9,212
VIEWS

น้องนิดระยอง หมอนทองกิโลละ 3,000 บาท พี่ดุนะ...น้องไหวเหรอ

May 14, 2019 S.Vutikorn

ทำไมไวน์ขวดละแสนยังขายได้...

ทำไมทุเรียนก้านยาวเมืองนนท์ลูกละหลายหมื่นยังต้องจองข้ามปี...

แล้วทำไมทุเรียนหมอนทองระยองจะขายกิโลละ 3,000 บาท ไม่ได้เชียวหรือ???

นี่คือคำตอบที่ได้รับระหว่างการเดินไปร้านกาแฟเพื่อนั่งสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ

แน่นอนว่า แค่คำตอบแบบอุ่นเครื่อง ก็ทำให้ทีมงานมั่นใจว่าเลือกสัมภาษณ์แม่ค้าทุเรียนถูกคนแล้ว

ปีนี้ทุเรียนในเมืองไทยค่อนข้างจะได้ผลผลิตดี มองไปทางไหนก็เจอร้านขายทุเรียน ตั้งแต่รถเข็นยันร้านห้องแถวขนาดใหญ่ จนเราเริ่มเห็นการตัดราคากันแล้ว

โดยราคาเฉลี่ยของทุเรียนพันธุ์ยอดนิยม คือ “หมอนทอง” แบบชั่งขายทั้งลูกจะตกประมาณ 120-200 บาทต่อกิโลกรัม ถูกหรือแพงตามทำเลไป

แต่เชื่อไหมว่า ที่ตลาดอตก. มีร้านทุเรียนชื่อดังร้านหนึ่ง ที่ขายทุเรียน “คุณภาพเกรดเอ” แบบแกะขายเฉพาะเนื้อในราคากิโลกรัมละ 3,000 บาท

เห็นราคาขายสูงขนาดนี้ ในวันที่ขายดีๆ แค่ครึ่งวันเช้าทุเรียนที่แกะไว้ก็เกือบจะเกลี้ยงแผงแล้ว

สำหรับลูกค้าประจำจะรู้ดีว่าทุกครั้งที่ไปร้านจะต้องเจอกับ “พี่นิด” เจ้าของร้านที่ยืนยื่นทุเรียนพร้อมรอยยิ้มให้ลูกค้าได้ทดลองชิม

ในวันนี้รอยยิ้มของพี่นิดเป็นรอยยิ้มที่แทบจะไม่มีความกังวลใดๆ แล้ว

ต่างกับเมื่อ 30 ปีก่อนที่เป็นรอยยิ้มซึ่งแอบซ่อนไว้ด้วยคราบน้ำตา...

บทสัมภาษณ์นี้ จะถ่ายทอดชีวิตการทำงานของผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ต่อสู้กับความยากจนและการถูกเอารัดเอาเปรียบมาตลอด ก่อนที่จะเดินมาถึงจุดนี้

พุธชาติ ลาภผล คือชื่อจริงๆ ของเธอ แต่คนส่วนใหญ่มักจะนิยมเรียกว่า “พี่นิด” จนติดปาก

พี่นิดเล่าให้ฟังว่า พื้นเพของครอบครัวเป็นคนระยอง มีอาชีพทำสวนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร หากจะนับเจนเนอเรชั่น เธอก็เป็นชาวสวนรุ่นที่ 3 แล้ว

ครอบครัวของพี่นิดก็เหมือนเกษตรกรเกือบทั่วประเทศที่มักจะปลูกพืชหรือผลไม้แล้วขายส่งให้กับพ่อค้าคนกลาง เพราะไม่มีความรู้เรื่องการทำธุรกิจ

สวนของพี่นิดก็เป็นอีกหนึ่งครอบครัวเกษตรกรที่ถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบและโกง

“ก่อนมาปลูกทุเรียนเราปลูกผักมาก่อน ปลูกแตงกวา ปลูกแฟง ที่เราเจอตอนนั้นคือ พ่อค้าคนกลางกดราคาแตงกวาให้เรากิโลละ 1 บาท แฟงเราขายกิโลละ 50 สตางก์ ทั้งๆ ที่ตลาดขาย 5 บาท 7 บาท จำไว้ของอะไรที่เรากำหนดราคาเองไม่ได้อย่าทำ คิดดูแตงกวาพ่อค้าให้เรากิโลละบาท เอาไปขาย 8 บาท เราไม่ขายสินค้าก็เน่า เราทำแทบตายมันให้บาทเดียว เอาเปรียบเรามากๆ เลยเปลี่ยนมาปลูกทุเรียน

สมัยนั้นยี่สิบกว่าปีก่อนโทรศัพท์อะไรก็ยังไม่มี พ่อค้าที่มารับซื้อเราก็มาหลอกเราว่ากรุงเทพฯ ตลาดมันตาย ทุเรียนขายไม่ได้ มากดราคาเราจากโลละ 70 บาทเหลือ 40 บาท บางปีก็แกล้งหลอกมาเหมาสวนเราแล้วโกง แกล้งเลือกเอาแต่ทุเรียนดีๆ ไปหมด แล้วทิ้งเรา หนีเราไปเลย ติดต่อกลับไปก็ไม่ได้ เราทำสวนอย่างเดียวไม่รู้ตลาดกรุงเทพฯ เลยว่าตายจริงไหม คนไม่รับซื้อจริงไหม พอเจอแบบนี้หลายรอบ เราเป็นหนี้ธกส. เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สมัยนั้นสามสิบกว่าปีก่อนก็ล้านกว่าบาท เรากลับมานั่งคิดว่าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้เราตายแน่นอน”

ด้วยความที่พี่นิดเป็นคนที่ทำงานมาตั้งแต่เด็ก อายุ 13 ก็เริ่มติดตามญาติมาขายผลไม้ที่ตลาดอตก. แล้ว

พออายุ 16 ปี พี่นิดแต่งงานมีครอบครัวและตัดสินใจที่จะเข้ามาเปิดร้านที่ตลาดอตก. โดยเอาที่ดินที่มีอยู่จำนวน 6 ไร่ ไปกู้เงินมาเริ่มต้นธุรกิจ

“ก่อนหน้านี้เคยมาแบบ 3 เดือนกลับ พอหมดฤดูเขาก็ไล่กลับ ไปๆมาๆ หลายรอบจนทนไม่ไหว พี่นิดพยายามทำเรื่องมาเพราะรู้ว่าที่นี่คนมีตังค์เยอะ เพราะเคยมาขายของตอนเด็กๆ แต่เราเจอกีดกัน เหตุผลเพราะเราเด็กอายุเพิ่งจะ 16 เขาไม่ไว้ใจ เราเลยไปหาลุงเสริมศักดิ์ การุณ ส.ส.ระยองในสมัยนั้นให้ช่วยเขียนจดหมายรับรองให้ จนในที่สุดเราก็มีโอกาสได้มาขายทุเรียนที่ตลาดอตก. เมื่อ 30 ปีก่อน”

พี่นิดเล่าย้อนความกลับไปให้ฟังว่า ถ้าไม่คิดจะผันตัวเองจากเกษตรมาเป็นแม่ค้าต้องแย่แน่ๆ เพราะเป็นหนี้เพิ่มขึ้นทุกปี ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าอยากจะขายสินค้าแบบกำหนดราคาเองต้องทำอย่างไร จนเป็นจุดเริ่มต้นของการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาขายทุเรียนที่อตก. โดยใช้ชื่อร้านว่า “น้องนิดระยอง”

แต่ก็ใช่ว่าได้แผงทุเรียนแล้ว ทุกอย่างจะราบรื่น พี่นิดเล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกๆ ของการเปิดร้าน หลายครั้งที่เธอถูกปฏิเสธเพราะรูปลักษณ์ภายนอก

“ตอนนั้นอายุ 16 หน้าเด็กมาก คนเดินผ่านเราก็ไม่ซื้อเราเพราะว่าเราดูเด็กมากๆ เขามองว่าเราไม่มีความรู้ประสบการณ์ เราก็ต้องหาทางทำตัวให้แก่กว่าเดิม เพราะถ้ามาอยู่ที่นี่คนแก่เชื่อถือได้ สมัยนั้นเขามองแบบนี้ คนที่เดินที่นี่ส่วนใหญ่เป็นไฮโซ เป็นข้าราชการระดับสูง เราไม่รู้ว่าคนที่นี่สูงแค่ไหน รู้แต่ว่าเขาไม่ไว้ใจเราเลย เพราะเขามองว่าของที่เขาซื้อมันต้องมีที่มาที่ไป บางที่ก็เอาไปถวาย ไปแจกผู้ใหญ่ ไปรับแขกรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ มาซื้อของส่งเข้าวังก็ยังมี

เราก็พยายามทุกอย่างเพื่อให้ขายได้ ให้ชิมทุเรียนฟรีก่อนเพื่อให้เขาเชื่อใจ เมื่อก่อนทุเรียนเมืองไทยอร่อยกว่านี้มาก เพราะว่าสภาพอากาศดีกว่า ทุกอย่างธรรมชาติมากๆ ทุเรียนจะหอมมากๆ มันไม่เหมือนสมัยนี้ ตอนมาใหม่ๆ เราพยายามดูแลลูกค้าให้ดีเลย ถ้าเราดูแลลูกค้าเราดีๆ เวลาเราบอกเราแนะนำอะไรไปเขาก็เชื่อ”

ไม่นานก็เริ่มได้ผล ร้านทุเรียนน้องนิดเริ่มมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นจากคำแนะนำของลูกค้าแบบปากต่อปาก ระหว่างนั้นพี่นิดก็เริ่มขยายธุรกิจด้วยการส่งทุเรียนไปจำหน่ายที่ตลาดมหานาคกับปากคลองตลาดเสริมอีกทางหนึ่ง

แม้จะเริ่มขายดีขึ้น แต่พี่นิดก็ยังพยายามศึกษาข้อบกพร่องของตัวเองแล้วนำมาปรับปรุงอยู่เสมอ

พี่นิดเล่าประสบการณ์ในการทำงานที่ผิดพลาดให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเคยเลือกลูกค้าจากภายนอกโดยดูจากการแต่งตัว ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิด

“สมัยก่อนพี่นิดเคยมองลูกค้าผิดไป เพราะวาตลาดอตก.นี่ลูกค้าคุณหญิง คุณนายเยอะมาแบบใส่เพชรพลอยเต็มตัว พี่นิดก็พยายามจะขาย พยายามคุยกับพวกนี้มากหน่อย เพราะคิดว่าน่าจะซื้อของเราเยอะ ส่วนพวกที่ใส่ขาสั้นใส่นันยาง เราก็ไม่เรียก เพราะว่าพี่นิดต้องการเงินก่อนไง ตอนนั้นเป็นหนี้อยู่เลยเน้นคนแต่งตัวดีๆ

กลายเป็นเราพลาด เพราะเรามัวแต่ดูคนใส่เพชรเยอะๆ พวกนี้ชอบคนเอาใจ  มีอยู่วันหนึ่งมีผู้ชายใส่เสื้อยืดห่านคู่มายืนดูทุเรียนที่ร้านเรา เราก็ถามว่าพี่เอาไรไหม ถามได้นะ แต่เรามัวแต่ไปดูแลคุณหญิง พอเราหันไปคุยทางอื่นคุณหญิงก็จี้เรา เราก็ต้องหันมาดูแลคุณหญิง ปรากฏว่าเขาก็เดินจากร้านเราไปซื้อร้านข้างๆ ซื้อทุเรียนทีเดียว 160,000 บาท ขณะที่คุณหญิงที่จู้จี้ๆ กลับซื้อแค่ไม่กี่พัน”

หลังจากนั้นเป็นต้นมา พี่นิดเปลี่ยนวิธีการขายด้วยการให้ลูกค้าทุกคนได้ลองชิมทุเรียนของที่ร้าน ทันทีที่เดินมาหยุดหน้าร้าน ไม่ว่าจะซื้อหรือไม่

“คราวนี้พี่นิดเรียกทุกคนเลยให้ชิมทุกคนก่อน มัดใจไว้ก่อน แค่เราเปลี่ยนจากพี่ชิมก่อนกับพี่รอก่อน นี่คนละความหมายเลย เราพยายามดูแลทุกคนให้เท่าเทียมกัน เราปรับปรุงตัวเอง พอลูกค้าเชื่อมั่นเราปุ๊บเขาก็ศรัทธาเรา คราวนี้เราบอกอะไรเขาเริ่มเชื่อแล้ว มันก็ขายดีขึ้นเรื่อยๆ จนมีทุกวันนี้”

นี่คือเหตุผลที่ร้านของพี่นิด ลูกค้าทุกคนจะได้ชิมทุเรียนก่อน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นกฎเหล็กของร้านว่า ก่อนซื้อต้องชิมทุเรียนก่อน ถ้าไม่ลองชิมไม่ขาย

ทุกวันนี้ลูกค้าของพี่นิดเป็นลูกค้าประจำและขาจรอย่างละครึ่ง โดยลูกค้าประจำนั้นส่วนใหญ่จะโทรสั่งล่วงหน้าหลัง 2 ทุ่ม 1 วัน เพราะรู้ว่าหลัง 2 ทุ่มพี่นิดจะรับสายและโทรติดง่าย

ถ้าจะถามว่าความสำเร็จของร้านทุเรียนน้องนิดระยองเกิดจากอะไร แน่นอนว่าเฟืองจักรสำคัญนั้นคงหนีไม่พ้นตัวพี่นิดเอง ที่มีประสบการณ์ในการปลูก และคัดสรรทุเรียน รวมถึงศิลปะในการปิดการขาย             

แต่อีกหนึ่งปัจจัยที่จะปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ คุณภาพของทุเรียน

ทุกวันนี้เฉลี่ยแล้ว พี่นิดจะคัดสรรทุกเรียนที่เป็นเกรดเอมาแกะขาย คิดเป็นสัดส่วนเพียง 30% ของผลผลิตเท่านั้น

หมายความว่า ถ้ามีทุเรียนสุกมา 10 ตัน จะสามารถแกะขายได้เพียง 3 ตัน ส่วนที่เหลืออีก 70% จะถูกนำไปแปรรูปเป็นทุเรียนทอด และทุเรียนกวน

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ทุกเรียนของพี่นิดมีคุณภาพสูง แต่ในขณะเดียวกันก็มีราคาสูงกว่าท้องตลาด

“เราคัดทุเรียนคุณภาพจริงๆ ทุเรียนมา 10 ตัน เราส่งได้เนื้อเกรดหนึ่งแกะขายได้แค่ 30% เอง ที่เหลือเราเอาไปทอดไปกวน เราขายทุเรียนก้านยาวกวนดีมาก ส่งนอก 1 ถุง 300 กรัม ขาย 500 บาทขายดีมาก ทุเรียนทอดของเราก็ไม่เหมือนที่อื่น เพราะว่าเราเอาทุเรียนที่แก่จัดมาทอด มันจะหวานมันกลมกล่อม เราไม่มีเอาทุเรียอ่อนมาทอดแล้วใส่สี พวกนี้กินแล้วจะไม่รู้รส แต่สีเหลืองอ๋อย   

ทุเรียนที่แกะแล้วเราต้องมาเลือกเนื้อ เพื่อจัดส่งสำหรับคนที่โทรมาจอง เพราะว่าแต่ละคนกินไม่เหมือนกัน เรารับปากมั่วไม่ได้ พลาดไม่ได้ เพราะว่าเขาเอาไปรับแขกของเขาเหมือนกัน เราเสียหน้าไม่ได้ ลูกค้าของเราก็เสียหน้าไม่ได้เหมือนกัน ราคาเขาไม่เกี่ยงเลย เพราะว่าเขาซื้อมาหลายที่แล้ว ทั้งรมต. ทั้งทหารผู้ใหญ่มาหาเราหมดเลย มาเล่าให้ฟัง ว่าเอาทุเรียนไปแจกแล้วเสียหน้า เลยมาสั่งที่เรา เราสามารถจัดทุเรียนได้ตามความชอบ จัดระดับน้ำตาลได้ หวานมาก หวานน้อย ปลานกลาง เนื้อเนียน เนื้อหยาบ คนทั่วไปอาจจะแยกไม่ออก แต่เราดูเนื้อดูสีออก ประสบการณ์เราทำมากว่า 30 ปี”

เราพูดคำเดียวเลย ต้องสัมผัส แค่มองภายนอกอาจจะสวยใกล้เคียงกัน แต่นิสัยไม่เหมือนกัน แต่พอสัมผัสแล้วแตกต่างกัน

จากที่ดิน 6 ไร่ที่เอาไปจำนองไว้ พี่นิดค่อยๆ ขยายธุรกิจจนสามารถไถ่ที่กลับมาเป็นของตัวเอง และซื้อที่ดินบริเวณรอบๆ เพิ่มขึ้นทีละนิดตามกำลัง

จนปัจจุบันพี่นิดเป็นเจ้าของสวนขนาด 400 ไร่แล้ว

หลักๆ แล้วพี่นิดเน้นปลูกทุเรียนกับทำสวนยางเป็นหลัก

“ยางราคาไม่สูง แต่ดูแลง่าย ส่วนทุเรียนนี่ต้องเลี้ยงเหมือนลูกเลย ทุกเช้าต้องเดินสำรวจ เพราะเช้าๆ น้ำจะไหลลงต้น ถ้าเราเดินตอนสายน้ำมันระเหย ต้นมันจะชอบเน่า เราต้องดูทุกเช้าให้รู้ว่าต้นไหนเป็นโรค สมัยนี้ธรรมชาติเปลี่ยนแปลง เมื่อก่อนไม่ใช้เคมีมากเท่านี้ ไม่มีน้ำยาแรงๆ ปุ๋ยแรงๆ สวนเราไม่ทำสวนอื่นทำแมลงมันก็หนีมาหาเรา เราก็เอาเท่าที่ได้ มันเจาะเนื้อเราก็แกะที่ขายได้ เพราะว่าเราขายเนื้องาม ไม่ได้ขายลูกงาม เลยขายได้ บางทีหนอนเจาะแค่เปลือกไม่ถึงเนื้อ แต่แบบนี้ร้านขายไม่ได้แล้ว แต่ว่าเราขายได้

ข้อดีของการขายทุเรียนแกะ เราไม่มีปัญหาเรื่องรูปทรง ภายนอกต้องสวยๆ ก็เลยอัดยาแรงๆ เราไม่ป้ายยาเลย ปล่อยสุกตามธรรมชาติ เราเป็นทุเรียนปลอดสารพิษ ไม่มียาฆ่าแมลง ปุ๋ยใส่บ้างแต่ไม่มาก เราเลี้ยงเหมือนลูก ไม่ใช่ประเคนทุกอย่าง เหมือนเลี้ยงเด็กถ้าเอาใจตลอด ให้กินฟาสต์ฟู๊ดบ่อยๆ วันหน้าเขาจะแบมือขออีก เราเลี้ยงแบบไม่ต้องไปใส่อะไรมาก ให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง ธรรมชาติเขาจะเลี้ยงดูตัวเองให้รอดได้ ไม่ต้องแต่งอะไรมากมาย ส่วนการเก็บก็รอให้สุกจริงๆ ค่อยเลือกตัด เพราะว่าบางทีทุเรียนสุกไม่ทัน สวนที่ราบจะสุกช้ากว่าเนิน ราบ 4-5 วัน ที่เนิน 6-7 วัน ถ้าฝนตกก็ตัดไม่ได้อีก ต้องเว้นไปอีก 7 วัน ให้ทุเรียนคลายน้ำออกก่อน ไม่งั้นทุกเรียนสุกแล้วเนื้อจะอมน้ำ”

เมื่อถูกถามถึงความมั่นใจในตอนที่ตัดสินใจกู้เงินมาลงทุนนับล้านบาททั้งๆ ที่อายุเพิ่งจะ 16 ปี พี่นิด กล่าวว่า ไม่เคยคิดว่าจะขายไม่ได้ เพราะเป็นคนที่เชื่อมั่นมาตั้งแต่เด็ก อันไหนยากๆ ยิ่งอยากทำ อันไหนใครดูถูกว่าไม่ได้ยิ่งต้องทำ ยิ่งบวกกับความจนในตอนนั้นแล้ว ก็ยิ่งไม่มีทางเลือก

“สมัยนั้นจนมากเลยนะ เริ่มธุรกิจจากติดลบจริงๆ ต้องไปกู้เงิน ในตำบลนี่ไม่มีใครอยากยุ่งเพราะกลัวเราขอเงิน พ่อพี่นิดเสียตอนพี่นิด 8 ขวบ แม่ก็เลี้ยงแบบให้ช่วยตัวเอง เราสู้ชีวิตมาตั้งแต่ 9 ขวบ อายุ 13 มาออกร้าน ไม่เรียนหนังสือเลย จบแค่ป.6 เพราะเห็นคนแถวบ้านที่ไปเรียนกรุงเทพฯ กลับมาทีก็มีแต่ขอเงิน พ่อแม่ต้องเอาที่ดินไปกู้เพื่อส่งลูกเรียน เราเลยไม่อยากเรียน อยากหาเงินแล้ว คิดว่าทำได้

พอจนมากต้องทำทุกอย่าง เมื่อก่อนนี้ปลูกแตงกวา, แฟง, ถั่วฝักยาว, ถั่วลิสงขาย ที่บ้านกับสวนห่างกัน 10 กว่ากิโล เวลาเดินทางนี่ต้องผ่านที่ของหลวงมีต้นสะเดามีหนองน้ำ เราก็แวะเก็บผักบุ้งไปขาย เหมือนได้เงินฟรีๆ คนอื่นเขาไม่ทำกันเพราะเขาอาย เราไม่อายเพราะว่างานสุจริต แฟนพี่นิดก็อายมาก แต่เราบอกว่ามันเงินทั้งนั้น พี่นิดนอนวันละชั่วโมงเดียว เพราะเราต้องเก็บผักฟรีมาแยกถึงขาย แล้วต้องล้างถั่วเพื่อต้มขาย ทำเสร็จเที่ยงคืน ขายตีหนึ่ง ขายของเสร็จ เมื่อก่อนแม่ค้ามารับผักที่เราไปขายตลาดสี่มุมเมือง เราก็เอาผักที่บ้านเราไม่มีปลูกกลับมาขาย กะหล่ำปลี คะน้า กวางตุ้ง เหมามา 10 กิโล 5 บาท เราก็เอากลับมาวิ่งขายก่อนที่จะมาเก็บผักใหม่ พี่นิดทำหมดไม่ดูถูกเงินน้อย คนอื่นมองเราอย่างไรเราไม่เคยคิด เราขับรถมอเตอร์ไซค์พ่วงขายตามที่พักคนงานก่อสร้าง ขายดีมาก เพราะขายไม่แพง แล้วเขาก็คงสงสารเราด้วย”

ทุกวันนี้นอกจากการขายหน้าร้าน และรับจองผ่านโทรศัพท์แล้ว พี่นิดก็เริ่มมีการขยายช่องทางการขายผ่านไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าอีกทางหนึ่ง รวมถึงยังมีหน่วยรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเองอีก 20 คัน สำหรับการรับส่งสินค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับลูกค้าต่างจังหวัด พี่นิดก็มีบริการส่งสินค้าระบบห้องเย็นที่ได้มาตรฐาน โดยไม่คิดค่าขนส่ง

“ต่างจังหวัดไกลแค่ไหนก็ส่งฟรี เพราะว่าต้องการบริการที่ดี อยากให้คนไทยได้กินทุเรียนคุณภาพ คนไทยเริ่มเบื่อทุเรียนในตอนนี้ เพราะเจอทุเรียนชุบน้ำยากันเยอะ ขึ้นอยู่กับดวงว่าจะเจอแต่อ่อนมากอ่อนน้อยเท่านั้น”

เหตุผลที่ร้านน้องนิด ระยองไม่มีการขยายสาขาไปที่อื่นๆ ทั้งๆที่มีห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าชั้นนำมาชวนมากมาย ก็เพราะว่ากลัวเรื่องการควบคุมมาตรฐานทั้งการขนส่งและพนักงานขายที่ไม่สามารถให้คำแนะนำได้นั่นเอง

จากการโหมทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ทุกวันนี้พี่นิดมีปัญหาเรื่องสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับระบบขับถ่าย กระนั้นก็ดีพี่นิดกล่าวว่า ยังไม่คิดวางมือจากธุรกิจนี้แล้วหาคนมาช่วยขาย

“พี่นิดยังวางมือไม่ได้ เพราะว่าคนต้องการมาหาเรา คนมาจากเมืองนอกอยากมาถ่ายรูปกับเราก็มี โดยเฉพาะคนจีนเดินถือแผนที่ในมือถือมาหาเราเลยวันเสาร์ อาทิตย์”

พี่นิดกล่าวทิ้งท้ายกับทีมงาน ก่อนจะหันไปแซวลูกค้าประจำที่ยืนรอสั่งทุเรียนพร้อมรอยยิ้มอันสดใส ในวันที่ไร้คราบน้ำตา  

“หมอนทองโลละ 3,000 บาท พี่ดุนะ...น้องไหวเหรอ”

คำแนะนำ 5 ข้อจากพี่นิดถึงเกษตรกรรายอื่นๆ      

1. ต้องรู้จุดหมาย เราต้องรู้ว่าเรามีความสามารถด้านไหน ถ้าเราไม่รู้จักตัวเอง เราไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ เพราะฉะนั้นต้องค้นหาตัวเองให้เจอว่าเราชอบอะไร แล้วเราสามารถฝึกฝนได้ทีหลัง ขอแค่ว่าเราต้องรู้ว่าเราชอบอะไรก่อน แล้วค่อยมาเรียน มาหาความรู้เพิ่มเติม

2. ห้ามเห็นแก่ตัว มองอะไรต้องมองแบบเป็นกลาง เป็นธรรมห้ามเอาเปรียบคนอื่น เป็นสัจธรรมเลยที่ว่าตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน

3. ต้องยืนด้วยขาของเรา ถ้าเรายืนได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยคนอื่นจะดีมาก

4. ความซื่อสัตย์ ต้องมีในใจตลอดเวลา เพราะค้าขายสินค้าเกษตรไม่แน่นอน ธรรมชาติแต่ละสวน แต่ละปีผลผลิตก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นขายของต้องไม่โกง เราจะหลอกลูกค้าไม่ได้เลย

5. ต้องมีความเพียรพยายาม มีความอดทน เพราะว่าทุกสายอาชีพไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ ต้องเจอปัญหาบ้าง แต่เรารู้ว่าเราชอบ เราอยากทำมันต้องเจอปัญหาระหว่างทางกว่าจะถึงปลายทาง อาจจะมีสะดุดบ้าง แต่อยู่ที่ใจเราว่าเข้มแข็งพอหรือเปล่า

เกี่ยวกับร้านน้องนิด ระยอง

ตั้งอยู่ในตลาด อตก. กรุงเทพฯ โดยมี 2 ร้านอยู่ไม่ไกลกันนัก

จำหน่ายทุเรียนแกะเนื้อขาย, ทุเรียนกวน, ทุเรียนทอด เน้นพันธุ์หมอนทองและก้านยาว

ราคาขายทุเรียนก้านยาวขีดละ 500 บาท หมอนทองขีดละ 300 บาท

ทุเรียนหมอนทองล็อตแรก เดือนมกราคม-มีนาคม เนื้อจะอร่อยที่สุดในรอบปี จะจำหน่ายขีดละ 500 บาท แต่ไม่โชว์หน้าร้าน เพราะถูกสั่งจองไว้ตั้งแต่หลายปี

ทุเรียนร้านน้องนิด มีแบ่งประเภทตามความต้องการเป็น 6 ประเภท คือ

      1. ทุเรียนกรอบนอก นุ่มใน คือ กรอบข้างนอกนุ่มข้างในนิดๆ รสชาติหวาน

      2. ทุเรียนเนื้อไก่ฉีก ฉีกเนื้อกินได้เลย เป็นเส้นแบบอกไก่

      3. หวานละมุน คือหวานละลายในปากเลย ไม่สะดุดปากเลย นิ่มมากๆ

      4. หวานเวอร์ คือหวานที่สุดของร้าน เนื้อเนียนละเอียด นิ่มมากๆ คนต่างชาติชอบกิน

      5. หวานน้อย เนื้อเนียน หวานน้อย แต่กลมกล่อม ความมันความเข้มเหมือนเดิม จะมันๆ เหมาะสำหรับคนเป็นเบาหวาน คนที่กลัวอ้วนหรือต้องการคุมน้ำหนักแต่อยากกินทุเรียน

      6. แบบ 2 in 1, 3 in 1 พูเดียวแต่มีเนื้อ 2 แบบมีเนื้อแข็งเนื้ออ่อนหัวแห้ง ปลายหวาน,  3 แบบก็กรอบนอกนุ่มใน, หวานละมุน, เนื้อไก่ฉีก (ทุเรียนเกรียนนี้เพราะเจอลูกค้าเกรียนมาท้าทาย พี่นิดก็จัดให้)

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.