Madre Y Hija Calientes Viendo Peliculas gratis porno alte schwarze straps fotzen pakistani indain porn videos porn videos film porno swinger Xvideos Boa Foda Porno Doido Sexlog Xnxx Voglioporno
4,896
VIEWS

IMF ลด GDP โลกปี 2019 เหลือ 3.3% ชี้ความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้น

Apr 12, 2019 BrandAge Team

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงการณ์ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกในปี 2019 เหลือ 3.3% ลดลงจาก 3.5% รวมถึงคาดการณ์ปริมาณการค้าโลกที่ถูกปรับลดลงเหลือ 3.4% จาก 4% จากประมาณการเดิมตามรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ในเดือนมกราคม ปี 2019  โดยมองว่า ความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจโลก ได้แก่ มาตรการกีดกันทางการค้า เศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงจากการปฏิรูปเศรษฐกิจภายในและสงครามการค้า เศรษฐกิจยูโรโซนที่ชะลอตัวต่อเนื่องจากปัจจัยเฉพาะในหลายประเทศสมาชิก ความไม่แน่นอนจาก Brexit และภาวะการเงินโลกที่มีแนวโน้มตึงตัวยังส่งผลลบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจราว 70% ของโลกซึ่งครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาคหลักเผชิญกับภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงกว่าที่คาดในปี 2019

อย่างไรก็ตาม IMF คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 และในปี 2020 ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ (EM) ที่มีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นและขยายตัวได้ดีในปี 2020 ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นของธนาคารกลางของเศรษฐกิจหลัก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการคลังและการเงินของจีนที่ทยอยส่งผล และปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจยูโรโซนมีแนวโน้มคลี่คลายลง เช่น การชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในเยอรมนี และความวุ่นวายทางการเมืองในภูมิภาค

Analysis

IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2019 ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (DM) นำโดยเขตยูโรโซน ซึ่งคาดว่า จะขยายตัวชะลอลงกว่าที่คาดจากความเสี่ยงรายประเทศ และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ Brexit โดย IMF ปรับลดตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของเขตยูโรโซนปี 2019 ลงเป็น 1.3% (จากเดิม 1.6%) (รูปที่ 1) และปรับลดประมาณการของประเทศหลักในยูโรโซนทั้งหมดจากความเสี่ยงภายในที่ต่อเนื่องมาจากปีก่อน เช่น ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในเยอรมนีที่ชะลอลงจากมาตรฐานค่ามลพิษรถยนต์ฉบับใหม่ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่วิกฤตหนี้สาธารณะของอิตาลี และการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองในฝรั่งเศส อีกทั้งบทสรุป Brexit ที่มีความไม่แน่นอนสูงยังคงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ในอีกด้าน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกปรับลดประมาณการการเติบโตปี 2019 เป็น 2.3% (จากเดิม 2.5%) สะท้อนผลลบจากการปิดทำการของหน่วยงานรัฐฯ (government shutdown) ในช่วงเดือนมกราคม 2019 แต่ในภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถือว่าขยายตัวได้สูงกว่าระดับศักยภาพ ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นถูกปรับคาดการณ์การเติบโตลงเป็น 1.0% (จากเดิม 1.1%) โดยภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกญี่ปุ่นได้รับผลกระทบในช่วงไตรมาสแรกของปี 2019 จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้ผลิตปรับตัวลง สำหรับปี 2020 IMF ประเมินว่า เศรษฐกิจกลุ่ม DM จะชะลอลงสู่ระดับ 1.7% จาก 1.8% ในปี 2019 เนื่องจากผลบวกของมาตรการกระตุ้นทางภาษีในสหรัฐฯ เริ่มหมดไป ในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจถูกกดดันจากการปรับขึ้นภาษีการบริโภคในเดือนตุลาคมปี 2019

IMF ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจกลุ่ม EM ในปี 2019 จากการเติบโตที่ชะลอลงของเศรษฐกิจจีนและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำต่อเนื่องจากปี 2018 ในบางประเทศ IMF ปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EM ในปี 2019 ลงเป็น 4.4% (จากเดิม 4.5%) โดยกลุ่มประเทศที่ถูกปรับลดลงมากที่สุดคือกลุ่มลาตินอเมริกาและตะวันออกกลางซึ่งยังเผชิญแรงกดดันจากความวุ่นวายทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในอาร์เจนติน่า เวเนซุเอลา และอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ รวมถึงปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันที่คาดว่าจะลดลงจากปีก่อนหน้าและจะส่งผลลบต่อประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเป็นหลัก เช่น ซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน สำหรับปี 2020 คาดว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ EM จะกลับมาขยายตัวราว 4.8% ด้วยแรงสนับสนุนหลักจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ และภาวะการค้าโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวหากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนไม่ทวีความรุนแรง

IMF คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะกลับมาฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 ต่อเนื่องถึงปี 2020 นำโดยการเติบโตของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ EM ในขณะที่เศรษฐกิจกลุ่มประเทศ DM มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงต่อเนื่อง การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2020 จะถูกขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ EM ที่ขยายตัวได้ดีขึ้นด้วยปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเติบโตของเศรษฐกิจจีนและอินเดียที่ระดับ 6.1% และ 7.5% ตามลำดับ โดยจีนได้กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเร่งการลงทุนของภาครัฐและสนับสนุนภาคธุรกิจควบคู่กับการลดสัดส่วนการดำรงเงินสำรองของธนาคาร (RRR) อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพและสินเชื่อในระบบ เช่นเดียวกับอินเดียที่ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นและคาดว่าจะออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการลงทุนและการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจ EM หลายประเทศที่เกิดวิกฤตในปี 2018 เช่น ตุรกีและอาร์เจนตินา คาดว่าจะมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2019 นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ 3.6% ในปี 2020 ยังได้รับอานิสงค์จากการปรับทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นของธนาคารกลางในประเทศเศรษฐกิจหลักและปัจจัยบั่นทอนเศรษฐกิจยูโรโซนเริ่มลดลงหาก Brexit สามารถหาข้อสรุปได้ ทำให้ในระยะกลาง IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2020จะยังคงขยายตัวได้ราว 3.6% 

IMF มองความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกปี 2019 อยู่ในระดับสูง แต่โอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยยังค่อนข้างต่ำ มาตรการกีดกันทางการค้ายังมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนในวงกว้าง แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงกับจีนและข้อตกลง USMCA ซึ่งกำลังมาทดแทนข้อตกลง NAFTA เดิม อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกยังคงมีความเสี่ยงในประเด็นการขึ้นภาษีนำเข้ายานยนต์และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมทั้งล่าสุดสหรัฐฯ ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของประเทศในสหภาพยุโรปด้วยข้อหาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมมูลค่าราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากสหภาพยุโรปให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมอากาศยานภายในภูมิภาคที่กระทบต่ออุตสาหกรรมอากาศยานในสหรัฐฯ ซึ่งยังคงสร้างความไม่แน่นอนในนโยบายการค้าโลกและส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอการบริโภคและการลงทุนลงในระยะข้างหน้า นอกจากนี้ เมื่อมองความไม่แน่นอนรายภูมิภาค ในเขตยูโรโซน อิตาลียังคงเผชิญอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลในระดับสูงสะท้อนความเสี่ยงที่ยังไม่คลี่คลายและอาจมีโอกาสในการเกิดวิกฤตธนาคารพาณิชย์ในอิตาลีได้หากสภาพคล่องตึงตัวเกินคาด นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลง (No-deal Brexit) และส่งผลกระทบรุนแรงต่อห่วงโซ่การผลิตและต้นทุนการค้าของเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรและประเทศในสหภาพยุโรปยังคงมีอยู่ ขณะที่ในสหรัฐฯ วัฏจักรสินเชื่อกำลังอยู่ในช่วงปลายวัฏจักรขาขึ้น หากพิจารณาจากสัดส่วนตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำที่มีสัดส่วนสูงขึ้นและการกู้เงินที่มีข้อสัญญาไม่เข้มงวด (covenant-lite loans) ที่มีมากขึ้นกว่าในอดีต จะส่งผลต่อความเสี่ยงในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ได้หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงเกินคาด

Implication

ความเสี่ยงที่สูงขึ้นในหลายด้านเป็นความท้าทายต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 ซึ่งความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา 3 ประการ คือ 1) มาตรการ
กีดกันทางการค้า
 ซึ่งต้องติดตามความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-จีน และข้อตกลง USMCA ระหว่างสหรัฐฯ แคนาดาและเม็กซิโก รวมถึงการตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้าหมวดยานยนต์และชิ้นส่วนโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ภายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2) บทสรุปของ Brexit โดยเฉพาะรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปในอนาคต ซึ่งล่าสุดสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปเห็นชอบร่วมกันเพื่อเลื่อนเส้นตาย Brexit ไปจนถึงเดือนตุลาคม 2019 เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่สหราชอาณาจักรจะต้องออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลง (No-deal Brexit) และให้เวลาสหราชอาณาจักรหาบทสรุปรูปแบบความสัมพันธ์ที่ได้รับการยอมรับจากรัฐสภาอังกฤษ และ 3) ภาวะการเงินที่อาจกลับมาตึงตัวเกินคาด ไม่ว่าจะมาจากทิศทางของอัตราดอกเบี้ยทั้งระยะสั้นและระยะยาวในภูมิภาคหลักที่อาจพลิกกลับมาเพิ่มสูงขึ้น หากเงินเฟ้อหรือคาดการ์เงินเฟ้อเริ่มเร่งตัว รวมถึงความเสี่ยงจากหนี้ภาคเอกชนในสหรัฐฯ และจีนที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวได้หากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวจากการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินการคลัง สหรัฐฯ และจีนสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเพื่อยุติสงครามการค้าได้เบื้องต้น สหรัฐฯ ไม่ขึ้นภาษีนำเข้าหมวดยานยนต์และชิ้นส่วน และสหราชอาณาจักรไม่เกิดเหตุการณ์ No-deal Brexit รวมทั้งการดำเนินนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศหลักยังคงผ่อนคลายต่อเนื่อง

มุมมองของอีไอซีต่อนัยเศรษฐกิจไทยสอดคล้องกับประมาณการใหม่ของ IMF โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ชะลอลงและยังคงมีความเสี่ยงสูง อีไอซีปรับลดคาดการณ์ GDP ในปี 2019 ใหม่ที่ระดับ 3.6% (จากเดิม 3.8%) และปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกไทยปี 2019 ในรูปดอลลาร์สหรัฐชะลอลงเหลือ 2.7% (จากเดิม 3.4%) สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยและหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มขยายตัวลดลงในปี 2019 จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ DM และผลกระทบจากสงครามการค้า อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยจะยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ภายในจากการใช้จ่ายทั้งการลงทุนในประเทศที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวหลังการจัดตั้งรัฐบาล และการบริโภคภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มเติบโตตามการฟื้นตัวของรายได้และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลงและความผันผวนจากปัจจัยภายนอกประเทศยังคงมีสูง แต่เสถียรภาพภาคต่างประเทศของไทยยังคงแข็งแกร่ง ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถต้านทานผลกระทบจากภายนอกได้ ทั้งนี้อีไอซีมองเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2019 ทรงตัวอยู่ในกรอบ 31-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2019

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

buy spotify followers mumiyo macunu eşkina balığı taşı proment damla kekreyemiş tozu Yalancı Portakal Merhemi arı zehiri kremi bee cure krem titan gel gold wixy beauty kekreyemiş tozu borev tablet bulaşık makinesi deterjanı stag 9000 sprey mavi su
izmit escort ankara escort