4,070
VIEWS

ความท้าทายใหม่ของ “สิงห์ปาร์ค”

Jun 12, 2019 J.Wara

จุดยืนที่ชัดเจนของสิงห์ปาร์ค เชียงราย ภายใต้การบริหารของบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด คือการเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือ Social Enterprise โดยแนวคิดหลักในการบริหารงานก็คือการผลักดันให้เกิดสภาพเศรษฐกิจที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี มีเศรษฐกิจดี กระจายความสุขให้กับชุมชนในเชียงรายและแถบภาค เหนือ

“เราไม่ได้มุ่งเน้นทำแต่กำไรในแง่ของเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว เพราะบริษัทแม่มีธุรกิจที่หลากหลายอยู่แล้ว เราต้องการสร้างสังคมที่ดี สร้างเศรษฐกิจ รายได้ สร้างความคึกคักให้จังหวัดเชียงรายพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด อธิบายถึงแนวคิดหลักของ สิงห์ปาร์ค เชียงราย

 

 

ในอดีตที่ดินซึ่งเป็นสิงห์ปาร์คในปัจจุบันถูกออกแบบมาให้พัฒนาสินค้าเกษตรอย่างข้าวบาร์เลย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตเบียร์ ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อลดการนำเข้า ซึ่งนั่นเป็นที่มาที่ไปในการรวบรวมสายพันธุ์ข้าวบาร์เลย์จากทั่วโลก รวมถึงนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ มาทดลองปลูกข้าวที่มีถิ่นกำเนิดจากยุโรปมาปลูกในประเทศไทย โดยหาวิธีที่จะสู้กับสภาพภูมิอากาศและข้อจำกัดต่างๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำเกษตรของบุญรอดและต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมทางการเกษตร ภายใต้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ "บุญรอดฟาร์ม"

วันนี้สินค้าที่เกิดขึ้นภายใต้แบรนด์บุญรอดฟาร์มพัฒนามาตรฐานขึ้นไปจนกลายเป็นสินค้าเกษตรซึ่งได้รับเครื่อง หมาย ThaiGAP ถือเป็นมาตรฐานระบบการผลิตสำหรับภาคเกษตรของไทยที่กำหนดขึ้นโดยภาคเอกชน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคว่าสินค้าเกษตรที่ผลิตในประเทศไทย ได้ถูกผลิตตามมาตรฐานและกระบวนการที่ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ปลอดภัยจากสารเคมีและเชื้อโรคที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค รวมถึงสัตว์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“เครื่องหมายการค้า ThaiGAP  เป็นเครื่องหมายที่บ่งชี้ว่าสินค้าของเราเป็น Food Safety ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สากลระดับโลกยอมรับ สังเกตได้ว่าห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทยในตอนนี้ สินค้าทางการเกษตรจะต้องมีโลโก้เหล่านี้ติดอยู่ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคทราบว่าสามารถรับประทานได้เลยเพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัยทางด้านอาหาร เราในฐานะของบริษัทใหญ่ก็คำนึงถึงความสำคัญในเรื่องของมาตรฐานสากล เพราะเราเชื่อว่าจะช่วยยกระดับไม่ใช่แค่ตัวสินค้าแต่ยกระดับในแง่ของความคิดตั้งแต่ต้นน้ำก็คือระดับผู้ปลูก กระบวนการต่างๆ การบรรจุสินค้า ไปจนถึงการคิดเรื่องของช่องทางในการจัดจำหน่าย เราถือเป็นบริษัทเอกชนชั้นนำที่ได้รับการ Certify  อย่างเป็นทางการจากสภาหอการค้าไทย”

 

พงษ์รัตน์ เสริมอีกว่า สเตปต่อไปของบุญรอดฟาร์มคือการพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน JGAP ซึ่งถือเป็นมาตรฐานที่เข้มงวดและดีที่สุดในด้านการจัดการฟาร์มเพื่อให้เกิดความปลอดภัยด้านอาหารและความยั่งยืนทางเกษตร กรรมของญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้มีขอบข่ายเพียงความปลอดภัยทางอาหารเท่านั้นแต่ยังมีขอบข่ายรวมไปถึงการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการทำงานที่ปลอดภัยในฟาร์มด้วย ถือเป็นการปูทางให้บุญรอดฟาร์มก้าวไปสู่ระดับสากลในอนาคต โดยเป้าหมายแรกคือการนำสินค้าของบุญรอดฟาร์มให้เข้าไปอยู่ใน Event ระดับโลกอย่างโอลิมปิก 2020 ที่กำลังจะมาถึงไม่ใช่แค่เพื่อยกระดับแบรนด์บุญรอดฟาร์ม แต่หมายรวมถึงการช่วยยกระดับสินค้าเกษตรไทยในอนาคตด้วย

อย่างไรก็ตาม พื้นฐานในแง่ของการทำการเกษตรหากต้องการที่จะเพิ่มตลาดและโอกาสทางธุรกิจ “นวัตกรรม” คือปัจจัยสำคัญที่จะนำพาแบรนด์ไปสู่ความแข็งแกร่งและอยู่ในจุดที่สูงขึ้นไป พงษ์รัตน์ บอกกับเราว่าการคิดค้นนวัตกรรมและมีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดเป็นเรื่องสำคัญ

“ปีนี้เราทำ Craft Tea ขึ้นมาตัวนึง เป็น Cold Brew Tea ชาที่เราหมักเย็นขึ้นมา มีส่วนผสมที่ลงตัวเกี่ยวกับเรื่องของเทคนิคการทำเครื่องดื่มจากบริษัทแม่ของเราโดยที่เรานำเอาไนโตรเจนเข้ามาเบลนด์ เพื่อให้เกิดความละมุนและแปลกใหม่เพราะเรามองว่าตลาดเมืองไทยผู้บริโภคส่วนมากไม่ได้มีพฤติกรรมที่ชงชาดื่มเองมากนัก ถ้าเรายังขายชาเพื่อให้คนนำไปรับประทานในแบบเดิมตลาดก็คงจะหดตัวลงไปเรื่อยๆ เราทำ Cold Brew Tea ออกมาเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถดื่มได้ง่ายขึ้น หน้าตาจะมีลักษณะคล้ายเบียร์ มีรสชาติที่หลากหลายซึ่งผมมองว่าตรงนี้นอกเหนือจากการที่เราเอาใจใส่ในการปลูกชาแล้ว เรายังเพิ่มโอกาสในแง่ของการใส่มุมมองที่เป็นนวัตกรรมลงไปเพื่อให้เกิดสินค้าในรูปแบบใหม่ขึ้นมาอีกด้วย”

 

ปีนี้บุญรอดฟาร์มจะมีสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้นทั้งสินค้าเกษตรแบบสดไม่ว่าจะเป็นพืชผักผลไม้ต่างๆ รวมถึงสินค้าแปรรูปในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Snack หรือเครื่องปรุงต่างๆ สำหรับสินค้าที่เป็นไฮไลท์ของบุญรอดฟาร์มอย่างชาซึ่งได้บริษัทร่วมทุนอย่าง Maruzen บริษัทผลิตชาเขียวชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่นมาเป็นพาร์ทเนอร์เพื่อนำองค์ความรู้ในการผลิตชาเขียวในญี่ปุ่นมาใช้กับสินค้าภายใต้บุญรอดฟาร์มเป็นรายแรก ทำให้โครงสร้างราคาต่ำกว่าสินค้านำเข้า 20-30% ซึ่งช่วยให้ชาเขียวจะถูกนำไปใช้ต่อในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยมากขึ้น

“ส่วนของชาปีนี้มีการลงทุนในเรื่องของการสั่งเครื่องจักรใหม่จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้กำลังการผลิตเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยเราตั้งเป้าที่จะทำรายได้จากธุรกิจ B2B 70% และ B2C 30% ส่วนภาพรวมการเติบ โตของบุญรอดฟาร์มในปีนี้จะยังวางเป้าหมายไว้ที่ 25% เช่นเดิม แม้ช่วงต้นปีจะมีปัญหาฝุ่นมากระทบรายได้จากการท่องเที่ยวแต่เราก็สามารถทดแทนด้วยรายได้จากส่วนที่เป็นสินค้าเกษตร”

 

อย่างไรก็ตาม พงษ์รัตน์เสริมว่า สินค้าเกษตรจะเป็นสินค้าที่หากขายไม่ได้วันนี้พรุ่งนี้เน่า ดังนั้นการจะออกสินค้าใหม่สู่ตลาดจริงต้องคิดให้มาก

ความท้าทายของเราก็คือ เราต้องคิดให้มากเวลาจะออกสินค้าใหม่ต้องมีการตอบสนองจากตลาด มีความต้องการของตลาด ต้องคิดหาวิธีการปลูก การเก็บผลผลิต การเก็บรักษา การขนส่งต้องทำอย่างไร แต่ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ตรงนี้เราก็ต้องพัฒนากันไปเรื่อยๆ พงษ์รัตน์ กล่าวปิดท้าย

อสังหา

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.