4,335
VIEWS

4 Keys Success Factor ที่ส่งหัวเว่ยขึ้นที่ 3 สมาร์ทโฟนโลก

Aug 06, 2017 S.Vutikorn

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงในตลาดสมาร์ทโฟนของโลกในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาก็คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของแบรนด์จีนอย่างหัวเว่ย ที่สามารถสร้างยอดขายในตลาดสมารถโฟน พรีเมียมหรือเฉลี่ยราคา 500 เหรียญสหรัฐขึ้นไปได้อย่างเป็บกอบเป็นกำจนสามารถแซงแบรนด์ทั้งจากเกาหลีและญี่ปุ่นขึ้นเป็นเบอร์สาม 3 โลกในปัจจุบัน โดยตัวเลขในไตรมาสแรกของปีหัวเว่ยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 9.8%

โดย 2 ไตรมาสของปี 2017 ขณะที่ตลาดโลกมีการเติบโตเพียง 3% แต่หัวเว่ยมีการเติบโตสูงถึง 20.6%

ในส่วนของจำนวนเครื่อง หรือคิดเป็น 73 ล้านเครื่อง ส่วนในเรื่องของรายได้ครึ่งปีแรกหัวเว่ยเติมโตขึ้นถึง 36.2%

ขณะที่ยอดขายในประเทศไทยเติบโตอย่าง หัวเว่ยมียอดขายการเติบโดแบบก้าวกระโดดถึง 720% เท่าในเชิงจำนวนเครื่อง และ 400% เท่าในเชิงมูลค่า ทำให้สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้ 10.7% ณ เดือนพฤษภาคม 2560 จากที่มีเพียง 1.2% ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ถือว่าเติบโตกว่าตัวเลขในตลาดโลกและตลาดรวมของไทยเอง

เรียกว่าเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดมากๆ

ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ได้อธิบาย ถึงปัจจัยความสำเร็จของหัวเว่ยในตลาดโลกและประเทศไทยว่ามาจาก 4 ปัจจัย คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขยายช่องทางจัดจำหน่าย การสร้างแบรนด์ และการยกระดับบริการหลังการขาย

รายละเอียดในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้น ต้องบอกว่าเบื้องหลังความสำเร็จของหัวเว่ยเกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยทุกวันนี้หัวเว่ยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาสินค้าถึง 15 แห่งทั่วโลก ซึ่งในแต่ละภูมิภาคก็จะทำหน้าที่ต่างกัน เช่นศูนย์วิจัยและพัฒนาในปารีส หรือลอนดอน ก็จะเน้นไปในเรื่องของงานดีไซน์ แต่ศูนย์วิจัยและพัฒนาในสหรัฐอเมริกาก็จะเน้นพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยี และ User Interface ส่วนที่ญี่ปุ่นก็ตะเน้นเรื่องการควบคุมคุณภาพ หรือในอินเดียก็ทำหน้าที่ทำหน้าที่พัฒนาซอฟ์ทแวร์ และยังมีส่วนที่เป็นการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับแบรนด์อื่นๆ (Joint Innovation Centers) อีก 36 แห่งทั่วโลก อาทิ Leica เรื่องการถ่ายภาพ, Harman Kardon พัฒนาระบบเสียง, Google ทำระบบปฎิบัติการ, Porsche Design ทำงานดีไซน์, Pantone ในเรื่องของโทนสีเป็นต้น 

ปัจจุบันนี้หัวเว่ยมีพนักงาน 180,000 คน ในจำนวนนี้เป็นพนักงานที่ทำงานในส่วนของศูนย์วิจัยและพัฒนาถึง 80,000 คน และใช้เงินมากว่า 10% ของยอดขาย คิดเป็นเงินมากกว่า 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จนเป็น Top 10 ของโลกที่ใช้งบประมาณด้านศูนย์วิจัยและพัฒนา

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความหา ความต้องการของผู้บริบริโภคนั่นเอง

 ในส่วนของการขยายช่องทางจัดจำหน่าย ปัจจุบันหัวเว่ยมีร้านจัดจำหน่าย (Retail Store) กว่า 42,300 แห่งทั่วโลก และมีแผ่นที่จะเพิ่มเป็น 50,000 ในปีนี้ สำหรับประเทศไทย ขณะนี้มีหัวเว่ยแบรนด์ช็อป 41 แห่งทั่วประเทศ และมีร้านค้าเพิ่มเป็น 9,000 ร้านค้าจาก 1,000 ร้านค้าในปีที่แล้ว และคาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้หัวเว่ยจะมีร้านค้ามากกว่า 10,000 ร้านค้า

มาที่เรื่องของการสร้างแบรนด์ ทุกวันนี้แบรนด์หัวเว่ยได้รับการจัดอันดับจากสื่อและองค์กรระดับโลกมากมาย เช่น ขึ้นอยู่บนอันดับที่ 83 บน Fortune’s Global 500, อันดับ 88 บนนิตยสาร Forbes’ the World Most Valuable Brand, อันดับที่ 49 จาก BrandZ, อันดับที่ 40 จาก Brand Finance และอันดับที่ 72 บน Interbrand 

ทุกวันนี้ทางหัวเว่ยพยายามตอกย้ำภาพของการเป็นสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม เพื่อเพิ่ม Value ของสินค้า ทั้งในด้านที่เป็น Premium Brand และ Global Brand ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ 

สำหรับในประเทศไทย Brand Awareness ก็มีสกอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดหัวเว่ยเพิ่มสกอร์จาก 65 %เป็น 86 ในไตรมาส 4 ของปี 2016 ส่วนความพึงพอใจกับแบรนด์ก็เพิ่มจาก 7 เป็น 13%

 ถ้านับเฉพาะสมาร์ทโฟนพรีเมียมที่ราคาเกิน 500 เหรียญสหรัฐขึ้นไปจะพบว่าหัวเว่ยมีส่วนแบ่งในตลาดนี้เพิ่มขึ้นจาก 5.8% เป็น 14% ในปีเดียว ส่วนในประเทศไทยก็มีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มนี้จาก 1.6% เป็น 8.3% เช่นกัน

กับปัจจัยสุดท้ายคือเรื่องการยกระดับบริการหลังการขาย หัวเว่ยมีการขยายศูนย์บริการ (Huawei Customer Service Center) เป็น 14 แห่งในไทย พร้อมจุดรับเครื่องเพื่อส่งต่อศูนย์บริการ (Collection Point) กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังมีบริการสุดพิเศษที่เรียกว่า “Door to Door Service” เพื่อให้เจ้าหน้าที่หัวเว่ยไปรับเครื่องกับลูกค้าที่บ้าน

ทศพร กล่าวว่า เป้าหมายของหัวเว่ยในปีนี้ คือ การสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้นอีก 3 เท่าตัวจากปีก่อน ซึ่งจะทำให้หัวเว่ยมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นที่ 2 ในไทย

“ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค IT ไปสู่ยุค Intelligence Revolution ตามเทรนด์ Digital Natives ซึ่งคนรุ่นใหม่จะเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี ทำให้มีความรู้และความต้องการเทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้น หัวเว่ยจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อตอบสนอง Quality Lifestyle อาทิความชอบทางศิลปะ ความงาม หรือแฟชั่นมากขึ้น

 ในส่วนของโปรดักต์หัวเว่ยได้วางแนวทางในการพัฒนาไว้ 4 ด้านด้วยกันคือ พัฒนา Chipsets ให้ทำงานได้ฉลาดขึ้น, มีความปลอดภัยมากขึ้น, ตัวเครื่องสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้มากขึ้น, และการนำเอาระบบ Cloud Service มาใช้งานมากขึ้น”

 ผู้บริหารของหัวเว่ยมองว่าตลาดสมาร์ทโฟนของไทยในปีนี้ ส่วนใหญ่จะไปเติบโตในกลุ่ม Mid End ระดับราคา 5,000-15,000 บาท ที่มีสัดส่วนมากถึง 40% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ประมาณ 30% ส่วนในตลาด High End ระดับราคามากกว่า 15,000 บาท ยังคงสัดส่วนอยู่ที่ 35% และระดับล่างระดับราคาต่ำกว่า 5,000 ลดลงเหลือ 25% จากเดิมที่มีส่วนแบ่ง 30%

สำหรับยอดขายของหัวเว่ยในปีนี้ ทศพร คาดการณ์ว่ายอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนจะมาจากตลาดล่าง 30% Mid End 30% และ High End 40%

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.