6,538
VIEWS

ถอดกรณีศึกษา “กระทิงแดง” สร้างการเติบโตในน่านน้ำใหม่ตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง

Apr 23, 2019 R.Somboon

แม้จะไม่ใช่แบรนด์แรกที่เข้ามาเปิดตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในบ้านเรา แต่ด้วยการทำตลาดที่โฟกัสไปยังกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ด้วยคอนเซ็ปต์ของการเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้พลังงาน ทำให้กระทิงแดง สามารถแซงคู่แข่งอย่างโอสถสภา ขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดได้สำเร็จ

กระทิงแดงเป็นแชมป์อย่างแข็งแกร่งหลายปี จนทำให้คู่แข่งอย่างค่ายโอสถสภา ต้องพลิกเกม ใช้กลยุทธ์หลากหลายรูปแบบ รวมถึงการใช้กลยุทธ์แบบมัลติแบรนด์ ที่มีเครื่องดื่มชูกำลังหลายแบรนด์ เข้ามาทำตลาดพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นเอ็ม-150 เอ็ม-100 ฉลาม หรือ .357 ที่เป็น Fighting Brand เข้ามารุมสกรัมกระทิงแดง แต่กว่าจะกินกระทิงแดงลง ต้องใช้เวลาหลายปี

จุดเปลี่ยนหนึ่งที่เข้ามาทำให้แชมป์ต้องเปลี่ยนมือจากค่ายกระทิงแดงมาสู่โอสถสภาที่มีแบรนด์หลัก คือ เอ็ม- 150 อยู่ในช่วงเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว โดยเกิดขึ้นจากการที่กระทิงแดง ประกาศเลิกทำโปรโมชั่นโชคใต้ฝา เพื่อสนับสนุนนโยบายของ อ.ย. ที่รณรงค์ในเรื่องนี้

ขณะที่กระทิงแดงหยุด แต่คู่แข่งขันยังไม่หยุด ผลที่ตามมาก็คือ กระทิงแดงต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่แค่เสียให้กับค่ายโอสถสภาเท่านั้น แต่ยังเสียให้กับแบรนด์อื่นๆ อย่างในช่วงนั้น มีแบรนด์แรงเยอร์ ที่มาแรง และเก็บเกี่ยวส่วนแบ่งไปได้พอสมควร

กระทิงแดงโดนแซงตกมาเป็นที่ 2 แต่หลังการเข้าตลาดของคาราบาวแดงที่ใช้กลยุทธ์ครบเครื่อง โดยเฉพาะกับการสร้างเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง และทีมสาวบาวแดงที่เข้ามาช่วยสร้างการ Pull Out สินค้าจากช่องทางขายได้เป็นอย่างดี ทำให้กระทิงแดงต้องเผชิญกับการแข่งขันหลายด้าน

 

ผลที่ตามมาทำให้กระทิงแดงตกไปเป็นเบอร์ 3 ของตลาด ต่อจากเอ็ม-150 และคาราบาวแดง โดยส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่กว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คาราบาวแดงมีแชร์ราว 21 – 22% ส่วนค่ายโอสถสภามีแชร์อยู่ในมือรวมกันกว่า 50%

ความน่าสนใจมันอยู่ตรงที่ความพยายามกลับมาสู่เกมของตัวเองอีกครั้งหนึ่งของกระทิงแดง ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้ กระทิงแดงใช้วิธีฉีกหนีไปเล่นในน่านน้ำใหม่กับกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ในตลาดเอนเนอร์จี้ ดริงค์ ที่เป็นพรีเมียม โดยส่งเรดดี้ เข้ามาเจากลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงทำงานออฟฟิศ

เรดดี้ ถูกทำให้ดื่มง่ายมากขึ้น พร้อมกับลบภาพของความเป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่เป็นของผู้ใช้แรงงานทิ้ง พร้อมกับขยับเข้าไปเล่นกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนทำงานออฟฟิศรุ่นใหม่  โดยผสมน้ำผลไม้เพื่อทำให้มันดื่มง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งกระทิงแดงเข้ามาสร้างตลาดนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว และสามารถยึดภาพของการเป็นแบรนด์แรกที่เข้ามาทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้หญิงวัยทำงานได้เป็นผลสำเร็จ

การเข้ามาเล่นในตลาดใหม่กับกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ของกระทิงแดง ถือเป็นกลยุทธ์ยอดนิยมของผู้ท้าชิง ที่พยายามฉีกหนีร่มเงาของผู้นำตลาดที่ทอดบังอยู่คือแทนที่จะทำตลาดแบบแมสก็หนีไปสร้างนิช มาร์เก็ต ของตัวเองขึ้นมาพร้อมกับเก็บเกี่ยวในสิ่งที่สร้างขึ้น

ถือเป็นจังหวะที่ดีของกระทิงแดง เพราะเมื่อมองมาที่ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังโดยรวมในช่วง 4 – 5 ปีหลังมานี้ มีการเติบโตที่ไม่ดีนัก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อของกลุ่มรากหญ้าหายไป

เมื่อมองมาที่แนวโน้มของตลาดแล้ว พบว่า เครื่องดื่มชูกำลังที่อยู่ในตลาดพรีเมียม มีเทรนด์การเติบโตที่ดี โดยในปีที่ผ่านมา ตลาดชูกำลังโดยรวมที่มีมูลค่าประมาณ 22,000 ล้านบาท มีการเติบโตแค่ 1- 2% เท่านั้น ในทางกลับกัน ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่เป็นพรีเมียม ขายราคาตั้งแต่ขวดละ 15 บาทขึ้นไป มีมูลค่าตลาด 1,400 ล้านบาท เติบโตถึง 6 – 8% โดยในรอบ 3 – 4 ปีมานี้ ตลาดมีการเติบโตเฉลี่ยถึง 10% เลยทีเดียว ทำให้ค่ายกระทิงแดงมั่นใจว่า ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังพรีเมียมจะมีมูลค่าตลาดทะลุ 2,000 ล้านบาท ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า

แน่นอนว่า กระทิงแดงในฐานะผู้บุกเบิก เก็บเกี่ยวความสำเร็จจากงานนี้ไปเต็มๆ โดยเรดดี้มีแชร์ในตลาดพรีเมียมกว่า 50% ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำให้ส่วนแบ่งตลาดที่เป็นคอร์ปอเรท แชร์ ของค่ายกระทิงแดงเพิ่มขึ้นขึ้น 16.3%

กระทิงแดงมีการยอดต่อความสำเร็จของ “เรดดี้ โกจิเบอรี่” เครื่องดื่มให้พลังงานที่ผสานคุณประโยชน์จากโกจิเบอรี่ และน้ำเบอรี่นานาชนิด ชูจุดขาย บู้ทส์พลัง ‘พร้อมทำงานแบบดูดี’ และเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุด “ใหม่ – ดาวิกา โฮร์เน่” นางเอกสาวพันล้านมากความสามารถ เน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการตัวช่วยเพื่อชาร์จพลังให้พร้อมสำหรับทุกกิจกรรม และยังช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพ ทั้งภายนอกและภายในให้สดใสดูดี พร้อมใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในสไตล์ของตนเอง ภายใต้สโลแกน “พร้อมดูดี ดื่มเรดดี้”

 

ศุภชัย จุนเกียรติ ผู้อำนวยการสายงานการตลาด Global กลุ่มธุรกิจ TCP  เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า  แม้ว่าภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มในปีที่ผ่านมาไม่ค่อยครึกครื้นมากนัก แต่ “เรดดี้” กลับเป็นแบรนด์เครื่องดื่มให้พลังงานระดับพรีเมียมเพียงรายเดียวที่ยังคงมียอดขายเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี และ มียอดขายในปี 2561 โตสวนกระแส คือ 960 ล้านบาท สูงขึ้นจากยอดขายปี 2560 ถึง 15% ในขณะที่มูลค่าตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานระดับพรีเมียมโตขึ้นเพียง 10% โดยปัจจุบัน เรดดี้มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 62% จากมูลค่าตลาดรวมประมาณ 1,600 ล้านบาท จากจุดนี้ ทำให้เราเล็งเห็นถึงศักยภาพของเรดดี้ ที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังมีอยู่มาก โดยในปี 2562 เรามุ่งขยายฐานผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการ โดยคาดว่ายอดขายจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 2561 ถึง 16%

“จากการศึกษาตลาดและพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงานในปัจจุบัน พบว่าคนรุ่นใหม่เริ่มมองเครื่อง ดื่มให้พลังงานในมุมมองที่เปลี่ยนไป และหันมาเลือกบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงานมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันที่มีกิจกรรมแน่นตลอดทั้งวัน แต่ยังต้องการดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ โดยมักจะเลือกเครื่องดื่มที่นอกจากจะช่วยเพิ่มพลังแล้ว ยังต้องมีประโยชน์ที่ช่วยทำให้ดูดีอีกด้วย ซึ่ง “เรดดี้ โกจิเบอรี่” วางโพซิชั่นตัวเองเป็น ”Stylish Energy Drink” อย่างชัดเจน แตกต่างจากเครื่องดื่มให้พลังงานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ ส่วนผสม รวมถึงแพ็กเกจจิ้ง ตอบโจทย์ทั้งในด้านคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ผู้บริโภค”

หากเราจะสรุปให้เห็นถึงเบื้องหลังการแจ้งเกิดของเรดดี้ออกมาเป็นข้อๆ จะได้ประมาณนี้

1.การทำตลาดแบบโฟกัสกลุ่มเป้าหมาย โดยยึดเอา Customer Centric และเทรนด์ของผู้บริโภคเข้ามาเป็นแกนหลักในการพัฒนาสินค้า ซึ่งหากย้อนดูในอดีต คุณเฉลียว อยู่วิทยา ผู้ให้กำเนิดกระทิงแดง ก็ยึดถือรูปแบบนี้ในการแจ้งเกิดกระทิงแดงด้วยการโฟกัสไปที่กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้แรงงาน โดยมีเบเนฟิตที่ชัดเจนคือการให้พลังงาน

2.การทำตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่ของการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ลงตลาด และการใช้กลยุทธ์ที่ตอกย้ำให้เห็นถึงภาพหรือตำแหน่งของสินค้าที่ชัดเจน อย่างในช่วงที่ผ่านมา เรดดี้มีการทำโปรโมชั่นแคมเปญเป็นรายการชิงโชคที่แจกของรางวัลเป็นกระเป๋าลักชัวรี่ แบรนด์ ซึ่งเป็นของชอบของสาวออฟฟิศ ถือเป็นการทำแคมเปญที่หยิบอินไซต์ของกลุ่มเป้า หมายมาเล่นได้อย่างลงตัว

3.ในแง่ของตัวผลิตภัณฑ์ มีการ Added Value ที่ตรงกับความต้องการเข้าไป โดยไม่ลืมที่จะทำให้มันดื่มง่าย แต่ยังคง Core Benefit ของเอนเนอร์จี้ ดริงค์ไว้ในการสื่อสารการตลาด คือไม่เพียงแค่รีเฟรชเหมือนเครื่องดื่มตัวอื่นๆ แต่ต้องให้พลังงานด้วย ซึ่งเอนเนอร์จี้ ดริงค์ ที่มีการเพิ่มคุณประโยชน์ต่างๆ เข้าไปกำลังได้รับความนิยมในทั่วโลก

แม้ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่เป็นพรีเมียมจะยังมีขนาดตลาดไม่ใหญ่นัก แต่จากเทรนด์การเติบโตที่เห็น ทำให้กระทิงแดง สามารถพึ่งพา และใช้เป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนการเติบโตได้

ช่องว่างของตลาด กลายเป็นโอกาสชั้นดีของกระทิงแดง เพราะคู่แข่งขันอย่างค่ายโอสถสภาที่มีทั้งลิโพวิตัน-ดี พลัส เอ็ม สตรอม และชาร์ค ซึ่งแบรนด์หลังนี้ โด่งดังในหลายประเทศ ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับตลาดนี้อย่างเต็มที่นัก

ส่วนจะสามารถทำให้กระทิงแดงพลิกกลับมานำตลาดอีกครั้งได้หรือไม่นั้น คงต้องตามดูกันยาวๆ ว่าเครื่องดื่มชูกำลังพรีเมียม จะเติบโตจนมีมูลค่าตลาดขึ้นมาเทียบเคียงกับตลาดแมสได้หรือไม่.......

 

Case Study

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn