เปิด 2 พฤติกรรมการซื้อ ที่มีผลต่อการวางกลยุทธ์ของ ฟู้ด รีเทล

Apr 30, 2019 R.Somboon

“ฟู้ด รีเทล” ในที่นี้ จะมีความหมายถึงร้านค้าปลีกที่ขายอุปโภค – บริโภค โดยเฉพาะกับการให้ความสำคัญกับสินค้าประเภทอาหารในรูปแบบต่างๆ ซึ่งค้าปลีกในรูปแบบนี้มีทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต คอนวีเนียนสโตร์ รวมถึงร้านค้าปลีกที่เป็นเทรดิชั่นนัล เทรด หรือร้านค้าปลีกดั้งเดิม โดยมูลค่าตลาดค้าปลีกที่เป็น “ฟู้ด รีเทล” ตามที่ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดนี้อย่างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตเคยให้ไว้เมื่อปีที่แล้ว มีมูลสูงถึงกว่า 1 ล้านล้านบาท ในจำนวนนั้น เป็นการขายผ่านช่องทางเทรดิชั่นนัล เทรด 45% และโมเดิร์นเทรด 55% ซึ่งในส่วนหลังนี้จะเป็นการขายผ่านซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และคอนวีเนียนสโตร์

ขนาดตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ เมื่อรวมเข้ากับการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่มีความเป็นอยู่แบบ “สังคมเมือง” มากขึ้น กลายเป็นโอกาสชั้นดีให้กับฟู้ดรีเทลที่เป็นโมเดิร์นเทรด และนั่นคือเหตุผลส่วนหนึ่งที่เราได้เห็นความเคลื่อนไหวของผู้เล่นที่เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างบิ๊กซี และเทสโก้ โลตัส ออกมาให้ข่าวถึงการปรับกลยุทธ์การทำตลาดอาหารสดของตัวเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการนำเสนอสินค้า พร้อมกับสร้างประสบการณ์ในการช้อปปิ้งใหม่ๆ ให้กับลูกค้า เพื่อเกาะกระแสความเปลี่ยนแปลงของตลาด

เช่นเดียวกับในตลาดคอนวีเนียนสโตร์ที่ปัจจุบัน นอกจากเซเว่น อีเลฟเว่น แล้ว ผู้เล่นรายอื่นๆ ต่างก็หันมาโฟกัสตัวเองให้เป็น “คอนวีเนียน ฟู้ด สโตร์” ที่เน้นหนักการขายสินค้าประเภทอาหารถึง 70% ซึ่งทั้งหมดนั้น เป็นการปรับเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนไทยที่มีไลฟ์สไตล์แบบคนเมืองมากขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ

 

หากมองเข้ามาที่พฤติกรรมการซื้อของคนไทยในปัจจุบันแล้วจะพบว่า รูปแบบการช้อปจะแบ่งออกเป็น

1.Shop for To Day หรือการซื้อเพื่อใช้สินค้าเลยโดยไม่มีการตุนหรือซื้อแบบสต๊อก ซึ่งในกลุ่มค้าปลีกที่เป็น “ฟู้ด รีเทล” นั้น จะมีคำที่ใช้แทนการช้อปในรูปแบบนี้ว่า ร้านค้าปลีกจะทำหน้าที่เป็น “ตู้กับข้าว” ที่ลูกค้าพร้อมจะเปิดกินในแต่ละมื้อ

2.Shop for Tomorrow หรือการซื้อสินค้าจำนวนมากเพื่อสต๊อกไว้ใช้ หรือที่เรียกว่า “ตู้เย็น” คือซื้อเข้ามาใส่ไว้ในตู้เย็น และพร้อมจะเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบเอามาใช้

โครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกับขนาดของครอบครัวที่เล็กลง ทำให้รูปแบบการช้อปของคนไทยในปัจจุบันมีการซื้อแบบ Shop for to Day มากขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดนี้ต่างมีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับกับรูปแบบการช้อปดังกล่าว โดยการขยายตัวของสังคมเมือง หรือ Urbanization เข้ามาเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของคนไทย ประกอบกับผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มมิลเลนเนียลทวีบทบาทมากขึ้นในตลาด พวกนี้มาพร้อมกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งในเรื่องของที่อยู่อาศัยที่เป็นแบบแนวตั้ง การใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ตลอดจนการมีชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้เกิดการบริโภคนอกบ้านมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นโอกาสทางการตลาดของร้านค้าปลีกที่เป็น “ฟู้ด รีเทล” ในการทำตลาดสินค้าประเภทอาหารพร้อมรับประทาน ที่ปรุงเสร็จ ใส่กล่อง หิ้วไปทานได้ทุกที่

พฤติกรรมการรับประทานที่ถูกหลอมรวมออกมาในรูปแบบดังกล่าว กลายเป็นเทรนด์ที่กำลังมีการเติบโตดีในเมืองใหญ่ทั่วโลก โดยในบ้านเรารีเทลที่เป็นฟู้ดสโตร์หลายรายเริ่มมีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับกับเทรนด์ที่เกิดขึ้นตรงนี้ ไล่ตั้งแต่ค่ายท็อปส์ ที่เปิดโซน New Dining Experience ภายใต้คอนเซ็ปต์ Luxury Lifestyle Dining ที่เซ็นทรัลฟู้ด ฮอลล์ สาขาชิดลม พร้อมกับขยายไปอีกไม่ต่ำกว่า 4 – 5 สาขา เพื่อรองรับคนเมืองอย่างเต็มรูปแบบ

ภายใต้แนวทางดังกล่าว จะมีร้านอาหาร 4 สไตล์ คือ เคาน์เตอร์ Deli Bar ครัวร้อนปรุงสดทุกวันจากเชฟมืออาชีพ เคาน์เตอร์ Grilled Bar อาหารปิ้งย่าง เคาน์เตอร์ Tapas Bar by Uno Mas ซึ่งเป็นการจับมือกับห้องอาหารสเปนจากโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ และสุดท้าย เคาน์เตอร์ Ocean Bar โดย Nagomi Tei และ Thammachart  ซูชิพรีเมียมพร้อมวัตถุดิบคุณภาพสูงจากญี่ปุ่น

 

ล่าสุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เจ้าของแบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำอย่างท็อปส์ มาร์เก็ต และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ก็มีการผนึกกำลัง แกร็บฟู้ด ผู้นำบริการจัดส่งอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นแกร็บที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้าไปถือหุ้นในแกร็บ ประเทศไทย ร่วมสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์-ทู-ออฟไลน์ (Online to Offline) ประเดิมรับเทศกาลวาเลนไทน์ เปิดตัวแคมเปญ “Chocolate Love Delivery by GrabFood x Tops” บริการสั่งช็อกโกแลตพร้อมสิทธิ์ลุ้นรับการ์ดที่ระลึกสุดพิเศษจาก BNK 48

แคมเปญดังกล่าว เป็นการให้บริการสั่งช็อกโกแลตไอเทมสุดฮิต พร้อมเอ็กซ์คลูซีฟกิฟต์เซตจากท็อปส์ ผ่านบริการแกร็บฟู้ดในแอพพลิเคชั่นแกร็บ ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ในช่วงวันวาเลนไทน์เพื่อเป็นของขวัญให้คนพิเศษ นับเป็นความร่วมมือระหว่าง ท็อปส์ และ แกร็บฟู้ด ในการยกระดับการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์-ทู-ออฟไลน์ (Online to Offline) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้า และมอบความสะดวกสบายในการใช้บริการอย่างแท้จริง โดย ท็อปส์ ผู้นำฟู้ดสโตร์และพรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำของไทย

 

ถือเป็นการประเดิมเปิดตัวแคมเปญแรกภายหลังบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ประกาศความร่วมมือกับ บริษัท แกร็บ โฮลดิ้งส์ อิงค์ (แกร็บ) เพื่อลงทุนในแกร็บ ประเทศไทย โดยส่วนหนึ่งของความร่วมมือก็คือ การมอบบริการส่งอาหารและสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ผ่านแอพพลิเคชั่น แกร็บ เพื่อสอดรับกับนโยบายของกลุ่มเซ็นทรัลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยสู่ “นิว เอ็กซ์พีเรียนซ์  อีโคโนมี่” (New Experience Economy) ซึ่งทั้งหมดนั้นจะทำให้ฟู้ด สโตร์ของค่ายนี้เข้ามาทำหน้าที่เป็น “ตู้เย็น” ของผู้บริโภคที่พร้อมจะส่งมอบสินค้าประเภทอาหารให้กับลูกค้าถึงบ้านทุกวัน

เช่นเดียวกับเทสโก้ โลตัส ที่ปรับแผนกอาหารสดของสาขาในเมืองของตัวเอง ด้วยการเพิ่มพื้นที่ Dining Zone มีบริการ You Shop We Cook ปรุงอาหารสดพร้อมเคาน์เตอร์ให้นั่งรับประทานในสโตร์ ซึ่งเป็นรูปแบบของการรับกับเทรนด์ที่เกิดขึ้นกับคนเมืองรุ่นใหม่ของบ้านเรา

ขณะที่การขยับตัวของเซเว่น อีเลฟเว่น ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะเซเว่น อีเลฟเว่น เอง มีการสร้างฟอร์แมตของสโตร์ให้รับกับเทรนด์นี้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสาขาที่อยู่ในอาคารสำนักงานที่มีโซนของการขายสินค้าประเภทอาหารพร้อมทานพร้อมที่นั่งทานอย่างเด่นชัด

 

ไม่เพียงเท่านั้น สาขาที่ตั้งอยู่นอกอาคารสำนักงาน เซเว่น อีเลฟเว่น เองก็มีการเน้นการเปิดสาขาใหม่ๆ ในรูปแบบของสโตร์ที่ใหญ่ขึ้น พร้อมมีที่จอดรถไว้รองรับ ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่เป็น “ตู้เย็น” ของชุมชนได้อย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน ก็มีการเพิ่มเมนูใหม่ๆ เข้าไป โดยเราจะได้เห็นการทำ Branding ของอาหารพร้อมทานที่วางขายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น มากขึ้น อย่างล่าสุดก็มีการทำ Collabration กับเซฟกระทะเหล็ก เพื่อสร้างเมนูยอดนิยมของคนไทยอย่างข้าวมันไก่ เป็นต้น

การขยับตัวทั้งหมดของผู้เล่นในตลาดนี้ ก็เพื่อรับกับพฤติกรรมการช้อป 2 รูปแบบที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง......  

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.