ย้อนดู “วอลล์มาร์ท” กับต้นแบบ บริหารจัดการค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต

Mar 30, 2019 R.Somboon

ว่ากันว่า ยักษ์ค้าปลีกในโลกออฟไลน์อย่างวอลล์มาร์ท คือต้นแบบของร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าราคาถูก เป็น Every Day Low Price ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของสินค้าราคาถูก ซึ่งวอลล์มาร์ทเองมีฟอร์แมตของสโตร์ ที่หลากหลาย ประกอบไปด้วย ฟอร์แมตดิสเคานท์สโตร์ขายสินค้าหลากหลายโดยไม่มีอาหารสด  ฟอร์แมตซูเปอร์เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นฟอร์แมตที่คล้ายๆ กับดิสเคานท์สโตร์ แต่มีอาหารสดด้วย และฟอร์แมตสุดท้าย Sam’s Club  ร้านค้าส่งสำหรับสมาชิก

การที่จะขายสินค้าราคาถูกได้แบบทุกวันนั้น หัวใจของมันจะอยู่ที่การมี โลว์คอสท์ โอเปอเรชั่น หรือต้นทุนในการบริหารงานทั้งหมดที่ต่ำ เพราะทำอย่างไรให้มันโลว์คอสท์ได้ จะสามารถทำอย่างอื่นได้ทั้งหมด

ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ การทำตลาดน้ำมันเครื่องของวอลล์มาร์ทที่เดิมเคยขายน้ำมันเครื่อง กระป๋องละ 89 เซ็นต์ โดยใน 1 ปีจะมีการทำโปรโมชั่น 2 ครั้ง  จำหน่าย 2 กระป๋อง  99 เซ็นต์  แล้ววันหนึ่ง CEO ของวอลล์มาร์ท มานั่งดูในรายละเอียดแล้วพบว่าในช่วงจัดโปรโมชั่นจะขายดีมาก

ส่วนในช่วงปกติขายแทบไม่ได้ ยอดต่างกันเกือบ 10 เท่า ตอนหลังมานั่งดูพบว่าต้นทุนต่างๆ ที่ลงไปมันสูง ขณะที่ยอดขายเรารู้ทุกวัน แต่รายจ่ายไม่ได้รู้ทุกวัน จะรู้ทีต้องสรุปรายเดือน ซึ่งมาดูแล้วพบว่า ค่าแรงที่เป็นโอเวอร์ไทม์สูง ค่าขนส่งต่อรอบมากขึ้น ต้องจ้างเด็กเพิ่ม

ทำให้ตอนหลังมีการปรับราคาจำหน่ายในช่วงปกติจาก 89 เซ็นต์ เหลือ 79 เซ็นต์  โดยยังทำโปรโมชั่นเหมือนเดิม ทำให้สัดส่วนการขายปรับจากเดิม 30:70 ที่ตอนทำโปรโมชั่นจะมีสัดส่วนการขายถึง 70% แต่พอไม่ทำก็เหลือ 30% เมื่อปรับเปลี่ยนราคาขาย สัดส่วนก็เปลี่ยนมาเป็น 40:60  ต่อมามีการปรับใหม่เป็น 63 เซ็นต์ ทำให้สัดส่วนใกล้เคียง 50:50

จากกรณีนี้ ถ้าเราทำให้ทุกอย่างเป็น Everyday Low Price จะเกิดเป็น Everyday Low Cost ซึ่งหลักของวอลล์มาร์ทที่ทำโลว์ไพรซ์เพราะต้องการโลว์คอสท์ เปรียบเหมือนการวิ่งถ้าเราต้องวิ่งเร็วๆ  50 เมตร และวิ่งช้าๆ 50 เมตร มันจะเหนื่อยกว่าการวิ่งแบบธรรมดาเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่เท่ากันทั้ง 100 เมตร

 

อีกหนึ่งสูตรของวอลล์มาร์ท ก็คือ GM (Gross Margin) x ROI (Return On Investment) ในรอบ 1 ปี ถ้าสต๊อก 1 เดือน ROI คือ 12 ถ้าสต๊อก 2 เดือน ROI คือ 6, สต๊อก 3 เดือน ROI คือ 4 , สต๊อก 4 เดือน ROI คือ 3

สูตรนี้ สมัยเมื่อ 50 ปีก่อนเซียร์ โรบัคส์ ซึ่งถือเป็นดีพาร์ตเมนต์สโตร์อันดับ 1 ของอเมริกาก็เคยใช้มาก่อน ซึ่งเซียร์ โรบัคส์ มีมาร์จิ้น 35% แต่มี Inventory หรือสต๊อกประมาณ 4 เดือน ทำให้มี ROI  คือ 3 ดังนั้น GM x ROI เป็น 105 ซึ่งตัวเลขนี้แปลว่า ทุกๆ 100 บาทที่ลงทุนในสต๊อกได้คืนมาในแคชโฟลว์ 5 บาท ซึ่ง Inventory ไม่มีกำไร เพราะของไม่ได้ขาย

ขณะที่วอล์มาร์ท มีมาร์จิ้น 20% ซึ่งเดิมเป็นรูปแบบดิสเคาท์สโตร์ ถ้าทำให้สต๊อกเหลือเพียงเดือนเดียว ที่มีค่า ROI 12 คิดตามสูตรจะได้ 240 แปลว่าทุก 100 บาท จะได้คืนมา 140 บาท ทำให้มีแคชโฟลว์ คืนกลับมามาก

 เมื่อเห็นแนวคิดนี้ ทำให้มีการลงทุนทำดีซีหรือศูนย์กระจายสินค้าก่อน สามารถรองรับได้ทุก 50 ไมล์ ถ้าเจอเมืองก็จะเปิดสาขาวอล์มาร์ท ซึ่งจะต่างจากค้าปลีกในบ้านเราในอดีตที่จะเน้นการเปิดสาขาก่อนแล้วค่อยลงทุนดีซีที อย่างไรก็ตาม แนวคิดในเรื่องของการลดต้นทุนของวอลล์มาร์ทอันนี้ ได้กลายมาเป็นต้นแบบของไฮเปอร์มาร์เก็ตของบ้านเรา ลักษณะแบบนี้ ทำให้เมื่อเปิดสาขาใหม่ก็จะได้เปรียบเรื่องของ Inventory ทำให้สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งขัน

นอกจากนี้หากคิดตามสูตรนี้ บวกกับการได้เครดิตเทอมจากซัพพลายเออร์ เช่น ถ้าเราได้เครดิตจากซัพพลายเออร์ 2 เดือนครึ่ง แต่สามารถขายของได้หมดภายใน 1 เดือน เราจะมีแคชโฟลว์อยู่ในมือ ซึ่งจะเป็นการทำกำไรได้ทางหนึ่ง

 

จุดเปลี่ยนไฮเปอร์มาร์เก็ต

แม้แนวคิดในเรื่องของการบริหารในต้นทุนที่ต่ำของวอลล์มาร์ทจะกลายเป็นต้นแบบของการทำตลาดค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ตของทั่วโลกรวมถึงบ้านเรา แต่ปัจจุบันไฮเปอร์มาร์เก็ตของบ้านเรา ก็ต่างจากยุคก่อนที่มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากแค่การใช้กลยุทธ์ราคาถูกมาสู่เรื่องของ Differentiate ซึ่งการแข่งขันจะแข่งกันใน 5 ขั้นตอน ไล่ตั้งแต่

เรื่องของโปรดักต์ การหาสินค้าที่มีความแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งถ้าโปรดักต์เหมือนกัน ต้องหันมาที่เรื่องของ Pricing แต่ถ้า Pricing เหมือนกันก็มาแข่งเรื่องของเซอร์วิส ถ้าเซอร์วิสเหมือนกันก็ต้องแข่งเรื่องของดีไซน์ เช่น เรื่องของสีสันของร้านค้า เรื่องของเลย์เอาท์ เช่น เอ็กซ์ตร้าของเทสโก้ มีการปรับเรื่องของเลย์เอาท์ใหม่ และสุดท้ายจะแข่งกันในเรื่องของเอ็กซ์พีเรียนซ์ ซึ่งเรื่องของเอ็กซ์พีเรียนซ์ จะเป็นเรื่องที่เล่นได้ยาก เพราะต้องเอาทุกองค์ประกอบมาผสมผสาน ซึ่งผู้ที่จะ Carry เรื่องของเอ็กซ์พีเรียนซ์ได้ดีก็คือ คน 

การบริหารค้าปลีกยุคใหม่ของไฮเปอร์มาร์เก็ตนั้น จะมีทฤษฎีที่ว่าด้วย 5 เหลี่ยม ที่มีวง 3 เหลี่ยมซ้อนอยู่ข้างใน โด 5 เหลี่ยม จะเป็นเรื่องของ  Place ซึ่งจะประกอบด้วย Location Layout Design,  Product ประกอบด้วย Merchandise,  Price เป็นเรื่องของ Value ,  People เป็นเรื่องของคน เรื่องของเอ็กซ์พีเรียน และ Promotion ซึ่ง 5 จุดนี้จะเป็นจุดที่สร้างความแตกต่าง  ซึ่งความแตกต่างจะต้องมีอย่างน้อย 3 จุด เช่นเรื่องของโลเกชั่น เมอร์เชนไดซ์ต้องดีกว่า เหมือนในช่วงบิ๊กซียุคแรกๆ เมอร์เชนไดซ์จะดีกว่าเทสโก้  แต่เทสโก้จะได้เปรียบเรื่องของไพรซ์  พีเพิล เรื่องของโปรโมชั่น  แต่จากที่ได้ศึกษามา รายที่มีครบทั้ง 5 จุด คือ วอลล์มาร์ท

ส่วน 3 เหลี่ยม ข้างในเป็นเรื่องของระบบ เรื่องของลอจิสติกส์ และเรื่องของ Supplier Relation สามเหลี่ยมข้างในนี้ไม่ได้ช่วยให้เกิดความแตกต่าง แต่ช่วยในเรื่องของโลว์คอสท์ ช่วยลดต้นทุน การลงทุน 3 เหลี่ยมด้านในต้องคิดดีๆ เพราะถ้าลงทุนไปมากๆ แต่ไม่ได้ช่วยในเรื่องของยอดขาย ก็จะทำให้ธุรกิจไม่สามารถเดินไปสู่เป้าหมายคือการเติบโต และทำกำไรได้  

ส่วนการจะพิจารณาว่าจะลงทุนใน 5 เหลี่ยม หรือ 3 เหลี่ยมก่อนนั้น ต้องดูที่ทุน  ถ้าเรามีทุนมากให้เน้นการลงทุนใน 3 เหลี่ยมก่อน แต่ถ้าทุนน้อยให้ลงทุนใน 5 เหลี่ยมก่อน จึงค่อยเอากำไรไปลงทุนใน 3 เหลี่ยม ซึ่งทั้งหมดนั้น เป็นการบริหารจัดการค้าปลีกที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตนำมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน.....

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn