โครงการ“ฟาร์มสุขภาพของหนู”สานต่อเด็กไทยให้ได้รับโภชนาการที่ดี

Mar 15, 2019 -None-

ปัจจุบันทุพโภชนาการหรือภาวะขาดสารอาหารในเด็กยังคงเป็นปัญหาสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก จากการขาดความรู้ความเข้าใจด้านโภชนาการและความสามารถของพ่อแม่ในการดูแลเรื่องสารอาหารที่มีประโยชน์ในเด็กอายุต่ำกว่า5 ปีรวมถึงในประเทศไทยเอง จากผลสำรวจ[1]พบว่า เด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ขวบ มีภาวะเตี้ยแคระแกร็นถึงร้อยละ 10.5 มีภาวะผอมร้อยละ5.4 มีภาวะน้ำหนักเกิน (อ้วน) ร้อยละ8.2 และมีแนวโน้มของภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนสูงขึ้น เนื่องจากทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เด็กเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ยังคงอ้วน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูงด้านนักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมีภาวะเตี้ยถึงร้อยละ 7.2 มีภาวะผอม ร้อยละ 3.8 และมีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 4.9[2]ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและสุขภาพในระยะยาวของเด็ก
 

มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทยจึงร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สร้างสรรค์โครงการ “ฟาร์มสุขภาพของหนู”โดยได้ดำเนินการนำร่องให้กับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 16 แห่งในพื้นที่จ.กาญจนบุรีและราชบุรี ในความดูแลของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน 13 ค่ายพระพุทธยอดฟ้า อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนมีโภชนาการดี เด็กพัฒนาการสมวัย ศูนย์กลางฐานความรู้ ขยายความเข้มแข็งสู่ชุมชน”เพื่อส่งเสริมด้านโภชนาการและสุขภาพของเด็กให้มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย โดยให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้การเกษตรแบบผสมผสาน ขยายความรู้ไปสู่ชุมชนและครอบครัว และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ด้วยการน้อมนำหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” และแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาเป็นกรอบแนวคิดของการพัฒนา



[1]ผลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ.2558-2559 หรือ Thailand Indicator Cluster Survey โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ

[2]แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2560 – 2569

 

ในการส่งเสริมด้านโภชนาการของเด็กอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โครงการฟาร์มสุขภาพของหนูแบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่

1)Farm Guru เชิญตัวแทนครูและผู้นำชุมชน 80 คน มาแลกเปลี่ยนความรู้ด้านโภชนาการ และศึกษาดูงานเกษตร ณ โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี ในเดือนตุลาคม 2561

2)Farm to School โรงเรียนแต่ละแห่งจัดทำแผนงานพัฒนาการเกษตรแบบผสมผสาน มีผลผลิตที่หลากหลายได้มาตรฐานและปลอดภัย นำมาประกอบอาหารกลางวันที่มีโภชนาการครบถ้วน โดยดำเนินการตามแผนงานเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งมูลนิธิได้มอบทุนตั้งต้นรวม 800,000 บาท เพื่อส่งเสริมให้แต่ละโรงเรียนดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ อาทิ การปลูกพืชผักเพื่อบริโภค การเลี้ยงเป็ดพันธุ์ไข่ ปลานิล การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การจัดทำบัญชีฟาร์ม บันทึกปริมาณผลผลิต รวมถึงปัญหาและผลการดำเนินการเพื่อรายงานความคืบหน้าของแผนงานต่อมูลนิธิแอมเวย์

3)Happy Farm จัดคาราวานลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมความสำเร็จของแต่ละโรงเรียน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2562 โดยมูลนิธิและอาสาสมัครนักธุรกิจแอมเวย์ คณะผู้บริหารและพนักงานกว่า 150คนร่วมทำกิจกรรมปลูกผัก 5 สี ให้อาหารสัตว์ และให้ความรู้ด้านโภชนาการที่ถูกต้องพร้อมมอบมอบชุดของขวัญและสื่อการเรียนรู้ด้านโภชนาการเลี้ยงอาหารกลางวัน และจัด

กิจกรรมเกมมอบความสุขและรอยยิ้มให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล พร้อมมอบทุนหมุนเวียนอีก 800,000 บาท เพื่อใช้ในการดำเนินการตามแผนงานต่อไปในอนาคต

 

กิจธวัช ฤทธีราวี ประธานกรรมการมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทยเล่าว่า “โครงการฟาร์มสุขภาพของหนูเป็นอีกหนึ่งในความตั้งใจของมูลนิธิแอมเวย์ที่จะส่งเสริมโภชนาการของเด็กให้ได้รับสารอาหารในสัดส่วนที่ถูกต้องและครบถ้วน ด้วยเงินสนับสนุนในโครงการทั้งสิ้น 1.6 ล้านบาท ทำให้เด็กได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นกว่า 2,500 คน และจากการลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมความสำเร็จของโครงการทำให้เห็นถึงความตั้งใจของทุกฝ่ายที่ช่วยกันผลักดันเด็กๆ ให้ได้รับโภชนาการที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้เพียงพอบริโภค เช่น ปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ไปจนถึงการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและจำหน่ายผ่านระบบสหกรณ์โรงเรียนเพื่อสร้างรายได้ ทำให้เด็กๆ ได้รับประทานอาหารกลางวันที่หลากหลายขึ้น มีสารอาหารครบถ้วน โรงเรียนมีรายได้หมุนเวียน และเป็นแหล่งเรียนรู้ขยายสู่ชุมชน ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้รับความร่วมมือที่ดีจากทั้งโรงเรียน ชุมชน และครอบครัว”

 

ด้าน น้องดิว -ด.ญ. ธนิสา จิน้อยนักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน เล่าถึงกิจกรรมที่ได้ทำระหว่างอยู่ที่โรงเรียนว่า “ปกติหนูมีหน้าที่เลี้ยงไก่ของโรงเรียนกับขายของในสหกรณ์พอได้ไข่ไก่มาก็จะเอาไปทำอาหาร และเอาไปแปรรูปเป็นไข่เค็มไว้ให้นักเรียนในโรงเรียนกินเป็นอาหารกลางวัน และมื้ออื่นๆ สำหรับเด็กบ้านไกลที่พักอยู่ที่โรงเรียน หนูเอาความรู้นี้กลับไปทำไข่เค็มกินเองที่บ้านด้วย เพราะที่บ้านก็เลี้ยงไก่ 4-5 ตัวค่ะ”

จากความสำเร็จของโครงการฟาร์มสุขภาพของหนูในครั้งนี้ มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อมอบโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่เด็กและเยาวชนในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเด็กๆ ทุกคนจะมีพัฒนาการที่สมบูรณ์แข็งแรงเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไปในอนาคต

 

มูลนิธิ

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.