5,919
VIEWS

ค้นคำตอบ ทำไม!!! โชวห่วยยังคงเป็นช่องทางขายที่สำคัญ

Mar 11, 2019 R.Somboon

เอซี นีลเส็น บริษัทวิจัยชั้นนำ เคยออกมาให้ข้อมูลที่ระบุว่าสัดส่วนของค้าปลีกที่เป็นเทรดิชันนั่ล เทรด เทียบเคียงกับค้าปลีกโมเดิร์นเทรดแล้ว จะพบว่า ในปี 2005 เทรดิชันนั่ล เทรด เป็นช่องทางขายที่มีสัดส่วนสูงถึง 62% จากตลาดค้าปลีกโดยรวม ขณะที่โมเดิร์นเทรด ที่รวมเอาคอนวีเนียนสโตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ต จะมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 38% แยกเป็นคอนวีเนียนสโตร์ 8% ซูเปอร์และไฮเปอร์มาร์เก็ต 30%

ข้ามมาที่ปี 2005 สัดส่วนยอดขายของเทรดิชันนั่ล เทรด ลดลงเหลือ 58% ส่วนคอนวีเนียนสโตร์ เพิ่มขึ้นเป็น 11% และซูเปอร์มาร์เก็ตกับไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มขึ้นเป็น 31%

เมื่อถึงปี 2009 เทรดิชันนั่ล เทรด ลดลงเหลือ 56% คอนวีเนียนสโตร์เพิ่มขึ้นเป็น 17% ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ไฮเปอร์มาร์เก็ต เพิ่มเป็น 27%

ปี 2010 เทรดิชันนั่ล เทรด ลดมาอยู่ที่ 55% คอนวีเนียนสโตร์ ยังขยายตัวต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นเป็น 18% ขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตมีสัดส่วนอยู่ที่ 27%

ตัวเลขล่าสุดในปีที่ผ่านมา สัดส่วนระหว่างค้าปลีกรูปแบบเดิมกับค้าปลีกสมัยใหม่น่าจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่อย่างละครึ่ง โดยเหลือให้ค้าปลีกที่เป็นออนไลน์ในสัดส่วนไม่มากนักคือ 2 – 3%

ขณะที่ข้อมูลจากสมาคมผู้ค้าปลีกไทยนั้น แบ่งตัวเลขออกมาให้เห็นแบบละเอียดว่า ตลาดค้าปลีกของบ้านเราที่มีมูลค่ารวมกันประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท เป็นตัวเลขที่สรุปออกมาในปี 2017 โดยสมาคมค้าปลีกไทยแบ่งสัดส่วนของตลาดค้าปลีกออกเป็น 3 แถว เริ่มจาก

แถวหนึ่ง “โมเดิร์น เชน สโตร์” ซึ่งรวมศูนย์การบริหารจัดการอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก มียอดขายเป็นสัดส่วนราว 30 – 32% ของมูลค่าการบริโภคค้าปลีกค้าส่ง โดยค้าปลีกในแถวที่ 1 นี้ มีการขยายตัวไม่มากนัก ทิศทางจะออกไปในลักษณะของการขยายสาขาไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

แถวสอง “ค้าปลีกค้าส่งที่กำลังพัฒนาในต่างจังหวัด” หรือที่คุ้นเคยกันว่า “ค้าปลีกค้าส่งภูธร” ส่วนใหญ่เป็นผู้นำค้าปลีกค้าส่งในจังหวัดตัวเองเป็นหลัก ที่มีการขยายสาขา และมียอดขายต่อบริษัทระหว่าง 1,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปี ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้เป็นที่รู้จักกันได้ดี อาทิ ตั้งงี่สุ่น จังหวัดอุดรธานี, ยงสงวน อุบลราชธานี, ธนพิริยะ เชียงราย, เซนโทซ่า ขอนแก่น, ส.ล.โฮลเซลส์ สกลนคร, ร้อยเอ็ดไฮเปอร์มาร์ท, ซุปเปอร์ชีป ภูเก็ต, สหไทย นครศรีธรรมราช, ห้างทวีกิจ บุรีรัมย์, ห้างมาร์เธ่อร์ ที่กระบี่, ห้าง Do Home ที่มีฐานที่อุบล เป็นต้น โดยผู้ประกอบการในส่วนนี้จะมีประมาณ 500 – 700 รายทั่วประเทศ หรือโดยเฉลี่ยจังหวัดละ 8 -10 ราย จะมียอดขาย หรือมาร์เก็ตแชร์ คิดเป็นสัดส่วน 18-20% ของมูลค่าการบริโภคค้าปลีกค้าส่ง

แถวสาม “ค้าปลีกขนาดเล็ก” มีสัดส่วนราว 53-55% ของมูลค่าการบริโภคค้าปลีกค้าส่ง ส่วนใหญ่เป็นร้านค้าอิสระขนาดเล็ก หรือถ้าจะมีสาขาก็ไม่เกิน 2-3 สาขา ที่เรียกกันว่า ร้านขายของชำ หรือร้านโชวห่วย

หากจะสรุปตัวเลขของผู้ประกอบการร้านค้าปลีกขนาดเล็กแล้ว จะพบว่า มีตัวเลขอยู่ราว 250,000 – 300,000 ร้านค้า ที่มีหน้าร้านเป็นที่เป็นทาง และอีกราว 200,000 ร้านค้า เป็นลักษณะเพิงและมุมขายของ

ตัวเลขของร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่ยกมานี้ เป็นตัวเลขที่แทบจะไม่เพิ่มขึ้น หรือลดลงเท่าไรนัก เพราะแม้บางส่วนจะเลิกกิจการไป แต่ก็มีผู้ประกอบการหน้าใหม่ๆ เข้ามาทดแทนกัน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เข้าง่าย ไม่ต้องใช้เงินทุนมากนัก

 

กระแสการให้ความสำคัญกับร้านค้าปลีกขนาดเล็กในรูปแบบเดิมๆ หรือที่เรียกว่า “โชวห่วย” ในการพัฒนาให้สามารถยืนหยัดอยู่บนจุดยืนของตัวเองได้ มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่บรรดาซัพพลายเออร์ ที่เทน้ำหนักมาให้กับช่องทางการจัดจำหน่ายในรูปแบบเดิมๆ นี้มากขึ้นเท่านั้น ยังมีผู้เล่นที่เป็นค้าส่งโมเดิร์นเทรดอย่างแม็คโคร หรือแม้แต่บรรดายี่ปั๊วในระบบเดิม ต่างก็มุ่งเข้ามา “ติดดาบ” ให้ร้านค้าแบบดั้งเดิมเหล่านี้อยู่รอดต่อไปได้ ท่ามกลางภาวการณ์แผ่อำนาจของเชนปลีกที่กำลังชูโมเดลร้านค้าปลีกไซส์เล็ก เป็นทีเด็ดรุกเข้ามาประชิดกินพื้นที่เดิมของโชวห่วย

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้แม้สัดส่วนของเทรดิชันนั่ล เทรด จะยังลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เป็นการลดลงอย่างฮวบฮาบน่าใจหายเหมือนเมื่อครั้งยักษ์โมเดิร์นเทรดแข่งกันขยายสาขาอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ทีนี้ลองมาดูกันว่า ทำไมร้านโชวห่วยถึงกลายเป็นช่องทางที่ถูกให้ความสำคัญในการเข้ามาช่วยพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำธุรกิจจากหน่วยงานของรัฐ ซัพพลายเออร์ หรือแม้กระทั่งผู้ประกอบการค้าส่งทั้งโมเดิร์นเทรดอย่างแม็คโคร และร้านค้าส่งในรูปแบบเดิมหรือยี่ปั๊ว

1.ร้านโชวห่วยเปรียบเสมือน “รากแก้ว” สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชน เพราะร้านค้าประเภทนี้ถือเป็น “ไมโคร บิสซิเนส” ที่อยู่คู่กับเมืองไทย มานาน

2.ด้วยโลเกชั่นที่ลงลึกในระดับหมู่บ้าน ซึ่งร้านค้าปลีกโมเดิร์นเทรดยังไม่สามารถเข้าไปได้ถึงกำลังซื้อในส่วนหนึ่ง ทำให้โชวห่วยยังคงบทบาทสำคัญของการเป็นช่องทางขายที่เข้าถึงกำลังซื้อระดับรากหญ้าได้เป็นอย่างดี

3.ไม่เพียงเท่านั้น โชวห่วยยังเป็นช่องทางสำคัญที่สินค้าหลายแบรนด์ใช้เป็นตัวช่วยในการ Penetrate การใช้สินค้าของตัวเองออกไปยังกลุ่มลูกค้าในระดับแมส

4.ที่สำคัญ ช่องทางขายที่เป็นโชวห่วย มีต้นทุนการขายสินค้าที่ต่ำกว่าการเข้าไปวางขายในโมเดิร์นเทรด จึงทำให้ช่องทางขายนี้ยังคงถูกให้ความสำคัญมาตลอดในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่โมเดิร์นเทรดเรืองอำนาจขึ้นมา

 

แม็คโคร – ยี่ปั๊ว

มุ่งติดอาวุธโชวห่วย

           

มีการมองกันว่า ยิ่งร้านค้าสมัยใหม่มีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นเท่าไรก็ยิ่งไปเบียดพื้นที่เดิมของร้านโชวห่วยมากขึ้นและผลกระทบก็ลามไปเป็นลูกโซ่ ไล่ตั้งแต่ตัวซัพพลายเออร์เอง ที่ต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในการเข้าไปขายในร้านโมเดิร์นเทรด ร้านค้าส่งที่มีร้านโชวห่วยเป็นฐานลูกค้าสำคัญ กระแสการเข้าไปช่วยพัฒนาโชวห่วย จึงเริ่มแรงขึ้นตลอดในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ผู้เล่นที่อยู่ใน “ห่วงโซ่” นี้ จึงต้องมีการเข้ามาช่วยบาลานซ์ช่องทางขาย ให้มีความสมดุลกันมากขึ้น ซึ่งนอกจากบรรดายี่ปั๊วรายใหญ่ในต่างจังหวัดที่มีการจับมือกับกรมการค้าภายใน หรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ทำโครงการร้านค้าเครือข่ายขึ้นมา เพื่อเข้าไปพัฒนาร้านโชวห่วยที่ร่วมโครงการ ทั้งในเรื่องของการบริหารการจัดการ สต๊อก ตลอดจนการดิสเพลย์สินค้าในร้านให้ดูเป็นระเบียบง่ายต้องการหยิบ    

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมียี่ปั๊วที่เป็นโมเดิร์นเทรดอย่าง แม็คโคร ที่ตลอด 10 ปีหลังมานี้ มีการทำงานร่วมกับร้านโชวห่วยมาตลอด เพื่อพัฒนาให้ร้านโชวห่วยนี้สามารถยืนอยู่บนช่องว่างทางการตลาดของตัวเองได้

ล่าสุดที่ทำออกมา ก็คือโครงการที่ร่วมมือกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ทำโครงการ “Total Solution 4 Shohuay จับมือพันธมิตร ติดปีกโชวห่วยไทย” ซึ่งเป็นโครงการที่ริเริ่มโดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ธุรกิจโชวห่วยและแก้ไขปัญหาการขาดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการร้านค้า

ก่อนหน้านั้น แม็คโครมีการทำโครงการต่างๆ ออกมามากมาย ในฐานะของการเป็น “มิตรแท้โชวห่วย” โดยโครงการที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก็มีอาทิ โครงการ “โปรเจ็กต์ ซูเปอร์ 10”  ที่เป็นการรวบรวมร้านค้าย่อย 10 ร้านต่อหนึ่งสาขาต่อเดือน เพื่อเข้าโครงการโดยร้านค้าปลีกจะเป็นคนเลือกและแนะนำสินค้าตามที่ต้องการและแม็คโครจะเป็นผู้รวบรวมว่าสินค้าใดเป็นที่ต้องการมากที่สุดเพื่อนำไปเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์เจ้าของสินค้าเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด

หรือการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากร จัดประกวดการออกแบบร้านโชวห่วยในฝันเพื่อพัฒนาเป็นร้านต้นแบบที่มีทั้งการออกแบบตกแต่ง การดิสเพลย์สินค้าแนวใหม่ที่ถูกใจผู้บริโภค แม็คโครจะนำร้านค้าต้นแบบที่ชนะเลิศไปโรดโชว์ตามสาขาต่างๆ เพื่อให้ร้านโชวห่วยที่สนใจนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาร้านค้าของตัวเอง

การจัดโครงการดังกล่าวขึ้นมา ถือเป็นการทำซีอาร์เอ็มอย่างหนึ่ง มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้แม็คโคร กลายเป็นเพื่อแท้ของโชวห่วยในยามที่ต้องรับศึกหนักกับการรุกเข้ามาของยักษ์โมเดิร์นเทรดที่มีเป้าหมายชัดเจนในการรุกขยายร้านค้าขนาดเล็กตามชุมชนสำคัญๆ ก่อนหน้าการจัดประกวดออกแบบร้านโชวห่วย แม็ดโคร ก็มีการจัดทีมงานในรูปแบบคล้ายๆ กับการเป็น Customer Development เพื่อออกไปให้คำแนะนำกับร้านค้าย่อยโดยตรง โดยแต่ละสาขาต่างก็มีทีมงานในรูปแบบที่ว่านี้และทำอย่างต่อเนื่องมาตลอด

ในช่วงที่ผ่านมา แม็คโคร มีการปรับโพซิชันนิ่งของตัวเองให้ชัดเจน โดยโฟกัสตัวเองเป็นร้านขายส่งในรูปบบแคชแอนด์แครี่ ที่ให้บริการลูกค้าที่เป็นร้านค้าย่อยและหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำสินค้าของแม็คโครไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง การปรับตำแหน่งทางการตลาดให้ชัดเจนก็เพื่อที่จะหันมายืนอยู่บนจุดแข็งของความเป็นร้านขายส่งโมเดิร์นเทรดที่เป็นคนละตลาดและมีฐานลูกค้าคนละกลุ่มเพื่อให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแม็คโครกับไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ยังคงเน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็น End User เป็นหลัก

การหันมายืนบนจุดแข็งของการเป็นค้าส่งโมเดิร์นเทรด ที่เน้นการขายสินค้าให้กับร้านค้าย่อยเพื่อนำไปขายต่ออีกทอดหนึ่งนั้น แม็คโคร มีการปรับโฟกัสมาให้ความสำคัญกับสินค้าประเภทอาหารเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยมีการเพิ่มไลน์สินค้าประเภทอาหารและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจอาหารเข้าไป เพื่อให้มีความครบวงจรในการทำตลาด

ไม่เพียงเท่านั้น แม็คโคร ยังมีการปรับบางสาขาให้เน้นขายสินค้าประเภทอาหารเป็นหลัก เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าประเภทโรงแรม ร้านอาหาร และแคเทอริ่ง ปัจจุบัน ลูกค้าแม็คโคร ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการร้านโชวห่วย ร้านอาหารขนาดเล็กและใหญ่ ที่มีชื่อย่อว่า HoReCa หรือ Hotel Restaurant Catering ลูกค้ากลุ่มนี้ของแม็คโครจะมีอยู่ประมาณ 2 แสนราย

 

เทรนด์ไหล

สู่โชวห่วย

ภาวการณ์ชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วง 2 -3 ปีก่อนหน้านี้ นับว่าส่งผลดีกับร้านโชวห่วยใกลบ้านไม่น้อย เพราะผู้บริโภคมีการปรับพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยใหม่ มาเป็นซื้อเท่าที่จำเป็นและจะหันไปซื้อสินค้าบางอย่างที่ขาดหรือไม่พอใช้จากร้านโชวห่วยข้างบ้าน ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา ร้านโชวห่วยมีการเติบโตของยอดขายแบบน่าสนใจทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญกับร้านโชวห่วยในฐานะห่วงโซ่หนึ่งของระบบการกระจายสินค้า มีมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะซัพพลายเออร์ ที่เริ่มมองเห็นว่า ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเข้าไปวางขายในร้านโมเดิร์นเทรดมีสูงขึ้นทุกปี ขณะเดียวกันอำนาจต่อรองของเชนค้าปลีกก็มีมากขึ้น ทำให้ซัพพลายเออร์หลายรายหันมาให้ความสำคัญกับร้านโชวห่วยมากขึ้น ทั้งการทำการตลาดเพื่อช่วยการขายผ่านทางโฆษณาและโปรโมชั่นเฉพาะช่องทาง และการเข้าไปช่วยจัดดิสเพลย์เพื่อให้ร้านโชวห่วยดูดีขึ้น

นอกจากนี้ ซัพพลายเออร์ยังมีการแบ่งเส้นของช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างชัดเจนผ่านตัวแพ็กเกจจิ้ง โดยจะใช้สินค้าในไซส์เล็กเข้าในร้านโชวห่วย ขณะที่สินค้าในไซส์ตั้งแต่ 200 มล.ขึ้นไป จะผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรดเป็นหลัก ซึ่งยักษ์ใหญ่อย่างยูนิลีเวอร์ มีการทำการตลาดเพื่อผลักดันสินค้าผ่านร้านโชวห่วย อย่างเมื่อคราวจัดโปรโมชั่นโฟมล้างหน้าหลอดเล็กของพอนด์สเมื่อปีที่แล้ว เป็นต้น.....

ด้วยขนาดพื้นที่ในร้านโชวห่วยมีไม่มากนัก และหลักการของ “สเปลชแมเนจเม้นต์” หรือการบริหารพื้นที่ขายให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เข้ามามีบทบาทในการทำร้านค้าปลีกยุคใหม่ไม่เว้นแม้แต่ร้านโชวห่วย ทำให้ปัจจุบัน ร้านค้าปลีกเหล่านั้น เริ่มมีการเลือกแบรนด์หรือสินค้าที่มีการหมุนเวียนเร็วเข้าไปวางขายในร้าน การผลักดันด้วยระบบการ “ยิ” หรือให้ผลกำไรหรือโปรโมชั่นที่มากกว่าของสินค้าที่ไม่ใช่สินค้ายอดนิยมจึงทำได้ลำบากขึ้น

เมื่อประกอบเข้ากับร้านยี่ปั๊วเองก็มีการเลือกขายสินค้าเฉพาะแบรนด์ที่ไปได้ดีมากขึ้น จึงทำให้ตัวซัพพลายเออร์เองต้องหันมามองการใช้กลยุทธ์ในการ Pull Out สินค้าผ่านทางการตลาดในรูปแบบต่างๆ เพื่อทำให้ร้านค้าเหล่านั้น ยอมลงสินค้าของตัวเอง การช่วงชิงพื้นที่ขายในร้านโชวห่วยจึงต้องมีการตลาดแบบครบสูตรด้วย ไม่ใช่อาศัยแค่กลยุทธ์ราคาหรือโปรโมชั่นแบบให้ส่วนลดเหมือนในอดีต

ซัพพลายเออร์เบอร์ 1 ของบ้านเรา อย่างยูนิลีเวอร์ ถือเป็นค่ายที่ให้ความสำคัญกับช่องทางขายประเภทนี้อย่างจริงจังมานาน โดยยูนิลีเวอร์มีการทำโครงการที่เป็นการพัฒนา “ร้านข้างบ้าน” หรือโชวห่วย ด้วยโมเดล “ร้านติดดาว” หนึ่งในแผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน หรือ Unilever Sustainable Living Plan: USLP เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของร้านค้าปลีก และร้านข้างบ้าน (โชวห่วย) ทั่วประเทศสู่ศูนย์กลางของชุมชน โดยจะมีการนำผู้เชี่ยวชาญธุรกิจค้าปลีกเข้าไปให้คำปรึกษาด้านการจัดการอย่างเป็นระบบ เพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2555 หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ซึ่งยูนิลีเวอร์จะเข้าไปช่วยพัฒนาร้านค้าเครือข่ายเหล่านี้ ทั้งในแง่ของการให้ความรู้ในการบริหารจัดการร้านค้าปลีกยุคใหม่ที่นำเอาแนวคิดของร้านโมเดิร์นเทรดเข้าไปปรับใช้ ทั้งการจัดเรียงสินค้าให้น่าสนใจ การบริหารจัดการเรื่องของสต๊อกสินค้า รวมถึงการเพิ่มรายได้ในส่วนอื่นๆ อาทิ การติดตั้งเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ หรือตู้เติมเงินมือถือ

ยูนิลีเวอร์จะมีการเข้าไปสำรวจในชุมชนให้ว่าผู้บริโภคในพื้นที่ต้องการสินค้าอะไรในชีวิตประจำวัน เพื่อที่จะให้ร้านค้าสั่งสินค้าเข้าร้านได้ตรงกับความต้องการ ทำให้สินค้าหมุนเวียนได้เร็วขึ้น โดยในปีที่ผ่านมาค้าปลีกโชวห่วยมีการเติบโตประมาณ 3% ขณะที่ร้านติดดาวของยูนิลีเวอร์มีการเติบโตของยอดขายถึง 10% บ่งบอกถึงการสนับสนุนที่มาแบบถูกทาง

 

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นอกจากการขายแล้ว ยูนิลีเวอร์ยังมีการสร้าง Engagement กับร้านค้าเหล่านั้นผ่านโครงการร้านค้าติดดาว โดยนำความรู้ในการบริหารจัดการร้านที่ยูนิลีเวอร์มีความเชี่ยวชาญ อาทิ การจัดวางสินค้า การทำโปรโมชั่น เข้าไปถ่ายทอดให้กับร้านข้างบ้านที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารค้าปลีกยุคใหม่

ยูนิลีเวอร์ มีการเข้าไปสำรวจชุมชนรอบข้างร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการถึงความต้องการ ตลอดจนรูปแบบการใช้สินค้าเพื่อให้ร้านค้าปลีกเหล่านั้นสามารถเลือกขายสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาด ทำให้สินค้ามีการหมุนเวียนที่เร็วขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดจะตามมาด้วยการควบคุมต้นทุน และความสามารถในการสร้างกำไร

ร้านติดดาว ไม่ใช่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อขายสินค้าเฉพาะของยูนิลีเวอร์ หรือทำเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับโมเดิร์นเทรด เพราะเรื่องของการต่อรองนั้นมันผ่านพ้นมาตั้งแต่ช่องทางการขายในแต่ละช่องของบ้านเรามีความเสถียรแล้ว ขณะที่การมีแบรนด์สินค้าที่แข็งแรงของยูนิลีเวอร์ ก็เป็นอำนาจต่อรองที่แท้จริงอยู่แล้ว เพราะเมื่อสินค้าเป็นที่ต้องการ และมีการตลาดที่ดี สินค้าเหล่านั้นก็จะถูกซื้อออกจากร้านเอง

การมองถึงการทำโครงการร้านติดดาวขึ้นมานั้น เป็นการมอง ’“ร้านติดดาว” เป็นหนึ่งในแผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน (Unilever Sustainable Living Plan: USLP) เพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจร้านค้าปลีก และร้านข้างบ้าน (โชวห่วย) ให้สามารถเติบโตทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน เพราะเมื่อร้านค้ายั่งยืน ก็จะส่งผลกลับมาสู่การเติบโตทางธุรกิจที่มั่นคงของยูนิลีเวอร์

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเอนเกจบรรดาร้านค้าโชวห่วยเหล่านั้นให้เข้ามาเป็นร้านติดดาว จะช่วยในเรื่องของการสร้างโอกาสในการขายที่มากกว่าคู่แข่ง เพราะการจัดเรียงสินค้าที่โดดเด่น ย่อมมีโอกาสในการถูกเลือกหยิบสินค้าได้มากกว่าสินค้าที่ไม่ได้มีการจัดเรียง

ร้านโชวห่วย เป็น “เทรดิชันนั่ล” ที่อยู่คู่ระบบการจัดจำหน่ายของบ้านเรามานาน แม้จะโดนผลกระทบจากการรุกเข้ามาของเชนโมเดิร์นเทรด แต่เชื่อว่า ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะซัพพลายเออร์คงไม่ยอมให้โชวห่วยล้มหายไปจากระบบการจัดจำหน่าย

เพราะไม่เช่นนั้น ดุลอำนาจจะแกว่งไปทางเชนค้าปลีกแบบกู่อย่างไรก็ไม่กลับ.... 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn