ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับร่วงลงอย่างหนัก เนื่องจากความกังวลการทำสงครามการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐ-จีน

May 14, 2019 -None-

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (7 – 10 พฤษภาคม) ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับร่วงลงอย่างมาก เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น หลังประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ จากเดิมที่อัตรา 10% เป็น 25% ด้านราคาน้ำมัน ปรับลดลง จากความกังวลสงครามการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และทำให้ความต้องการใช้น้ำมันปรับลดลง สวนทางกับราคาทองคำที่ปรับเพิ่มขึ้น หลังนักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยง และเข้าลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบ จากความกังวลการทำสงครามการค้ารอบใหม่ หลังประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ อยู่ที่ 25% จากเดิมที่ 10% ส่งผลให้หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มผู้ผลิตชิพปรับลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ปรับลดช่วงลบลงช่วงท้ายสัปดาห์ หลังรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้สิ้นสุดลง โดยการหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

ตลาดหุ้นยุโรป ปิดลบ จากความกังวลประเด็นสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน แม้ว่าตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม และตัวเลขการส่งออกของเยอรมันจะปรับเพิ่มขึ้นก็ตาม ขณะที่นักลงทุนรอติดตามความคืบหน้าประเด็นการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit)

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดลบ โดยมีแรงขายหุ้นกลุ่มส่งออกตามเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นเทียบดอลลาร์ สหรัฐฯ จากความกังวลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน รวมถึงความตึงเครียดในเกาหลีเหนือ หลังเกาหลีเหนือซ้อมยิงขีปนาวุธ

ตลาดหุ้นจีน ปรับลดลงอย่างมาก จากการที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ จากเดิมที่อัตรา 10% เป็น 25% และตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ออกมาต่ำกว่าคาด นอกจากนี้ ยังได้รับแรงกดดันจาก เงินหยวนที่อ่อนค่าอยู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 เดือน

ตลาดหุ้นไทย ปิดลบตามตลาดหุ้นทั่วโลกจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน แม้ว่าปัจจัยการเมืองภายในประเทศจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นก็ตาม

ตลาดน้ำมัน ปิดลบ เนื่องจาก นักลงทุนกังวลว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และทำให้ความต้องการใช้น้ำมันปรับลดลง

ตลาดทองคำ ปิดบวก เนื่องจาก ความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

เหตุการณ์สำคัญ (KEY EVENTS)

  • ติดตามความคืบหน้าประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน โดยแม้ว่าขณะนี้ทั้งสองฝ่ายจะยังไม่ได้ข้อสรุปร่วมกัน แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ แสดงความเห็นในเชิงบวก โดยทวีตข้อความ ระบุว่า การหารือกับจีนเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ยังคงแข็งแกร่ง และการเจรจาการค้าจะยังคงดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนในประเด็นดังกล่าวยังคงมีอยู่ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุว่า การเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ ในอัตรา 25% จะยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่จีน เคยระบุก่อนหน้านี้ว่า จะตอบโต้การปรับขึ้นภาษีดังกล่าว แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้สั่งการให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เริ่มกระบวนการที่จะจัดเก็บภาษีนำเข้าครั้งใหม่ต่อสินค้านำเข้าที่เหลือทั้งหมดจากจีน (ประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ) ซึ่งนับเป็นความพยายามล่าสุดของสหรัฐฯ ที่ต้องการกดดันให้จีนปฏิบัติตามข้อตกลงการค้า
  • ประธานาธิบดีทรัมป์ จะต้องเปิดเผยการตัดสินใจเกี่ยวกับ ผลการสอบสวนว่า การนำเข้ายานยนต์และชิ้นส่วนสหรัฐฯ จากคู่ค้าหลัก เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง ภายใต้ Section 232 หรือไม่ ภายในวันที่ 18 พ.ค.นี้
  • นักลงทุนรอติดตามกระบวนการเสนอรายชื่อส.ว. และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ในช่วงวันที่ 11-12 พ.ค. นี้ หลังจากนั้นจะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และคาดว่าจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรี ได้ในช่วงปลายเดือน พ.ค. นี้

มุมมองของเราในสัปดาห์นี้

สัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวน ได้รับปัจจัยกดดันจากประเด็นข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน โดยตลาดฯ อาจปรับเพิ่มขึ้นในระยะสั้น ได้รับ Sentiment เชิงบวกจากการที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ ทวีตข้อความว่าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และการเจรจาการค้าจะยังคงดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงที่จะปรับลดลงทุกเมื่อ หากเกิดกรณีดังนี้ 1) จีนออกมาตรการตอบโต้กลับตามที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ 2) การเจรจาการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศไม่มีความคืบหน้า หรือไม่สามารถตกลงกันได้ และ 3) สหรัฐฯ ยังคงยืนยันที่จะเริ่มกระบวนการจัดเก็บภาษีนำเข้าครั้งใหม่ ต่อสินค้านำเข้าที่เหลือทั้งหมดจากจีน

ปัจจัยจับตาสัปดาห์นี้

  • ตัวเลขเศรษฐกิจ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิตของจีน / ผลผลิตอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ยูโรโซน และจีน / ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมัน / ยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ / GDP ในไตรมาส 1/2562 ของยูโรโซน / ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ
  • เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ ความคืบหน้าประเด็นการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน / กระบวนการเสนอรายชื่อสมาชิกวุฒิสภา และนำขึ้นทูลเกล้าฯ / กำหนดเส้นตายการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐฯ ต่อประเทศคู่ค้า


วิเคราะห์โดย: SCB CIO Office

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.