5,815
VIEWS

อีซูซุปิกอัพ ที่สุดของความเป็นที่หนึ่ง

Apr 26, 2019 -None-

ความสำเร็จในการสร้างคุณค่าของแบรนด์ (Brand Equity) ให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ตามนโยบายของบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายรถ “อีซูซุ” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย (Sole Distributor) ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากผู้จำหน่ายรถอีซูซุ หรือ Isuzu Dealers ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 300 โชว์รูมทั่วประเทศ

ส่งผลให้วันนี้ ลูกค้าผู้ใช้รถชาวไทยเกิดความเชื่อมั่น และไว้วางใจในแบรนด์ “อีซูซุ” และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถปิกอัพอีซูซุได้รับรางวัล Thailand’s Most Admired Brand ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี

ปีนี้ “อีซูซุ” ยังได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุด Hall of Fame จากงานประกาศผล และมอบรางวัล Thailand’s Most Admired Brand 2019 เป็นการการันตีถึงความเป็นสุดยอดของแบรนด์ที่เคยได้รับรางวัล Thailand’s Most Admired Brand ต่อเนื่องมามากกว่า 10 ปี มีความเป็นผู้นำตลาด มีนวัตกรรมใหม่ๆ นำเสนอออกสู่ตลาดรถยนต์เมืองไทยอย่างสม่ำเสมอ และเป็นองค์กรที่มีการเติบโตในทุกๆ ด้าน เคียงข้างสังคมไทยมาโดยตลอด

คุณปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 62 ปีที่ผ่านมา ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ มุ่งเน้นเรื่องการสร้างคุณค่าของแบรนด์อีซูซุทั้งคุณค่าในการใช้งาน (Functional  Value) และคุณค่าด้านอารมณ์ความรู้สึก (Emotional Value) โดยนอกจากจะทำให้เกิดการรับรู้ถึงแบรนด์อีซูซุแล้ว กลุ่มเป้าหมายยังต้องรับรู้ถึงคุณภาพที่ต้องการสื่อให้เข้าใจ (Perceived Quality) และเกิดความผูกพันกับแบรนด์อีซูซุผ่านกิจกรรมการตลาดที่หลากหลาย

ส่งผลให้เกิด Brand Loyalty ที่แข็งแกร่ง และทำให้ลูกค้ากลายเป็น “ผู้ช่วยขายรถอีซูซุ” โดยการกลับมาซื้อซ้ำ และบอกต่อให้ญาติสนิทมิตรสหายมาซื้อรถอีซูซุที่ตัวเองมั่นใจจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตรง

“อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เราเน้นย้ำอยู่เสมอ คือการที่อีซูซุมีนโยบาย “ไม่ร่วมสงครามราคา” ในตลาดรถปิกอัพ ส่งผลให้ราคาขายต่อของรถปิกอัพอีซูซุในตลาดรถมือสองดีที่สุด เนื่องจากตลาดรถยนต์เมืองไทยเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และเป็นตลาดที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของโลก ทำให้ตลาดมีการแข่งขันที่รุนแรงโดยเฉพาะการหั่นราคาเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ลูกค้าสามารถพิสูจน์ด้วยตนเองได้

อีกทั้งรถยนต์เป็นสินค้าราคาแพงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของไทย และรถปิกอัพเป็นรถอเนกประสงค์ทั้งใช้ทำธุรกิจหารายได้และใช้ส่วนตัว ดังนั้นเรื่องของ “ความคุ้มค่าเงินสูงสุด” จึงเป็นปัจจัยหลักที่ลูกค้าให้ความสำคัญ และไม่ว่าการแข่งขันในตลาดรถปิกอัพจะรุนแรงมากเพียงใดก็ตาม ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อีซูซุจึงมุ่งมั่นที่จะรักษา “ความเชื่อมั่นและไว้วางใจของลูกค้า” เพื่อตอกย้ำว่า อีซูซุ คือ แบรนด์พรีเมียมที่มีคุณค่าสูงในมุมมองของลูกค้าเป็นสิ่งที่ตรีเพชรอีซูซุเซลส์และผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศยึดมั่นเสมอโดยไม่เปลี่ยนแปลง”

ย้อนกลับไปในอดีต รถบรรทุกภายใต้แบรนด์อีซูซุคันแรกได้เข้ามาโลดแล่นอยู่บนถนนเมืองไทยมาตั้งแต่ก่อนปี 2500 ตลอดระยะเวลาที่อีซูซุดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทย อีซูซุมีบทบาทสำคัญที่ส่งผลต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมรถกระบะในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง หลายต่อหลายครั้งอีซูซุคือผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นรายแรก และกลายเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับรถกระบะในรุ่นต่อๆ มา                 

อีซูซุประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการรถยนต์เมืองไทยมาตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี และได้ชื่อว่าเป็น “ผู้บุกเบิก” ในการนำนวัตกรรมที่หลากหลายรูปแบบมาสู่วงการรถยนต์เมืองไทย เป็นผลมาจากการให้ความสำคัญในเรื่องการวิจัยตลาด และวิจัยผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดด้านการกำหนดกลยุทธ์การตลาดที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของทำธุรกิจของอีซูซุ คือ “การสร้างความแตกต่าง” (Differentiation) ที่กลายเป็นจุดแข็งให้กับแบรนด์อีซูซุในเวลาต่อมา

นับตั้งแต่ปี 2528 อีซูซุได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับหน้าประวัติศาสตร์วงการรถยนต์เมืองไทย ด้วยการเปิดตัว “อีซูซุ สเปซแค็บ” ปิกอัพขนาด 1 ตัน เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่ตอบโจทย์การใช้งานด้วยห้องโดยสารที่กว้าง ต่อมามีการนำเครื่องยนต์ดีเซลระบบ
ไดเร็กต์อินเจ็คชั่นสมรรถนะยอดเยี่ยม และประหยัดน้ำมันมาใช้กับรถปิกอัพเป็นรายแรก และอีซูซุยังเป็นผู้นำในการสร้างตลาดใหม่ด้วยรถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นรายแรกของประเทศไทย ด้วยรุ่น “อีซูซุ โรดีโอโฟร์วีลไดรฟ์” ที่ประกอบในเมืองไทยออกสู่ตลาด รวมถึงการนำเกียร์ออโตเมติกมาใช้กับรถปิกอัพเป็นรายแรกอีกด้วย

“เราได้สร้าง “นวัตกรรมใหม่” ไม่เฉพาะกับอุตสาหกรรมกระบะเมืองไทยเท่านั้น แต่เรายังมีการแนะนำเครื่องยนต์รุ่นใหม่ “Isuzu 1.9 Ddi Blue Power” เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมรถกระบะระดับโลก เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาดต่ำกว่า 2,000 ซีซี และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีค่ายรถยนต์อื่นพัฒนาตามได้ โดย “Isuzu 1.9 Ddi Blue Power” ถือเป็นขุมพลังใหม่ที่โดดเด่นในเรื่องของกำลังเครื่องยนต์สูงถึง 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-2,600 รอบ/นาที ซึ่งมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเครื่องยนต์ยอดนิยมของอีซูซุรุ่นเดิม 2,500 ซีซี ที่มีขนาดใหญ่กว่า

สิ่งสำคัญ คือ นวัตกรรมใหม่นี้ ได้สร้าง “พลังงานสะอาด” ที่ให้ค่ามลพิษต่ำสุด รองรับมาตรฐานสูงสุด Euro 6 อันเข้มงวดในอนาคต อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันสูงสุดเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเครื่องยนต์ Isuzu 1.9 Ddi Blue Power จึงได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นทันทีที่ออกสู่ตลาด และกระแสความแรงนี้ยังคงต่อเนื่องมาจนถึงในปัจจุบัน นับเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่อุตสาหกรรมรถปิกอัพอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน”

คุณปนัดดา ยังกล่าวเสริมถึงการปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับยนตรกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามาในยุคสมัยหน้าว่า ในโลกยุคดิจิทัลเป็นยุคที่องค์กรธุรกิจต่างๆ ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างสูง เพื่อนำพาองค์กรเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีขอบเขตของพฤติกรรมผู้บริโภค

ดังนั้น อีซูซุจึงยิ่งต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการวิจัย พัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างถูกต้องในช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากผู้บริโภค คือ “ผู้ตัดสินใจเลือก” สินค้าและบริการ

“อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ดังนั้นบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศญี่ปุ่น) ในฐานะผู้ผลิตรถเพื่อการพาณิชย์ชั้นนำรายหนึ่งของโลกจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยการนำเทคโนโลยีอันทันสมัย เช่น CASE (Connected, Autonomous, Shared, Electric) มาใช้ผนวกกับจุดเด่นด้านความเชื่อถือได้ ความแข็งแกร่งทนทาน และการประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นจุดแข็งของอีซูซุเพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของแบรนด์อีซูซุในมุมมองของลูกค้าให้สูงยิ่งขึ้น”

ขณะเดียวกัน กลุ่มอีซูซุในประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจการจำหน่ายรถเพื่อการพาณิชย์อย่างครบวงจรมาเป็นเวลานานถึง 62 ปีแล้ว ทั้งด้านการผลิต (Production) การจัดจำหน่าย (Distribution) การจำหน่ายปลีก (Retail Sales) การซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ (Repair and Maintenance Services) การจัดไฟแนนซ์รถยนต์ (Automotive Finance) การให้บริการด้าน IT (IT Service Providers) ธุรกิจรถเช่า (Car Rent) ฯลฯ

ส่งผลให้ อีซูซุมีข้อมูล Big Data จำนวนมาก โดยมี 2 หน่วยงานสำคัญ คือ ฝ่ายการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing Department) และสำนักงานวางแผนและบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ (Chief Information Officer Office) ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ Big Data และควบคุมระบบ IT ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“เราพยายามพัฒนาระบบการทำงานต่างๆ เพื่อรองรับเทรนด์เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการขยายตัวของผู้บริโภคเจนเนอเรชั่นใหม่ๆ ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญกับการหาลูกค้าที่มีความสนใจซื้อจากช่องทางออนไลน์ (Online Lead Generation) ที่เพิ่มมากขึ้น โดยใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ทางสื่อออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ และขยายผลต่อ เช่น Lookalike Cookie ฯลฯ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น และมีความแม่นยำมากขึ้น โดยกำหนดระดับสัญญาณการซื้อรถของลูกค้าที่ลงทะเบียนออนไลน์ในกิจกรรมต่างๆ ด้วย Machine Learning เพื่อส่งข้อมูลลูกค้าที่จัดลำดับตามระดับสัญญาณการซื้อรถสูง กลาง หรือต่ำให้แก่ผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศเพื่อใช้ในการวางแผนลำดับความสำคัญในการติดตามลูกค้าต่อไป”

นอกเหนือจากการใช้ประโยชน์จาก Big Data แล้ว กลุ่มตรีเพชรอีซูซุเซลส์ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และการเชื่อมโยงข้อมูลของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ถึงกันได้ด้วยอินเตอร์เน็ต (Internet of Things) รวมถึงเรื่องของหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ (Robotics & Automation) ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับการแข่งขันทั้งในด้านต้นทุน และการสร้างสรรค์คุณภาพให้มากยิ่งขึ้น

รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานวางแผน และบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ (Chief Information Officer Office) ทำหน้าที่ควบคุมระบบ IT ดังกล่าวทั้งหมด เพื่อการบริหารจัดการ Big Data อย่างมีประสิทธิผลตั้งแต่การรวบรวมและกลั่นกรองข้อมูลไปจนถึงการวิเคราะห์และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

คุณปนัดดา ยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ความท้าทายของการทำธุรกิจในยุคของโลกยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา นั่นคือการพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้มีความโดดเด่นด้านคุณสมบัติ 2 ประการ คือ มีความยืดหยุ่นสูง (Flexibility) และมีความสามารถรอบด้าน (Well-roundedness) เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวผ่านความพลิกผันต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพไปสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

“เพราะหากบุคลากรขาดคุณสมบัติสำคัญ 2 ประการดังกล่าวแล้ว การสร้างโอกาสทางธุรกิจจะทำได้ยาก และยังส่งผลโดยตรงต่อความอยู่รอดของทุกๆ องค์กรอีกด้วย” คุณปนัดดา กล่าว

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.