไร่ และมีแผนที่จะดำเนินงานอีก 24 สาขา 
 
3. Forest Restoration ปลูกต้นไม้ ฟื้นฟูผืนป่า ได้แก่ โครงการปลูกป่าบางขุนเทียน บนพื้นที่ 36 ไร่, โครงการคุ้งบางกะเจ้า 23 ไร่, โครงการ “สร้างอาหารยั่งยืน…ฟื้นคืนป่าน่าน” รณรงค์ปลูกป่าจำนวน 200 ไร่ ร่วมกับองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ณ จังหวัดน่าน และโครงการส่งเสริมการปลูกกาแฟอินทรีย์ รักษาป่าภูชี้เดือน ณ จังหวัดเชียงราย พื้นที่กว่า 500 ไร่
 
ทั้งนี้การขับเคลื่อนแคมเปญ Central Group Love the Earth จะทำควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจ พร้อมวางนโยบายในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของทั้งกลุ่มเป็นกลยุทธ์ระยะยาวไปจนถึงปี 2030 เพื่อเป็นกรอบการทำงานของแต่ละธุรกิจในเครือให้เหมาะสมกับรูปแบบและแนวทางในการทำธุกิจของแต่ละบริษัทต่อไป  
 
ทางกลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นว่า การรักษ์โลกที่ยั่งยืน เริ่มต้นที่ตัวเรา เพื่อประโยชน์สู่ชุมชนโดยรอบ และขยายไปสู่ในระดับประเทศ เพื่อส่งต่อโลกสีเขียวที่มีคุณภาพให้กับคนรุ่นหลังต่อไป
 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.