4,266
VIEWS

ชฎาทิพ จูตระกูล กับแผน 5 ปีสยามพิวรรธน์ มุ่งสู่การเป็นค้าปลีกระดับโลก

Mar 13, 2019 R.Somboon

“ทุกการตัดสินใจของสยามพิวรรธน์จะอยูในบริบทระดับโลกที่มีเป้าหมายมุ่งไปสู่การเป็นผู้ประกอบการระดับโลกที่ไม่ใช่แค่การขยายการลงทุนออกไปยังต่างประเทศ แต่ยังรวมถึงการผลักดันให้โครงการศูนย์การค้าต่างๆ ในเครือเป็นแลนด์มาร์คเดสทิเนชั่นระดับโลกที่สามารถดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวให้เลือกวางเป็นเดสทิเนชั่นที่ต้องมา รวมถึงนักลงทุนหรือผู้ประกอบการค้าปลีกระดับโลกให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย”

นั่นคือคำกล่าวของ ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้พัฒนาศูนย์การค้าชื่อดังอย่างสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ สยามพารากอน และดิไอคอน สยาม ที่กล่าวไว้ในงานแถลงข่าวแผนการลงทุน 5 ปีของบริษัท

ชฎาทิพ มองว่า สยามพิวรรธน์ได้ก้าวข้ามจากการพัฒนาศูนย์การค้ามาสู่การสร้างเมืองที่เป็นการสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกให้เกิดขึ้นในบ้านเรา โดยแผน 5 ปีจากนี้จะเป็นการก้าวข้ามการแข่งขันในประเทศ สู่การเป็น “ผู้นำแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) ที่จะผนึกกำลังคนไทยทุกระดับ ชูความสามารถ และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่แปลกใหม่เป็นคนแรก และสร้างมหาปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ผลักดันตัวเองให้ก้าวขึ้นไปเป็นผู้ประกอบการระดับโลกที่ใช้นวัตกรรมเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน

ผู้บริหารของสยามพิวรรธน์ มองว่าการปรับกลยุทธ์ดังกล่าวจะเข้ามารองรับการแข่งขันจากผู้เล่นระดับโลกที่ไม่ใช่แค่ผู้พัฒนาที่ดินเพื่อการค้าปลีกเท่านั้น แต่เป็นการแข่งขันกับใครก็ตามที่จะเข้ามาช่วงชิงเวลาการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทย ซึ่งเธอมองว่า โครงการต่างๆ ของสยามพิวรรธน์ได้ก้าวข้ามจากการเป็นสถานที่ช้อปปิ้ง แต่เป็นการสร้างเมืองที่รวบรวมเอาวัฒนธรรมความเป็นไทยเข้ามาประยุกต์ เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขันรายอื่นๆ

เงินลงทุนที่จะใช้ตลอด 5 ปีถัดจากนี้ไปจะมีวงเงินประมาณ 70,000 ล้านบาท 80 – 90% จะเป็นการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ซึ่งจะเน้นไปที่การลงทุนโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่จะร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างเมืองสมบูรณ์แบบที่มีครบทุกอย่างในโครงการที่ทำ โดยจะมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในช่วง 5 ปีจากนี้ไปอีกประมาณ 2 โครงการ เน้นที่ในประเทศ ส่วนในต่างประเทศจะมีทั้งที่เป็นการเข้าไปลงทุนเอง ร่วมลงทุน และการเข้าไปบริหารโครงการ เริ่มจากประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีติดต่อเข้ามาแล้ว และอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้

“โครงการที่จะทำ จะเป็นการมองถึงการสร้างให้เป็นเดสทิเนชั่นในด้านต่างๆ โดยจะมีแกนหลักมาจากเรื่องของ Cultural ของความเป็นไทยในแต่ละด้านที่จะทำให้มันเป็นฟิวชั่นเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย การเลือกสร้างเดสติเนชั่นจากมุมดังกล่าวจะเข้ามาเป็นตัวสร้างความแตกต่างที่สำคัญทั้งยังเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนให้สยามพิวรรธน์ก้าวเข้าไปเป็นผู้เล่นในระดับโลกผ่านเรื่องของการสร้างเอกลักษณ์ที่มาจากรากเหง้าของวัฒนธรรมความเป็นไทย ซึ่งถือเป็นจุดขายที่แข็งแรงที่สุดในการรับมือกับการแข่งขันจากผู้เล่นระดับโลก ตัวอย่างที่ชัดเจนสุดก็คือการทำดิไอคอน สยาม ที่ก้าวขึ้นมาเป็นเดสทิเนชั่นระดับโลกโดยมีเรื่องของวัฒนธรรมหรือเอกลักษณ์ของความเป็นไทยเป็นจุดขายที่สำคัญ”

 

การเดินหน้าสร้างมหาปรากฏการณ์ โครงการระดับโลกทั้งในและต่างประเทศ ต่อยอดจากความสำเร็จของ วันสยาม และไอคอนสยามนี้ ถือเป็น 1 ใน 6 กลยุทธ์ที่สยามพิวรรธน์ใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจในช่วง 5 ปีถัดจากนี้ไป โดยอีก 5 กลยุทธ์ที่เหลือจะประกอบไปด้วย

1.ผนึกกำลังพันธมิตรแถวหน้าระดับโลก ร่วมพัฒนาธุรกิจค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์  ที่ผ่านมาสยามพิวรรธน์ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำระดับโลกมากมาย และเลือกที่จะเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจและร่วมลงทุนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ไปกับสยามพิวรรธน์ โดยเมื่อปี 2561 สยามพิวรรธน์ประกาศการลงทุนร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ไซม่อน พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านค้าปลีกอันดับหนึ่งของโลกจากอเมริกา มีกำหนดการที่จะเปิด Luxury Premium Outlets แห่งแรกในประเทศไทยในปลายปีนี้ และขยายเพิ่มไปนอกกรุงเทพฯ อีก 2 แห่ง

2. ลงทุนธุรกิจใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก สยามพิวรรธน์มีความสนใจที่จะลงทุนในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในธุรกิจอื่น และขยายธุรกิจค้าปลีก ที่จะช่วยสนับสนุนธุรกิจหลักเพื่อเสริมศักยภาพของสยามพิวรรธน์  เช่น การซื้ออาคารสำนักงาน กิจการจัดส่งสินค้า(Logistics) รวมไปถึงธุรกิจด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ๆ 

นอกจากนี้ บริษัทได้ตั้งเป้าในการขยายธุรกิจภายใต้บริษัทลูกอีก 4 - 5 บริษัทใหญ่ อาทิ การจัดตั้งบริษัท สยามอัลไลแอนซ์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ต่อยอดความเชี่ยวชาญจากการบริหาร Royal Paragon Hall เพื่อรับบริหารจัดการศูนย์การประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการใหม่ๆ อาทิ TRUE ICON HALL และลงทุนในการสร้างศูนย์ประชุมสำหรับการจัดงานต่างๆ

รวมถึงการการจัดแสดงคอนเสิร์ตในทำเลใหม่ การเดินหน้าให้บริการกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดอย่างครบวงจรของบริษัท ซูพรีโม่ จำกัด ที่สร้างประสบการณ์ระดับโลกเหนือความคาดหมายมาแล้วมากมาย อาทิ การจัดงาน Amazing Thailand Countdown ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อปลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีธุรกิจให้คำปรึกษาและบริการเกี่ยวกับการจัดการอาคารของบริษัท สยามโปรเฟสชั่นแนล แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งได้ให้บริการแก่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาแล้วหลายราย ซึ่งบริษัทในเครือเหล่านี้ จะเดินหน้าให้บริการทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

3.เปิดตัวระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และการบริหารจัดการข้อมูล ที่ได้ถูกพัฒนามาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี สร้างความแตกต่างแต่โดนใจ เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางการตลาดแบบครบวงจรทั้งในและต่างประเทศ

4. กลยุทธ์การสร้างคุณค่า สมประโยชน์ร่วมกันสู่ความยั่งยืน จับมือผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศพร้อมแข่งขันบนเวทีโลก ปั้น Local Heroes ให้เป็น Global Heroes 

5.การพัฒนาสยามพิวรรธน์ อคาเดมี (Siam Piwat Academy) และการสร้างสยามพิวรรธน์ Next-Gen Leader

“โลกค้าปลีกยุคใหม่ หัวใจสำคัญอยู่ที่ไอเดีย หรือความคิดสร้างสรรค์ซึ่งจะเข้ามาเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ วันนี้สยามพิวรรธน์ได้ก้าวข้ามจากแค่การแข่งขันในประเทศ ไปสู่การแข่งขันในระดับโลก ทุกองคาพยพจึงมีความสำคัญ เราได้มีการปรับโครงสร้างขององค์กรไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วเพื่อรองรับกับการเติบโตไปสู่การเป็นผู้ประกอบการระดับโลก และวันนี้โครงสร้างทั้งหมดมีความชัดเจนแล้ว จากเดิมที่เรามีบริษัทในเครือทั้งหมด 15 บริษัท ปัจจุบันเรามีบริษัทในเครือเพิ่มขึ้นเป็น 46 บริษัท ซึ่งจะเข้ามารองรับและขับเคลื่อนธุรกิจให้ไปในทิศทางเดียวกันได้เป็นอย่างดี”

 

ในการนี้ สยามพิวรรธน์มีแผนที่จะปรับโครงการสร้างองค์กรด้วยการสร้าง Center of Excellence หรือการสร้างหน่วยงานกลางที่รวมเอาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในสาขาต่างๆ ขึ้นเป็นหน่วยงานส่วนกลางเพื่อกำกับดูแล และให้การสนับสนุนบริษัทลูกในเครือทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีแผนการปรับกระบวนการทำงานโดยนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มีผลิตภาพมากขึ้น อาทิ การใช้ Chatbot, Robotic, AI ทำให้องค์กรมีความคล่องตัว (Agile Organization) สามารถปรับตัวได้เร็วตอบสนองความต้องการ และการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

“นอกจากเป้าหมายมุ่งสู่การเป็น ผู้นำแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) แล้ว เรายังมองถึงการสร้างการเติบโตของรายได้ในอีก 5 ปีข้างหน้าว่าจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 1 - 0.15 เท่า จากปีที่แล้วที่มีรายได้รวม 25,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นอีกความท้าทายที่เรากำลังจะมุ่งไป”

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.