4 ประเด็นการตลาดน่าสนใจ จากดีลใหญ่วงการอาหาร ฟู้ดแพชชั่น X Red Sun

Mar 14, 2019 S.Worapol

อีกหนึ่งเทรนด์ของโลกธุรกิจที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือการเข้าซื้อกิจการ หรือ M&A (Mergers and Acquisitions)  ที่นับว่าเป็นกลยุทธ์การเติบโตที่แบรนด์ใหญ่ๆ มักจะเลือกใช้ เหตุผลหลักๆ มาจากความต้องการเติบโต ในตลาดใหม่ๆ ที่องค์กรไม่ถนัดหรือไม่มีความคุ้นเคย เพื่อสร้างความได้เปรียบเพิ่มขึ้นให้กับแบรนด์

โดยเฉพาะในธุรกิจอาหารที่เราจะเห็นการเข้าซื้อกิจการ หรือ M&A กันค่อนข้างบ่อย อย่างล่าสุด ฟู้ดแพชชั่น ได้เข้าเทกโอเวอร์ร้านอาหารสัญชาติเกาหลีชื่อดัง “RED SUN” ในประเทศไทย ด้วยสัดส่วนหุ้น 74% และทีมผู้บริหารเดิมจะถือหุ้น 26%

ฟู้ดแพชชั่น หรือที่เรารู้กันดีว่าเป็นเจ้าของแบรนด์ปิ้งย่างอย่าง บาร์บีคิว พลาซ่า ซึ่งมีแบรนด์ในพอร์ตตอนนี้อยู่ทั้งหมด 5 แบรนด์ คือ บาร์บีคิวพลาซ่า, จุ่มแซบฮัท, Charna  (ฌานา) ร้านอาหารสุขภาพกับคอนเซ็ปต์ “Full Flavor Healthy Meal”,  SPACE Q (สเปซ คิว)  ร้านอาหารปิ้งย่างชาบูภายใต้คอนเซ็ปต์ “SOCIAL GRILL” และล่าสุด คือ RED SUN

ความน่าสนใจของดีลครั้งนี้ไม่ได้มีแค่การเข้าเทกโอเวอร์เท่านั้น แต่ยังทำให้เราเห็นทิศทางการเติบโตในแง่ของวิสัยทัศน์ การขยายตลาด ฐานลูกค้า ภาพลักษณ์ และความร่วมมือในเชิง CRM ที่เรื่องทั้งหมดจะมาเติมเต็มซึ่งกันและกันอีกด้วย

ชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด อธิบายว่า “การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของเราในการเติบโตตามกลยุทธ์ที่วางไว้เมื่อ 3 ปีก่อน โดยในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่าเรามีกลยุทธ์ในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขยายแบรนด์เดิม การพัฒนาแบรนด์ขึ้นมาใหม่ซึ่งในปีที่ผ่านมาเราก็ได้เปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่ที่เราได้พัฒนาขึ้นมา การเข้าซื้อแบรนด์ที่มีศักยภาพ และสุดท้ายคือการขยายไปในตลาดต่างประเทศ”

นับเป็นครั้งแรกของ ฟู้ดแพชชั่น กับการเดินหน้าซื้อแบรนด์เข้ามาเติมเต็มภายในพอร์ตธุรกิจ ชาตยา อธิบายต่อไปอีกว่า การประเมินตลาดในการขยายการเติบโตในแต่ละครั้งมองไปที่ 3 ปัจจัย คือ

มองหาตลาดที่มีศักยภาพและการเติบโต  มองหาแบรนด์ที่ได้รับความนิยมติดตลาดมีการส่งมอบ Experience ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค และเป็นแบรนด์ที่มีคุณค่า ให้ความสำคัญในการทำธุรกิจไม่ฉาบฉวย สามารถทำงานร่วมกันได้

ส่วนเหตุผลที่ต้องเป็น RED SUN ชาตยา บอกกับเราว่า “เรามีความสนใจในตลาดอาหารเกาหลี เพราะเป็นตลาดที่มีสีสัน 3 ปีที่ผ่านมาเราศึกษาตลาดนี้อย่างจริงจัง จนได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ตลาดแฟชั่นที่ฉาบฉวย ตลาดนี้เข้ามาในไทยเป็นสิบๆ ปีแล้ว ทั้งในแง่ของอาหาร แฟชั่น วัฒนธรรม เทคโนโลยี มีพื้นฐานการเติบโต เป็นหนึ่งในตลาดที่สามารถเติบโตได้ในอนาคต”

โดยตลาดร้านอาหารเกาหลีในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากปี 2556 ที่มีมูลค่าตลาด 1,000 ล้านบาท สู่ปัจจุบันที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 2,000 ล้านบาท ซึ่ง RED SUN มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 5%

ภารกิจต่อมา คือการมองหาแบรนด์ที่จะเข้ามาอยู่ภายใต้ฟู้ดแพชชั่น ถ้ากลับมาโฟกัสตลาดอาหารเกาหลี แบรนด์ที่นึกถึงเป็นลำดับแรกๆ เชื่อว่าหลายคนนึกถึง RED SUN เพราะRED SUN  เข้ามาทำตลาดในไทยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคจนสามารถขยายสาขาเฉลี่ยปีละ 3 สาขา จนตอนนี้มีสาขารวม 12 สาขา

นพวินท์ รอดริน ผู้บริหารและผู้นำเข้าแบรนด์ RED SUN ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดซัน จำกัด อธิบายถึงตลาดอาหารเกาหลีให้เราฟังว่า “โอกาสของตลาดอาหารเกาหลีเมื่อ 4 ปีที่แล้วยังไม่มีผู้เล่นมากเท่าไหร่ การแข่งขันไม่ได้รุนแรงเหมือนทุกวันนี้ แต่ความนิยมของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ตลาดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เราเองก็มีการปรับตัวนอกเหนือจากการขายอาหารแล้วเรายังปรับให้เหมาะกับพฤติกรรมคนไทย ไม่ได้มาบริโภคอาหารเพียงอย่างเดียว ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะได้รับกลับไป รูปอาหารสวยๆ แบบต้นตำรับ สภาพแวดล้อม บรรยากาศ คือสิ่งที่เราเติมเต็มเข้าไปจนทำให้แบรนด์ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง”

นพวินท์ อธิบายต่อไปอีกว่า เป้าหมายของ RED SUN คือการเป็นผู้นำในตลาดอาหารเกาหลี แต่การเติบโตเพียงลำพังอาจจะใช้เวลาที่ค่อนข้างนาน การได้ฟู้ดเเพชชั่นที่มีความเชี่ยวชาญในระบบบริหารจัดการต่างๆ ประสบการณ์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมร้านอาหารมานานกว่า 30 ปี เชื่อว่าจะทำให้เราสามารถนำพาแบรนด์ RED SUN ขึ้นไปสู่จุดนั้นได้

อย่างที่เราบอกว่า ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่การเข้าซื้อกิจการเพียงอย่างเดียว ยังมีมุมการตลาดในด้านอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกหลายมุม ลองมาไล่ดูกันเลย

ประเด็นแรก ฐานลูกค้าที่เด็กและเป็นกลุ่มใหม่ๆ

ความพยายามของฟู้ดแพชชั่นในช่วงที่ผ่านมา คือการเข้าไปยังฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่มีความ Young กว่าเดิม เห็นได้จากการเปิดแบรนด์ใหม่อย่าง  Charna  (ฌานา) ร้านอาหารสุขภาพกับคอนเซ็ปต์ “Full Flavor Healthy Meal”,  SPACE Q (สเปซ คิว)  ร้านอาหารปิ้งย่างชาบูภายใต้คอนเซ็ปต์ “SOCIAL GRILL” ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ทั้งสิ้น

หรือแม้แต่บาร์บีคิวพลาซ่าเองก็พยายามสร้างกิจกรรมทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อเจาะฐานลูกค้ากลุ่มนี้อยู่มิได้ขาด

แน่นอนว่า การได้ RED SUN เข้ามาก็จะช่วยเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มวัยรุ่น และกลุ่มที่ชื่นชอบเกาหลีเข้ามา สิ่งที่ตามมาคือการสร้างโอกาสในการบริโภคให้กับแบรนด์ที่อยู่ในเครือนั่นเอง

นพวินท์ บอกว่า “ในช่วงแรกเราได้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่นช่วงอายุ 18 ปี ไปจนถึง First Jobber มาวันนี้กลุ่มลูกค้าเราขยายไปจนถึงอายุ 35 ปี ทำให้เห็นแล้วว่าหน้าตาของลูกค้ามีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งเราก็อยากที่จะได้ฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เข้ามาด้วยเช่นกัน”

ประเด็นที่สอง เชื่อมโยงระบบ CRM

RED SUN ได้เริ่มทำฐานข้อมูลลูกค้าในระบบสมาชิกเมื่อปีที่แล้ว ตัวเลขสมาชิกหลักหมื่นรายถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงไม่น้อย และนี่ถือว่าเป็น Asset สำคัญของแบรนด์อีกหนึ่งอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้า

ในขณะที่แบรนด์ใหญ่อย่างบาร์บีคิวพลาซ่า มีฐานบัตรสมาชิกอยู่ 1.9 ล้านสมาชิก การสร้างความร่วมมือในเชิงกลยุทธ์และระบบ CRM จึงเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจของดีลครั้งนี้ อาจจะช่วยให้ RED SUN เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดเลยก็ว่าได้

สิ่งที่น่าจับตามองหลังจากนี้คือ การสร้างฐานข้อมูลลูกค้าของฟู้ดเเพชชั่นเองที่จะมีความหลากหลายของกลุ่มลูกค้า ที่จะช่วยส่งเสริมแบรนด์ต่างๆ ภายในพอร์ตในเรื่องของการส่งมอบโปรโมชั่นต่างๆ หรือแม้แต่การกระตุ้นการบริโภคแบบ Personalization นั่นเอง

ประเด็นต่อมาคือ การขยับตัวสู่ตลาดต่างประเทศ

แกนสำคัญอีกหนึ่งแกนของฟู้ดแพชชั่นคือการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ โดยการเข้าซื้อกิจการ RED SUN ในครั้งนี้ จะได้สิทธิ์ในการเปิดและบริหารแฟรนไชส์ RED SUN ในต่างประเทศทั่วโลก ยกเว้น 3 ประเทศ ได้แก่ เกาหลี จีน และกัมพูชา

นับเป็นโอกาสการเติบโตที่มาควบคู่กับการขยายตลาดในประเทศด้วยเช่นกัน

ประเด็นสุดท้าย เริ่นต้นชิมลาง ศึกษาตลาดดิลิเวอรี่

ต้องบอกเลยว่าตลาดดิลิเวอรี่เป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างมากในปีที่ผ่านมา เนื่องจากการเกิดขึ้นของแอพพลิเคชั่นกลุ่ม Food Delivery ที่ทำตัวเป็นแพลตฟอร์ม ดึงเอาร้านอาหารต่างๆ เข้าไปอยู่ในระบบ ทำให้ธุรกิจนี้ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นจนสร้างมูลค่าตลาดได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

สำหรับฟู้ดแพชชั่นเองก็มองเห็นเทรนด์ตลาดในเรื่องนี้ แต่ด้วยสินค้า เมนูอาหารต่างๆ ภายในพอร์ตไม่ได้เอื้อต่อการขายในลักษณะนี้ จึงทำให้เราไม่เห็นภาพการขยับตัวในเรื่องนี้มากเท่าไหร่

ในขณะที่ RED SUN ได้รันธุรกิจดิลิเวอรี่มาปีกว่า มียอดขายอยู่ที่ 1% ของรายได้ทั้งหมด นพวินท์ อธิบายว่า เราได้ปรับรูปแบบของแพ็กเกจ และเมนูอาหารให้เหมาะสมกับช่องทางดิลิเวอรี่ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการขายใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ อีกทั้งยังเป็นการตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าที่อยากรับประทานอาหารของเราแต่ไม่ต้องการเสียเวลาเดินทาง เสียเวลารอคิวนาน

แต่โจทย์ของเราก็คือ การทำให้เมนูมีความเหมาะสมกับการขายในช่องทางนี้ให้มากที่สุด ก่อนหน้านี้เราได้เรียนรู้ว่าไม่ใช่ทุกเมนูที่เราจะขายผ่านช่องทางนี้ได้ เราจึงกลับไปทำการบ้านและพัฒนารูปแบบการขายใหม่ ที่มีความพร้อมในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

โดย นพวินท์ บอกว่า อยากเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก 1% เป็น 5% จากการเพิ่มเมนูสำหรับดิลิเวอรี่ มากกว่า 10 เมนู โดยคิดว่าในปี 2020 จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากดิลิเวอรี่ ประมาณ 10% ของยอดขายทั้งหมด

4 เรื่องนี้เป็นอะไรที่น่าจับตามองถึงทิศทางและก้าวต่อไปของฟู้ดแพชชั่นมากๆ สำหรับปีนี้ ชาตยา บอกว่า ภารกิจอยู่ที่การโฟกัสแบรนด์ใหม่ในเครือคือ Charna (ฌานา),  SPACE Q (สเปซ คิว) และ RED SUN

ในปี 2562 จะเป็นปีที่ RED SUN จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยตั้งเป้ารายได้โตไม่น้อยกว่า 40% คาดว่าจะมีสัดส่วนที่ 5-10% ของรายได้ทั้งหมดของกลุ่ม และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดจากเดิม 5% เป็น 10%

ตั้งเป้าหมายในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีสาขาในกรุงเทพฯ มากกว่า 20 สาขา รวมถึงการขยายสาขาในต่างจังหวัด และการขยายธุรกิจออกไปยังต่างประเทศที่คาดว่าจะได้เห็นการเปิดสาขาในต่างประเทศภายในปี 2563

ชาตยา อธิบายทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “เราเชื่อว่า Cycle ของธุรกิจมีหลายแบบ อาจจะเน้นที่การขาย เน้นการสร้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้บริโภคที่ต้องโตตาม โตทัน และก้าวไปกว่าผู้บริโภค เพื่อที่จะเข้าไปสร้างสิ่งใหม่ๆ มาตอบโจทย์ลูกค้าอยู่เสมอ”

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn