Airbus A380 อายุสั้นกว่าที่คิด เพราะตลาดเปลี่ยนเร็วกว่าที่คาด

Feb 21, 2019 P.Patikom

สายการผลิต Super Jumbo Jet Airbus A380 มีอายุสั้นกว่าที่คิด เพียงแค่ประมาณ 14 ปีเท่านั้น สานการผลิต เครื่องบินเจ็ทโดยสารยักษ์ Super Jumbo Jet A380 ของบริษัท Airbus ของยุโรป ก็จะยุติสายการผลิตแล้วภายในปี 2021 นับเป็นสายการผลิตเครื่องบินเจ็ทโดยสารขนาดยักษ์ที่มีอายุสั้นมากๆ เมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญของเครื่องบิน Airbus A380 ที่เป็นเครื่องบินเจ็ทโดยสารขนาดใหญ่ด้วยกัน คือ เครื่องบินแบบ Boeing ตระกูล 747 ของบริษัท Boeing ของสหรัฐ ที่มีสายการผลิตต่อเนื่องยาวนานเกือบ 50 ปี

Airbus ขอมีส่วนแบ่งในตลาด Jumbo Jet ที่ Boeing ครองอยู่

เมื่อแรกเริ่มวางแผนงานสร้างเครื่องบินเจ็ทโดยสาร Super Jumbo Jet A380 ตั้งแต่ปี 1988 นั้น Airbus ผู้ผลิตเครื่องบินเจ็ทโดยสารที่ก่อตั้งโดยกลุ่มชาติยุโรปตั้งแต่ปี 1970 ตั้งเป้าหมายชัดเจนที่จะเข้าไปมีส่วนแบ่งจากตลาด

เครื่องบินเจ็ทโดยสารขนาดใหญ่ที่เครื่องบินแบบ Boeing 747 Jumbo Jet ของบริษัท Boeing สหรัฐ ครองตลาดเครื่องบินเจ็ทโดยสารขนาดใหญ่อยู่โดยไร้คู่แข่งตั้งแต่ปี 1968

ในช่วงเวลานั้นทั้ง Airbus และ Boeing ต่างคาดการณ์กันว่า ความต้องการเครื่องบินโดยสารขนาดยักษ์ในช่วงเวลาประมาณ 20 ปีนับแต่นั้นจะสูงมากเป็นพันลำ เพราะต่างมองว่าการเดินทางข้ามทวีปเพื่อการท่องเที่ยว ทำธุรกิจ เพื่อการศึกษาของผู้คนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก และเพิ่มในอัตราสูงทุกปี ถ้าผู้ผลิตเครื่องบินนำเสนอเครื่องบินโดยสารขนาดยักษ์ที่จุผู้โดยสารได้มาก สามารถจัดที่นั่งในเครื่องที่สร้างความสะดวกสบายกับผู้โดยสารมากขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของสายการบินจากเดิมได้มากออกสู่ตลาด ก็จะเป็นที่ต้องการของสายการบินต่างๆ ทั่วโลก

Airbus จึงเริ่มพัฒนาเครื่องบินโดยสารขนาดยักษ์ เมื่อแรกเริ่มดำเนินการโครงการสร้างเครื่องบินเจ็ทโดยสารขนาดยักษ์นั้น มีข่าวออกมาว่า Airbus และ Boeing จะร่วมมือเป็นพันธมิตรกันพัฒนาเครื่องบินโดยสารขนาดยักษ์ที่เรียกว่า Very Large Commercial Transport (VLCT) แต่ต่อมาก็แยกกันต่างคนต่างทำ

Airbus ประกาศโครงการสร้างเครื่องบินโดยสารขนาดยักษ์ในงาน Farnborough Airshow ปี 1990 ที่อังกฤษ ประกาศแผนการพัฒนาเครื่องบินขนาดใหญ่ของตัวเองเป็นเจ็ทโดยสารลำตัวกว้างมีสองชั้น ซึ่งกำหนดให้มีชื่อเรียกเป็นรหัสว่า A3XX ซึ่ง Airbus บอกว่าเครื่องบินรุ่นใหม่นี้จะลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมาก โดยมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานน้อยกว่า เครื่องบิน Jumbo Jet 747-400 ของ Boeing ซึ่งเป็นเจ็ทโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น 15%

Boeing ก็พัฒนาเจ็ทโดยสารยักษ์

ในเวลานั้น Boeing ผู้นำตลาดเครื่องบินเจ็ทโดยสารของโลกก็ไม่ได้อยู่เฉย แม้จะมีเครื่องบินตระกูล Jumbo Jet, Boeing 747 ให้บริการอยู่แล้ว รวมทั้งรุ่นล่าสุดในเวลานั้น 747-400 ที่สามารถจุผู้โดยสารได้มากกว่า 400 คน Boeing ก็ได้ได้พิจารณาที่จะสร้างเจ็ทโดยสารรุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า 747 หลายครั้งในช่วงปี 1990 ถึงปี 2000

ในงาน Farnborough Airshow ที่อังกฤษ ปี 1996 Boeing ประกาศเปิดตัวเจ็ทโดยสารยักษ์ที่จุผู้โดยสารได้มากกว่า Boeing 747-400 ที่มีอยู่ในตลาดขณะนั้น คือ เครื่องบิน 747-500X และ 747-600X รูปแบบที่เสนอนั้นจะรวมลำตัวของ 747 เข้ากับปีกใหม่ยาว 251 ฟุต (77 ม.) เพิ่มเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และเพิ่ม

จำนวนยางล้อรับจาก 2 เป็น 4 ที่ล้อส่วนหัว และ 16 ถึง 20 ที่ล้อหลัก เครื่องบินมีความยาว 250 ฟุต จะบรรทุกผู้โดยสารได้ 462 คน มีระยะทางบินสูงสุด 8,700 ไมล์ทะเล (10,000 ไมล์, 16,100 กิโลเมตร) 

ขณะที่แนวคิดของเครื่องบิน 747-600X นั้นมีความยาวถึง 279 ฟุต โดยมีที่นั่งสำหรับผู้โดยสาร 54 คน ระยะทางบินสูงสุด 7,700 nmi (8,900 ไมล์, 14,300 กิโลเมตร) และยังมีแนวคิดการศึกษาที่ 3 คือ เครื่องบินแบบ 747-700Xที่สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากถึง 650 คน

แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องบินทั้ง 3 แบบนี้ก็ไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากลูกค้าได้มากพอที่จะทำให้มีการพัฒนาต่อไปจนถึงขั้นผลิตจริง แต่ Boeing ยังคงพัฒนาเครื่องบิน Jumbo Jet ตระกูล 747-400 ต่อมาเป็นทั้งเครื่องบินขนส่งสินค้า และเครื่องบินโดยสารอีกหลายรุ่น เช่น 747-400F, 400M, 400D, 400ER, 400ERF ฯลฯ และยังได้พัฒนาเครื่องบินตระกูล 747 ที่ใหญ่ที่สุดคือตระกูล 747-8 ซึ่งมีทั้งรุนขนส่งสินค้าและรุ่นโดยสาร รุ่น 747-8i นั้นสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากถึง 467 คน

A380 โรงแรมลอยฟ้า

เครื่องบิน Super Jumbo Jet A3XX ของ Airbus ใช้ชื่อว่า A380 เมื่อผลิตจริงรุ่นที่ขายในตลาดมากคือ A380-800 เป็นเครื่องบินเจ็ทโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกนับแต่มันเริ่มออกบินจนถึงวันนี้ บินได้ไกลกว่า 15,000 กิโลเมตรต่อการเติมเชื้อเพลิงแต่ละครั้ง สามารถเดินทางข้ามทวีปได้สบายๆ เครื่องบินเริ่มผลิตส่งมอบให้ลูกค้าได้ในปี 2007 ช้ากว่ากำหนดประมาณเกือบ 2 ปีด้วยปัญหาทางเทคนิคบางประการ (กำหนดเดิมนั้นจะส่งมอบให้ลูกค้าในปี 2006) สายการบิน Singapore Airlines เป็นสายการบินแรกที่ได้รับ A380 จากนั้น Airbus ก็ส่งมอบ A380 ให้ลูกค้าสายการบินต่างๆที่สั่งซื้ออีกมากมายจำนวนนับร้อยลำ ลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของ A380 คือสายการบิน Emirates ของประเทศอภิมหาเศรษฐีตะวันออกกลาง UAE ที่มีการสั่งซื้อเครื่อง A380 เป็นจำนวนมหาศาลมากถึง 162 ลำ

อย่างไรก็ตามแม้ในช่วงต่อมาจะลดปริมาณลงเหลือ 123 ลำ ก็ยังนับว่ามากอยู่ดี

Airbus A380 เป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของเทคโนโลยีวิศวกรรมการสร้างเครื่องบิน เครื่องบินที่มีลำตัว 2 ชั้นจุผู้โดยสารได้ 555 คน และสามารถจุผู้โดยสารเต็มที่ได้มากถึง 853 คนนั้น เป็นเครื่องบินที่หรูหรากว้างขวาง

อย่างมาก สามารถตกแต่งให้เหมือนกับเป็นโรงแรมชั้นหนึ่งลอยฟ้า มีห้องพักระดับห้องระดับห้องสูทโรงแรมห้าดาวหลายห้อง, มีห้องอาบน้ำที่มีสระน้ำขนาดเล็ก, มีบาร์และเลานจ์, ห้องเสริมสวย, ร้านค้าปลอดภาษี, มีเมนูที่ปรุงอาหารโดยเชฟชั้นนำของโลก, มีทีวีจอใหญ่ที่สามารถดูภาพยนตร์ล่าสุด ฯลฯ เป็นเครื่องบินที่สามารถใส่ความหรูหราระดับโรงแรมชั้นหนึ่งได้เต็มที่ ขึ้นกับความต้องการของสายการบิน

 

อายุสั้นกว่าที่คิด 2021 จุดจบของสายการผลิต A380

แม้เครื่องบินยักษ์ A380 Super Jumbo จะมีขนาดใหญ่ที่สุด และหรูหราที่สุด ซึ่งน่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของสายการบินได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากในแต่ละปีมีผู้คนที่เดินทางระหว่างประเทศจนถึงเดินทางระหว่างทวีปเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมหาศาล นับตั้งแต่ปี 1995 จนถึงปี 2017 ข้อมูลจากองค์การ UNWTO (United Nations World

Tourism Organization) ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก เพิ่มจากประมาณ 531 ล้านคน ในปี 1995 เป็นประมาณ 1,326 ล้านคนในปี 2017 ในจำนวนนี้คงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เดินทางท่องเที่ยวข้ามทวีประหว่าง เอเชีย-อเมริกา-ยุโรป-ออสเตรเลีย ซึ่งเครื่องบินขนาดยักษ์ที่บรรทุกผู้คนจำนวนมากในแต่ละเที่ยวบินอย่าง A380 สามารถเดินทางข้ามทวีปในรวดเดียวได้น่าจะสามารถตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นสมการสวยหรูเช่นนั้น

ในช่วงหลายปีหลัง สายการบินที่ให้บริการด้วยเครื่อง A380 ส่วนใหญ่จำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการในแต่ละเที่ยวบินไม่เต็มลำมีที่นั่งว่างมาก สายการบินจึงไม่สามารถทำกำไรได้คุ้มค่าตามเป้าหมาย ประกอบกับมีตัวแปรอื่นที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การคาดการณ์ความต้องการของเครื่องบินยักษ์ A380 ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเข้ามาด้วย

ปัจจัยนั้นคือคู่แข่งสำคัญของ Airbus บริษัท Boeing นั่นเอง

หมดยุค Super Jumbo Jet สู่ยุค Super Twins

Boeing 787, 777X และ Airbus A350XWB ทางเลือกใหม่ของตลาด เนื่องจาก Boeing ไม่ได้ผลิตเจ็ท โดยสารยักษ์แบบเดียวกับ A380 (Boeing 747-500X และ 747-600X) เพราะไม่ได้รับการตอบรับจากตลาด Boeing จึงทำเพียงพัฒนาต่อยอดเครื่อง Jumbo ในตระกูล 747-400 และสร้าง 746-8 ออกมา ยังคงเป็น Jumbo Jet แต่ไม่ถึงระดับ Super Jumbo แบบ A380

แต่ Boeing กลับสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ A380 มีช่วงเวลาของการเปิดสายการผลิตสั้นมีอายุสั้นกว่าที่คิด

Boeing ได้พัฒนาเจ็ทโดยสารลำตัวกว้างมีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ 2 เครื่อง เป็นเครื่องบินขนาดกลางที่มีพิสัยบินไกลสามารถบินข้ามทวีปได้ออกสู่ตลาด มีชื่อเป็นทางการว่า Boeing 787 Dreamliner เครื่องบิน Boeing 787 ในรุ่น 787-9 สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ประมาณ 300 กว่าคน และบินได้ไกลกว่า 14,000 กิโลเมตร ซึ่งสามารถให้บริการข้ามทวีปได้ และมีประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงสูง ทำให้ Boeing 787 ได้รับการตอบรับสูงจากสายการบินต่างๆ ด้วยเหตุสายการบินเหล่านั้นพิจารณาแล้วว่ามันสามารถสร้างผลกำไรที่คุ้มค่าในการใช้งานมากกว่าเครื่องบินขนาดยักษ์อย่าง A380

และ Boeing ยังพัฒนาต่อยอดเครื่องบินอีกรุ่นหนึ่งในตระกูล Boeing 777 (ผลิตออกสู่ตลาดตั้งแต่ปี 1994) คือ Boeing 777X ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ 2 เครื่อง มี 2 รุ่นคือ 777-8 และ 777-9 จะเริ่มออกสู่ตลาดในปี 2020 จุผู้โดยสารได้ 365 คน สำหรับรุ่น 777-8 บินได้ไกลกว่า 16,000 กิโลเมตร มีประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงสูง เป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มความต้องการของตลาดสูงเช่นกัน

การตอบรับที่สูงจากตลาดของ Boeing ตระกูล 787 ทำให้ Airbus ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ ต้องพัฒนาเจ็ทโดยสารขนาดกลางพิสัยบินไกลออกมาชิงตลาดกับ 787 ของ Boeing คือ Airbus A350XWB (XWB- eXtra Wide Body) เครื่องบินที่มีลำตัวกว้างเป็นพิเศษ ซึ่งมี 3 รุ่นคือ A350-800, 900 และ 1000 มีประสิทธิภาพ

ในการประหยัดเชื้อเพลิงสูง มีเครื่องยนต์เจ็ทขนาดใหญ่ 2 เครื่องยนต์ เริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่ปี 2015 โดยรุ่น A350-1000 เป็นรุ่นที่ใหญ่ที่สุดในตระกูล จุผู้โดยสารได้ 366 คน มีพิสัยบินไกลกว่า 15,000 กิโลเมตร

เครื่องบินในตระกูล A350XWB ตั้งแต่เปิดตัวออกสู่ตลาดก็ได้รับการตอบรับจากตลาดสูงมากเช่นกัน ในภาพรวม Boeing ตระกูล 787 มียอดการสั่งสร้างและผลิตให้กับสายการบินต่างๆ 789 ลำ ส่วน Airbus A350 ตระกูล XWB มียอดการสั่งสร้างและผลิต 240 ลำ เมื่อถึงเดือนมกราคม 2019

ยุคของเครื่องบิน Super Jumbo Jet กำลังจะถึงจุดจบตามการประกาศเลิกผลิต A380 ในปี 2021 เปลี่ยนสู่ยุคของSuper Twins เพราะทั้ง Boeing 787, Airbus A350XWB และ Boeing 777X ล้วนเป็นเครื่องบินที่ใช้เครื่องยนต์เจ็ทคู่ขนาดใหญ่ คือใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเพียง 2 เครื่องยนต์ทั้งสิ้น

 

A380 มาช้าไป 20 ปี

ความสำเร็จของเจ็ทโดยสารตระกูล Boeing 787, Airbus A350XWB และกำลังจะตามมาด้วย Boeing 777X นั้นน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดสั่งซื้อเจ็ทโดยสารยักษ์ A380 ต้องหดหายไป เพราะลูกค้าสายการบินส่วนใหญ่หันไป สนใจซื้อเครื่องบินทั้ง 3 รุ่นมากกว่า อันเนื่องจากมีความคุ้มค่าในการใช้งานมากกว่า A380 ในหลายด้าน เช่น

1. เพราะเป็นเครื่องบินขนาดกลางมีที่นั่งผู้โดยสารเฉลี่ยประมาณ 360 ที่นั่ง มีที่นั่งน้อยกว่า A380 ที่มี 555 ที่นั่ง ดังนั้นเมื่อสายการบินรับจองที่นั่ง จึงเต็มเร็วกว่าทำให้ไม่มีที่นั่งว่างต่อเที่ยวบินหรือถ้ามีก็น้อยมาก

2. มีพิสัยบินข้ามทวีปได้ไกลพอๆกับเครื่องบินเจ็ทโดยสารขนาดใหญ่อย่าง A380

3. เครื่องบินทั้ง 3 แบบใช้เครื่องยนต์คู่ขนาดใหญ่ มีเครื่องยนต์เจ็ทขนาดใหญ่เพียง 2 เครื่อง (A380 มี 4 เครื่องยนต์) จึงประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า

4. โดยรวมทำให้ Boeing 787, 777X และ Airbus A350 มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่ำกว่า A380 ทำให้สร้างผลกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า

มีกระแสข่าวว่า สาเหตุสำคัญที่สุดที่ Airbus หยุดผลิต A380 มาจากการตัดสินใจของลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของ A380 สายการบิน Emirates ที่ลดจำนวนการสั่งซื้อรวมของ A380 ลงถึง 39 ลำ จากเดิมมียอดการสั่งซื้อรวม 162 ลำ ถูกลดเหลือยอดการสั่งซื้อรวม 123 ลำ

ทำให้ในภาพรวมทั้งหมด เมื่อถึงปี 2021 อันเป็นปีที่ยุติสายการผลิต Airbus A38 จะมียอดผลิตส่งมอบให้สายการบินต่างๆ รวม 251 ลำ ซึ่งนับว่าต่ำกว่าการคาดการณ์เมื่อเริ่มแรกของบริษัทมาก

นักวิเคราะห์ที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเครื่องบินเจ็ทโดยสารกล่าวว่า A380 นั้นนับเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยีการบิน เป็นเครื่องบินที่ดีมากแบบหนึ่ง แต่มาช้าไป 20 ปี

เพราะถ้า A380 ถูกผลิตออกสู่ตลาดตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 ช่วงเวลาเดียวกับ Boeing 747-400 ออกสู่ตลาด Airbus ก็น่าจะทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย หรือสูงกว่า เพราะช่วงเวลานั้นเทคโนโลยีเจ็ทโดยสารขนาดกลางโดยรวมยัง ไม่สามารถแข่งกับเจ็ทโดยสารขนาดใหญ่ได้ จะเห็นว่าในช่วงเวลานั้น Boeing 747-400 ครองตลาดเจ็ทโดยสาร ขนาดใหญ่เพียงแบรนด์เดียวต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี มียอดการสั่งซื้อรวมมากกว่า 690 ลำ

แต่ช่วงเวลานี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโดยรวมของเจ็ทโดยสารขนาดกลางมีความคุ้มค่าในการใช้งานกว่าเจ็ทโดยสารขนาดใหญ่อย่างชัดเจนนั้น ทำให้หมดยุคของเจ็ทโดยสารขนาดใหญ่แล้ว อย่าว่าแต่ Airbus หยุดผลิต A380 แม้แต่ Boeing ก็มีกระแสจะหยุดผลิตเจ็ทโดยสารขนาดใหญ่ตระกูล 747 Jumbo Jet เช่นกัน

Cr : BUSINESS INSIDER / Modern Airliners / BBC / CNN


 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.