User :
Password :
THAI BRAND (3)

41. แม่โขงยอดสุราไทย

 

            เป็นเวลานานเกินกว่า 60 ปีแล้วที่ Brand แม่โขงยืนหยัดอยู่เคียงคู่กับสังคมไทย

ในวัยวารแห่งการเริ่มต้น ปีพ.. 2484 สุราปรุงพิเศษ 35 ดีกรี Brand แม่โขงคลอดออกมาท่ามกลางบรรยากาศที่ปกคลุมไปด้วยกระแสรักชาติ เนื่องจากในช่วงเวลานั้น มีการปลุกระดมชาวไทยในกรณีพิพาทเรียกดินแดนริมฝั่งแม่น้ำโขงคืนจากฝรั่งเศส มีการแต่งเพลงปลุกใจที่ย้ำชื่อลำน้ำโขงจนเป็นที่ติดปากและจดจำ

ชื่อ Brand  แม่โขงจึงถูกประดิษฐ์คิดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงเข้ากับเหตุการณ์และสื่อถึงตำแหน่งสินค้าให้ตรึงติดในใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างน้อย 2-3 นัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนถึงค่านิยมไทย ต้านภัยชาวต่างชาติ, กระตุ้นให้คนไทยร่วมเรียกร้องดินแดนกลับคืน รวมถึงสร้างกระแสต้านวิสกี้และบรั่นดีจากต่างประเทศ

เรียกได้ว่า ตั้งต้น Brand แม่โขงก็เปรียบเสมือนสัญลักษณ์การรักชาติไทย ภายใต้ข้อพิพาทกับฝรั่งเศส

สำหรับในแง่กระบวนการส่งเสริมการขายและการประชาสัมพันธ์ ปี พ..2489 โฆษณาชุดแรก ภาพวาดที่ถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า คนหัวล้านได้ปรากฏต่อหน้าสาธารณชน และต่อมาโฆษณาสิ่งพิมพ์ชุด        คนหัวล้านก็สามารถสร้าง Brand Awareness ให้ผู้บริโภครับรู้จดจำแม่โขงได้เป็นอย่างดี

จากนั้นดีกรีของ Brand แม่โขงก็ร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อเริ่มมีการผลิต ปฏิทินแม่โขง” (ภาพนางแบบสยิวสะท้านทรวง) แจกจ่ายตอบแทนลูกค้าในช่วงปีใหม่ก่อนที่ในภายภาคหลังก็ยกเลิกการผลิตไป เพราะต้องประหยัดงบช่วงวิกฤตและร่วมจรรโลงศีลธรรมดีงามกับสังคมไทย

กิจกรรมการตลาดที่แม่โขงดำเนินบทบาทมาต่อเนื่องก็คือ Sport Marketing - สนับสนุนวงการกีฬาเพื่อสื่อสารเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่นสปอนเซอร์ให้นักมวยสวมกางเกงและเสื้อคลุมตราสินค้าแม่โขง

รวมทั้งหนังโฆษณาในยุคหลัง ก็ยิ่งตอกย้ำ Positioning Brand แม่โขง ว่าคือไทยแท้ ยอดฝีมือไทย

จวบจนถึงปัจจุบันกาลหลายสิ่งเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขเวลา

อายุ 60 กว่าปีที่ Brand แม่โขงมีลมหายใจอยู่ ถ้าเปรียบเป็นคน ก็ล่วงสู่วัยชรา ทำให้ภาพลักษณ์แม่โขงดูจะ Conservative ในสายตาคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนดื่มแม่โขงก็แก่ตัวลงทุกทีๆ

จึงเป็นที่มาของการ Refreshing Brand แม่โขงขนานใหญ่!

เดือนกุมภาพันธ์ 2548 .ไทยเบฟเวอร์เรจส์ จัดกิจกรรม Thai Rum Cocktail Contest 2005 เฟ้นหาผู้ชนะเลิศที่คิดค้นสูตรค็อกเทลรสชาติดีที่สุด โดยใช้แม่โขงเป็นส่วนผสมหลัก และมีการทำ Below the Line จัดโครงการแม่โขง ค็อกเทล โรดโชว์ ตามจังหวัดที่มีศักยภาพสูงด้านธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อประชาสัมพันธ์สูตรแม่โขงค็อกเทลที่ชนะเลิศ ให้แก่ร้านค้า ประชาชน และนักท่องเที่ยวทั่วไป

หมากเกมนี้ชัดเจนว่า แม่โขงกำลังต้องการปรับภาพลักษณ์ Brand ให้ดูหนุ่มขึ้น และสามารถที่จะ Approach เข้าหา Lifestyle คนรุ่นใหม่ที่นิยมดื่มค็อกเทลตามงานเลี้ยง โรงแรม

เพราะขืนไม่ทำแบบนี้ นานวันเข้าลมหายใจของ Brand แม่โขงก็จะค่อยๆใกล้ฝั่งไปทุกทีๆ

 

42. แมงป่อง

 

            แมงป่อง เริ่มต้นธุรกิจจากร้านขายเทปคาสเซ็ทธรรมดาๆ ในปี 2524 โดยมีสาขาแรกอยู่ที่ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ราชประสงค์ ก่อนที่จะขยายเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกภาพยนตร์ในรูปแบบวิดีโอ และจัดตั้งเป็นบริษัทแมงป่องจำกัดในปี 2533 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1 ล้านบาท

            แมงป่องเริ่มสร้างแบรนด์อย่างจริงจังเมื่อปี 2535 ด้วยการผันตัวเองจากผู้จำหน่ายเทปเพลงเป็นผู้ให้เช่าภาพยนตร์ กระทั่งตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาผลิตเพื่อจำหน่ายในรูปแบบวิดีโอหรือวีเอชเอส ในยุคที่กระแสความนิยมศิลปินต่างประเทศเริ่มมาแรง

            จุดแข็งของแมงป่องอยู่ที่การขยายช่องทางจำหน่ายอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยปี 2545 เป็นปีแรกที่แมงป่องเริ่มเน้นการขายส่งให้ผู้แทนจำหน่ายภายนอก และเริ่มขยายสาขาอย่างจริงจัง เช่น ผ่านทางโมเดิร์นเทรด 7-Eleven โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาในโมเดิร์นเทรดนั้น สามารถสร้างรายได้เติบโตขึ้นอย่างมาก ปัจจุบันมีจำนวนสาขาไม่ต่ำกว่า 250 แห่งทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 300 สาขาภายในปี 2548 นอกจากนี้ยังมีร้านเช่าวิดีโอ 9 แห่ง และร้านในรูปแบบแฟรนไชส์อีก 43 แห่ง 

            นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดศูนย์ค้าส่งและปลีกภาพยนตร์และเพลงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในรูปแบบของ WALK IN WAREHOURSE ย่านลาดพร้าว และแมงป่อง เมกะสโตร์ เพื่อให้เป็นศูนย์ซื้อ ขาย ให้เช่า หนังและเพลงครบวงจร ในพื้นที่ใกล้กันด้วย

            ปี 2547 กิตติ์ยาใจ ตรีเอกวิจิตร ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมงป่อง จำกัด (มหาชน) ตัดสินใจหันกลับมาให้ความสำคัญกับแบรนด์แมงป่อง ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ลูกค้ามีความคุ้นเคยมานานกว่า 20 ปี หลังได้รับบทเรียนจากการผลิตภาพยนตร์ บุปผาราตรี ในนามบริษัท นครไท พิคเจอร์ จำกัด ซึ่งผู้บริโภคไม่รู้จัก จึงทำให้สูญเสียโอกาสทางการขายไปไม่น้อย

            ดังนั้นตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นไป จะใช้แบรนด์แมงป่อง เป็นตัวขับเคลื่อนทั้งในธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าในเครือ

            นอกจากการผลิตและจำหน่ายภาพยนตร์แล้ว บริษัทในเครือแมงป่องเพิ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากอัลบั้ม น้องมายต์ ป่วนเมือง ที่ทุบสถิติยอดขายทะลุล้านแผ่นไปเมื่อปีที่แล้ว

            ปี 2547 ที่ผ่านมา แมงป่องมีรายได้กว่า 1,547 ล้านบาท และตั้งเป้าเติบโตไม่ต่ำกว่า 20%  มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,100 ล้านบาท ในปี 2548

            แมงป่อง ยังได้รับคัดเลือกเป็น หนึ่งในสุดยอดแบรนด์ชั้นนำของเมืองไทย จากซูเปอร์แบรนด์ ไทยแลนด์ การันตีความแรงของแบรนด์ไทยด้านความบันเทิงได้เป็นอย่างดี

 

 

43. ไวตามิลค์ ดื่มทุกวัน ดีทุกวัน

 

            บริษัท กรีนสปอต (ประเทศไทย) จำกัด เริ่มผลิตนมถั่วเหลืองไวตามิ้ลค์ชนิดขวดแก้ว ในปีพ.. 2501 Brand ไวตามิ้ลค์จึงอยู่คู่ผู้บริโภคชาวไทยมายาวนาน 47 ปี

            พัฒนาการของไวตามิ้ลค์มีมาตลอดต่อเนื่อง ทั้งการขยายการผลิตนมถั่วเหลือง ชนิดกล่องยูเอชที (.. 2526) การพัฒนารสชาติใหม่ๆ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ให้มีชีวิตชีวา

            โดยในช่วงแรกเริ่ม ไวตามิ้ลค์จะเน้นไปที่การขาย Functional Benefit คือเป็นการบอกว่านมถั่วเหลืองมีคุณค่าและโภชนาการอย่างไร ส่งผลดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพแค่ไหน

            จนเมื่อ Educated ตลาดได้รับรู้โดยทั่วกัน จึงเข้าสู่ยุค Emotional Benefit

            กลางปีพ.. 2545 ไวตามิ้ลค์นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ สร้างความสมบูรณ์พร้อมทั้งกายและใจ ผ่านทางหนังโฆษณา 2 ชุด นักวิ่ง (Start Now) และ นักยิมนาสติก (Step Ahead) โดยดึงนักวิ่งและนักยิมนาสติกชื่อดังถึง 11 ชีวิตเป็นพรีเซ็นเตอร์

            การที่เราเลือกเน้นกีฬา เพราะต้องการสร้างแรงบันดาลใจต่อคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ให้หันมาสนใจออกกำลังกาย โดยการเล่นกีฬาเพื่อร่างกายที่สมบูรณ์ อันจะนำไปสู่สุขภาพใจที่สมบูรณ์ตามมา เพราะฉะนั้นเราจึงใช้สโลแกนว่า กายพร้อม ใจพร้อม เราทำได้

นั่นคือ Concept ที่ออกมาจากบริษัท แอมเมกซ์ ทีม แอ๊ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ผู้สร้างสรรค์ผลงานโฆษณา

            ไม่หยุดเพียงเท่านั้น เมษายน พ.. 2546 ไวตามิ้ลค์จัดแคมเปญ รณรงค์กีฬาเพื่อเยาวชนไทยมีการมอบอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน สนับสนุนการจัดแข่งกีฬาประเภทต่างๆ ฯลฯ

นอกจากนั้นยังจัดทำโฆษณาชุด 70 ล้านไทย คัดดาวเด่นทีมชาติไทยมาเป็น แม่แบบ อาทิ สืบศักดิ์ ผันสืบ นักเซปรักตะกร้อ ปลื้มจิตร์ ถินขาว นักวอลเลย์บอลมือตบ ดุสิต เฉลิมแสน นักฟุตบอลจอมเก๋า

เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยหันมาใส่ใจกับการเล่นกีฬา ฝึกฝนเคี่ยวกรำความสามารถให้เก่งกาจอย่างเหล่านักกีฬาคนดังทั้งหลาย

เป็นการใช้พรีเซ็นเตอร์นักกีฬามาช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไวตามิ้ลค์

ล่าสุดไวตามิ้ลค์ก็ต่อยอด Brand เข้าสู่กลุ่มพนักงานออฟฟิศ เพื่อขยายฐานการบริโภค โดยให้นักกีฬาทีมชาติเป็นตัวอย่างที่ดีอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอล นักวิ่งลมกรด นักยิมนาสติก เพื่อกระตุ้นเชิญชวนให้ทุกคนหันมาออกกำลังกาย ในหนังโฆษณาชุด “Sport Metropolitan”

เรียกได้ว่า Brand ไวตามิ้ลค์อยู่ในใจของคนทุกกลุ่มวัยอยู่ตลอดเวลา และทำให้ไวตามิ้ลค์ยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดนมถั่วเหลืองต่อเนื่องสืบไปตราบนาน

(ปัจจุบันไวตามิ้ลค์มีมาร์เก็ตแชร์ ประมาณ 70% ของมูลค่าตลาดนมถั่วเหลือง 5,000 ล้านบาท)

 

 

 

44. สปาย ไวน์คูลเลอร์...ซ่าแค่พอดีๆ

 

            ตำแหน่งดั้งเดิมของ Brand สปาย ไวน์คูลเลอร์ ในยุคเอเยนซี ซาทชิแอนด์ซาทชิ ถูกวางไว้ที่ความเป็นไวน์ซ่า หรือไวน์คูลเลอร์ที่มีความซ่าจากการอัดแก๊ส โดยมีโทนคอนเซ็ปต์การตลาดคือ การค้นหาความซ่าในตัวเองให้เจอ

            ชายหนุ่มคนหนึ่งชอบขัดถูไปแทบทุกสิ่งอย่าง จนวันหนึ่งค้นพบตัวเองเป็นดีเจ Scratch แผ่นในผับ...ยังเป็นโฆษณาชุดที่ยังติดตรึงใจใครหลายคน

            เวลาล่วงผ่านไป สปาย ไวน์คูลเลอร์ เปลี่ยนมือเอเยนซีใหม่เป็น Creative Juice/G1

            พร้อมๆกับการ Repositioning Brand สปาย ไวน์คูลเลอร์ ในช่วงกลางปี 2547 มาสู่การเป็นเครื่องดื่มที่มีระดับแอลกอฮอล์พอดีๆ เพื่อการใช้ชีวิตแบบพอดีๆของคนรุ่นใหม่

เจาะลึกถึงแกนทัศนคติของกลุ่มผู้บริโภค

            เป็นการปรับแนวคิดการสื่อสารการตลาดเชิงสร้างสรรค์สังคม เพื่อให้สอดคล้องกับความเข้มงวดของภาครัฐที่ออกกฎมาควบคุมใกล้ชิดตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

            ต้องทำตลาดแบบส่งเสริมสังคม พูดเรื่องคุณภาพไม่ได้ ห้ามโฆษณาเชิญชวนให้คนดื่มมากขึ้น

            สปายเดินหน้าครบสูตร IMC มีทั้งโฆษณาและ Event Marketing

            โดยจับมือเกี่ยวก้อยกับบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด จัดโครงการ In Spy Party Contest ซึ่งเป็นการประกวดออกแบบจัดงานปาร์ตี้ ภายในบ้านครั้งแรกของประเทศไทย

            พุ่งเป้าตรงไปที่กลุ่มนักศึกษา ในทำนองว่าไม่จำเป็นต้องไปดื่มข้างนอกเสมอไป มีสปายก็สังสรรค์สนุกสนานที่บ้านได้ ปลอดภัยอีกต่างหาก

ไม่หยุดพียงเท่านั้น ในช่วงปลายปี 2547 สปายยังได้ Launch สปาย แบล็ก ที่มีแอลกอฮอล์ 7% จับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ชายโดยเฉพาะ โดยดึงพีท ทองเจือ และอนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

เพราะที่ผ่านมา แม้ Brand สปาย ไวน์คูลเลอร์ จะถูกวางให้เป็น Unisex แต่จากผลงานโฆษณาของคูลเลอร์ คลับ ชุดบอยไม่ดื่ม เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ยังประทับภาพสินค้าไวน์คูลเลอร์ให้กระเดียดไปเป็น Brand สำหรับผู้หญิง

ผลลัพธ์ก็คือกลุ่มผู้ชายซึ่งเป็น Heavy User ของสินค้าประเภทแอลกอฮอล์ลดลงอย่างฮวบฮาบ

สปาย แบล็กจึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะดึงภาพความเป็น Unisex กลับมาสู่อ้อมกอดของ Brand สปาย ไวน์คูลเลอร์

             

              

 

45. สุวรรณชาด ตราพระราชทาน

           

            กลางเดือนตุลาคม 2545 เป็นครั้งแรกที่พสกนิกรชาวไทยได้ยลโฉมเสื้อยืดโปโล ตราสุวรรณชาด ถัดจากนั้นไม่นานเสื้อโปโล ซึ่งมีโลโก้เป็นรูปสุนัขทรงเลี้ยงที่หน้าอกด้านซ้ายนั้น ก็กลายเป็นสินค้าที่ประชาชนถามหาและมียอดสั่งจองอย่างล้นหลาม ทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไปและกลุ่มนักธุรกิจ ชนชั้นนำของประเทศอีกด้วย

            เสื้อทองแดง เป็นสินค้าที่เกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างตราสินค้าที่เป็นของคนไทย ผลิตโดยคนไทย และได้พระราชทานตราสินค้า สุวรรณชาด ขึ้นเป็นต้นแบบ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกิจการของคนไทย ภายใต้โครงการ ภูมิใจในตราสินค้าไทย

            ลักษณะพิเศษของเสื้อทองแดง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงออกแบบพระราชทานเป็นเสื้อยืดดีไซน์พิเศษ นับว่าเป็นการสร้างความแตกต่างจากสินค้าอื่นๆ ในตลาด เช่น กระดุมที่ทรงออกแบบให้มีเพียงเม็ดเดียว แทนที่จะมีสามเม็ดดังที่เสื้อโปโลส่วนใหญ่นิยม เพราะทรงเล็งเห็นว่าการสวมใส่จริงจะกลัดกระดุมเพียงเม็ดเดียว การลดจำนวนกระดุมให้เหลือเพียงเม็ดเดียวยังสะท้อนถึงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงอีกทางหนึ่งด้วย

            ขณะเดียวกันก็มีวิธีการบริหารจัดการทางการตลาดอย่างแข็งแกร่งและครอบคลุมตั้งแต่การผลิตที่ได้คุณภาพสากล, การเปิดแถลงข่าวโครงการ ภูมิใจในตราสินค้าไทย ซึ่งมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี มาเป็นผู้แสดงแบบกิตติมศักดิ์

            บรรจุภัณฑ์ได้ออกแบบเป็นกล่องที่ผลิตจากผักตบชวาสำหรับมอบเป็นของขวัญปีใหม่และสามารถใช้เป็นกล่องใส่กระดาษ A4 ได้ด้วย โดยจำหน่ายผ่านระบบ Call Center และผ่าน e-Commerce ทางเว็บไซต์หอการค้าไทย www.thaichamber.com

            เสื้อทองแดงได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ผลิตและจำหน่ายในครั้งแรก 300,000 ตัว หากเมื่อเปรียบเทียบกับยอดผลิตเสื้อโปโลของสินค้าแบรนด์ระดับโลกอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตแต่ละแบบไม่เกิน 50,000 ตัว ยิ่งยืนยันได้ถึงพลังความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นการประกาศความสำเร็จของตราสินค้าแห่งชาติอีกแบรนด์หนึ่ง ท่ามกลางความนิยมในแบรนด์ต่างชาติ

            ทั้งนี้ ตราสุวรรณชาด ยังได้รับการวางยุทธศาสตร์ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสินค้าใดสินค้าหนึ่ง แต่ได้เตรียมพร้อมที่จะพัฒนาให้เป็น ตราสินค้าแห่งชาติ อย่างจริงจังในอนาคตด้วย

 

 

46. แสงโสมอัจฉริยะไทยระดับโลก

 

            ตลาดเหล้าเมืองไทย เมื่อสมัยประมาณ 30-40 ปีที่แล้ว ยังไม่มีเหล้าใน Segment Economy หรือเหล้า 3 ปี

            ณ ตอนนั้น แสงโสม คือเหล้าไทยที่วาง Positioning ตัวเองเป็น Premium Brand และ Premium Grade ในท่ามกลางมวลหมู่ของตลาดเหล้าไทย

โดยสร้างภาพลักษณ์เหล้าที่ได้รับรางวัลเหรียญทองเป็นเครื่องรับประกัน เป็นการสื่อสารชักชวนให้ผู้บริโภคเกิดการทดลองดื่มได้ไม่ยาก

อีกทั้งยังเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์คนดื่มให้มี Image ที่ดี

            เพราะ Key Message ในตลาดเหล้าล้วนหนีไม่พ้นกฎเกณฑ์ 2-3 ข้อ นั่นคือ รสชาติต้องกลมกล่อม, สามารถเชื่อมโยงความสนุกของกลุ่มเพื่อน และสะท้อน Image มาถึงตัวคนดื่ม

            เมื่อกาลเวลาค่อยๆผ่านไป เริ่มมีเหล้านอกราคาถูก ใน Segment Economy ทยอยตีตั๋วเข้ามาในเมืองไทยนับไม่ถ้วน ราคาจำหน่ายที่แทบไม่ต่างกัน บวกกับภาพลักษณ์ความเป็น Brand อินเตอร์

แสงโสมจึงได้รับผลสะเทือนไม่มากก็น้อย

 มิหนำซ้ำ Brand ใน Portfolio ของ บ.ไทยเบฟเวอร์เรจส์ แทบไม่มีความแตกต่างกันในความรู้สึก     กล่าวคือ ผู้บริโภคไม่สามารถแยกแยะระหว่างแสงโสมกับแม่โขง

            จึงเป็นที่มาของการสร้าง Brand Image ให้แสงโสมรอบใหม่ โดยใช้ดร.อาจอง  ชุมสาย ณ อยุธยา        คนไทยที่คิดค้นระบบลงจอดบนดาวอังคาร มาเป็น Celebrity Endorser สื่อสารเชื่อมโยงไปถึงคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่           ภายใต้ธีม อัจฉริยะไทยระดับโลก

            ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความแตกต่างในแง่ทัศนคติของผู้ดื่ม ระหว่างแสงโสมและแม่โขง เพราะเมื่อแยกกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนโดดเด่นได้แล้ว

สรรพกำลังและความลงตัวในการทำตลาด ก็เป็นเรื่องที่จะตามมา

           

47. หงษ์ทอง หอม อร่อย นุ่ม...เหลือเชื่อ

 

            กระบวนการสร้าง Brand ข้าวหอมมะลิหงษ์ทอง เริ่มต้นมาจากการเห็นความสำเร็จของการขายข้าว   หงษ์ทองในต่างประเทศ

            แต่การทำตลาดในเมืองไทย ข้อแตกต่างแรกจะอยู่ที่ขนาดของถุงที่ใช้บรรจุ เมืองนอกจะบรรจุขนาด 50 กิโลกรัม เป็นหลัก ส่วนในไทย จะเน้นไปที่ขนาด 5 กิโลกรัม

            เริ่มแรกทีเดียว บริษัท เจียเม้ง มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ยึดรูปแบบเดียวกับตลาดในต่างประเทศทุกประการ     คือนำข้าวหอมมะลิที่เป็นข้าวใหม่มาบรรจุถุง ผลปรากฏว่า ไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร เนื่องจากข้าวใหม่หุงลำบาก บางครั้งแฉะ ไม่ได้มาตรฐาน และคนไทยก็ชอบกินข้าวเก่าที่หุงขึ้นหม้อ

            จากข้อผิดพลาดในครั้งนั้น นำมาสู่การพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต ทำให้สามารถผลิตข้าวหอมที่ตรงความต้องการของลิ้นผู้บริโภคชาวไทยได้

             Step ต่อมา หงษ์ทองยังมีการสร้าง Product Variety โดยเพิ่มไลน์สินค้า เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง และจมูกข้าว ทั้งที่เป็นข้าวหอม 100% และข้าวหอม 5% รวมถึงการออกสินค้าในหลายขนาด เช่น บรรจุ 5 กิโลกรัม 2.5 กิโลกรัม เป็นต้น

เมื่อแก้ปัญหาเรื่องตัวโปรดักต์ได้ลุล่วง ทีนี้ก็ถึงคราวใช้กลยุทธ์การตลาดแปลงโฉมสินค้า Commodity เข้าสู่ Brand เต็มรูปแบบ

            สิ่งที่หงษ์ทองพยายามนำเสนอก็คือ การสร้างความแตกต่างในเรื่องคุณภาพให้เห็นชัดเจน ระหว่างข้าวหอมมะลิในท้องตลาดกับข้าวหงษ์ทอง

            เจียเม้ง มาร์เก็ตติ้ง ใช้งบกิจกรรมการตลาดสำหรับ Brand หงษ์ทอง ปีละประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งนอกจากการโฆษณาผ่านสื่อหลัก การจัดรายการส่งเสริมการขาย ยังมีการทำ Below the Line ควบคู่ในรูปแบบต่างๆ เช่น การออกบูธตามงานมหกรรมอาหาร, การทำ CRM โดยจัดตั้งชมรม ครอบครัวหงษ์ทอง เพื่อทำกิจกรรมร่วมกับสมาชิก

มีทั้งวารสารที่จัดส่งให้ ออกไปเยี่ยมเยียนและทำกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน รวมถึงการแนะนำสูตรอาหารในเมนูต่างๆ

นับเป็นการสร้างความผูกพันร่วมโดยตรงระหว่างผู้บริโภคกับ Brand หงษ์ทอง

10 กว่าปีที่ผ่านมา ถือเป็นบทพิสูจน์การสร้าง Brand หงษ์ทอง สำเร็จเต็มภาคภูมิ โดยสามารถเปลี่ยนตัวเองจากสินค้า Commodity ดาดๆตามท้องตลาด มาสู่การเป็น Brand ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องข้าวหอมมะลิชนิดไม่เป็นสองรองใคร

 

 

48. หัวม้าลาย สแตนเลสคู่ครัวไทย

 

            จากแนวคิดที่เห็นเศษสแตนเลสเหลือจากการรับจ้างทำตู้แช่สแตนเลส, ชุดครัวให้โรงแรมและสายการบินต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2509 ทำให้ เสถียร ยังวานิช เจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด ชุมศิลป์ เกิดปิ๊งไอเดียที่จะนำเศษสแตนเลสเหลือใช้เหล่านั้นมาผลิตช้อนสแตนเลส เมื่อปี 2511 ถือเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของ ตราหัวม้าลาย และเป็นการผลิตเครื่องครัวสแตนเลสขึ้นเป็นครั้งแรกในไทยด้วย

            ส่วนการใช้ตราหัวม้าลายก็เป็นหนึ่งในยุทธวิธีทางการตลาดเพื่อให้ลูกค้าในสมัยก่อนที่ยังมีการอ่านหนังสือกันได้น้อย สามารถจำจดแบรนด์ได้อย่างง่ายดาย และม้ายังเป็นสัตว์ที่มีความดีตามความเชื่อของชาวจีนอีกด้วย  

โจทย์สำคัญในการทำการตลาดในช่วงแรกของหัวม้าลายคือการ Educated  ผู้บริโภคให้เข้าใจถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสแตนเลสว่า ไม่มีปัญหาเรื่องลอก ดำ หรือเป็นสนิม อย่างเช่นสินค้าที่ผลิตจากวัสดุอื่นที่วางขายอยู่ในตลาด ซึ่งส่วนใหญ่ในยุคนั้นจะมีแต่ช้อนสังกะสีทาสีเขียวที่พอใช้นานไปก็มักเกิดปัญหาขึ้นสนิม กะเทาะ

            การผลิตช้อนสแตนเลสของหัวม้าลายยังเปิดมิติใหม่ของช้อนแบบดั้งเดิม ไปสู่การพัฒนารูปแบบการผลิตในอุตสาหกรรมสแตนเลสอีกด้วย

            ผลิตภัณฑ์ตราหัวม้าลาย เริ่มบุกเบิกตลาดจากการนำสินค้าไปฝากขายที่สำเพ็ง ซึ่งเป็นศูนย์ขายเครื่องครัวใหญ่ๆ ในสมัยนั้น ซึ่งต้องใช้เวลากว่าสินค้าจะเป็นที่ยอมรับในตลาด นอกจากนั้นก็มีไปออกบูธตามงานกาชาด งานประกวดนางสาวไทยที่วังสราญรมย์

            การไปออกบูธแต่ละครั้งจะทำการให้ข้อมูลแนะนำข้อแตกต่างของสินค้าสแตนเลส จนกระทั่งเกิดการบอกต่อปากต่อปาก (Word of Mouth) ถึงข้อดีของสินค้าไปในที่สุด

            วิธีการทำตลาดของหัวม้าลายในช่วงหลัง คือ การวางกลยุทธ์ครอบคลุมทั้งการขยายช่องทางจัดจำหน่าย  เพื่อกระจายสินค้าไปจุดจำหน่ายทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าเปิด Zebra Shop ให้ครบ 10 สาขา ตามจังหวัดหัวเมืองต่างๆ พร้อมกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายตามเทศกาล นอกเหนือจากนั้น ยังได้จัด Event ใหญ่ปีละ 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงกลางปีและปลายปี การทำ Direct Marketing จัดทำฐานรายชื่อระบบสมาชิกที่มีประมาณ 40,000 ราย เพื่อจัดส่งข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ความเคลื่อนไหวของบริษัทฯ ให้กับลูกค้า

            ปัจจุบันตราหัวม้าลายมีสินค้ากว่า 500 รายการ และจะผลิตสินค้าใหม่ปีละ 30-40 รายการ การเป็นผู้ประกอบการรายแรกในตลาดในอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องอาศัยโนว์ฮาว จึงเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่มีคู่แข่งในตลาดมากนัก ประกอบกับตราหัวม้าลายมีการพัฒนาสินค้าและการจัดจำหน่ายอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ปัจจุบันตราหัวม้าลายยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศเป็นอันดับหนึ่งมากกว่า 50% และส่งออกสินค้าไปอีกกว่า 20 ประเทศ

 

49. องุ่น ห่วงใยหัวใจทุกดวง

 

            จวบจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา 20 ปีเต็มที่น้ำมันถั่วเหลือง Brand องุ่นยังคงยึด Positioning เดิมมาตลอด คือ แช่เย็นไม่เป็นไข และปลอดภัยต่อร่างกาย

            หากย้อนเวลากลับไปเมื่อพ.. 2528 ยุคสมัยที่ผู้บริโภคและร้านค้ายังนิยมใช้น้ำมันปาล์มในการประกอบอาหาร องุ่นเป็น Brand แรกที่บุกเบิกการ Educate ตลาด โดยออกโฆษณานำน้ำมันถั่วเหลืององุ่นเข้าไปแช่ในตู้เย็นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่เป็นไข

รวมทั้งเดินสายกิจกรรมโรดโชว์ นำน้ำมันองุ่นแช่ไว้ในก้อนน้ำแข็งที่เจาะตรงกลางเป็นรู จัด Display เป็นซุ้มไว้ที่จุดซื้อขายน้ำมัน ซึ่งเป็นการสร้าง Brand Experience ยุคแรกสุดขององุ่น เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นกันจะจะกับตาว่า แม้นำไปแช่เย็นก็ไม่เป็นไข

            ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา องุ่นก็สร้าง Brand โดยตอกย้ำ Positioning นี้มาตลอด

            โดยในปี 2543 มีหนังโฆษณา Thematic ออกมา 2 ชุด คือ ทุบน้ำแข็ง และไม่ลองไม่รู้

            ชุดแรกเป็นการนำเสนอคุณสมบัติเด่นของสินค้า ถ่ายทอดเรื่องราวด้วยการทุบน้ำแข็งก้อนใหญ่ ทั้งเฉาะ ทุบ ให้น้ำแข็งแตกกระจาย เพื่อพิสูจน์ว่าน้ำมันองุ่นจะเป็นไขหรือไม่ แต่พอน้ำแข็งแตกแล้วดึงขวดองุ่นออกมา กลับพบว่าไม่เป็นไข

            ส่วนชุดสองเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่า แม้อย่างอื่นจะเป็นไขเมื่อแช่เย็น เช่น น้ำขวดในตู้เย็นที่แข็งจนขุ่น แต่องุ่นก็ยังคงไม่เป็นไขอยู่เหมือนเดิม

            ระหว่างการเดินทาง องุ่นยังใช้ Social Marketing สนับสนุนกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตัวโปรดักต์เป็นระยะๆ เช่น การประกวดแข่งขันโครงการภูมิปัญญาอาหารไทย, การให้ความรู้เรื่องการรักษาหัวใจ, สนับสนุนเทศกาลกินเจ ฯลฯ

            สำหรับในปี 2546 นับเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญที่องุ่นแต่งแต้มสีสันให้กับ Brand เริ่มด้วยการเปลี่ยนฉลากใหม่ จากกระดาษทึบมาเป็นแผ่นฟิล์มใส เพื่อให้สามารถเห็นความใสสะอาดของน้ำมันอย่างชัดเจน

พร้อมๆกับเปิดตัวหนังโฆษณาทีเดียว 5 ชุด โดย 2 ชุดแรก ชุดไฟดับและอิ่มบุญเจ เป็นการแนะนำว่าองุ่นเปลี่ยนโฉมบรรจุภัณฑ์ใหม่ ส่วน 3 ชุดหลังได้แก่ ชุดเจ็บใจ ใจสลาย ใจหาย เป็นการสื่อให้เห็นว่าน้ำมันองุ่นดีต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัว ทั้งผู้ใหญ่ วัยรุ่น เด็กเล็ก ตามคอนเซ็ปต์องุ่น ยังคงไม่เป็นไข ห่วงใยหัวใจทุกดวง

            นอกจากนี้องุ่นยังจัดกิจกรรม ครัวองุ่นเคลื่อนที่ในรูปแบบการสร้าง Brand Experience ตามจุดที่มีการซื้อขายน้ำมันทั่วประเทศ เช่นตลาดสด ชุมชน โดยเป็นการสาธิตทำอาหารรูปแบบต่างๆโดยใช้น้ำมันถั่วเหลืององุ่น, ไปตั้งโต๊ะ Educate ข้อดีของน้ำมันถั่วเหลือง, แจก Booklet ให้ความรู้เรื่องสุขภาพ, เล่นเกม แจกของรางวัล

ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อให้ Brand องุ่นใกล้ชิดผูกกัน เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผู้บริโภคมากขึ้น

ปัจจุบัน องุ่น ก็ยังครองความเป็นผู้นำตลาดน้ำมันถั่วเหลือง มูลค่า 2,600 ล้านบาท มีมาร์เก็ต-แชร์นำโด่ง 53%

 

50. อากิโกะ แบรนด์ไทยสไตล์ญี่ปุ่น

 

            ชื่อแบรนด์ญี่ปุ่นจ๋าอย่าง อากิโกะ (aki-ko) กับโลโก้เด็กหญิงหน้าบึ้งบนซองขนม เห็นรูปลักษณ์เผินๆ อาจนึกว่าเป็นสินค้าอิมพอร์ต แต่แท้ที่จริงแล้วกลับเป็นแบรนด์สายเลือดไทยแท้ๆ

            แม้จะถือกำเนิดในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แต่พี่น้อง ตระกูลพัวพัฒนขจร ในนามกลุ่มฟรุ๊ตเน็ท ซึ่งทำธุรกิจด้านอาหารจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกให้แบรนด์ดังๆ ในยุโรป อเมริกา และเอเชีย มานานกว่า 20 ปี กลับมองเห็นช่องทางที่จะสร้างธุรกิจใหม่จากความถนัดที่มีอยู่

            การสร้างแบรนด์ของอากิโกะ มีเส้นทางอย่างชัดเจนโดยเริ่มจากฐานผลวิจัยผู้บริโภควัยรุ่นที่มีความนิยมในภาพลักษณ์ญี่ปุ่น จึงเป็นที่มาของโลโก้เด็กหญิงหน้าบึ้ง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้บริโภค บวกกับชื่ออากิโกะ ในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าสนุกสนาน ร่าเริง มุ่งจับกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นผู้หญิงอายุ 17-25  ปีเป็นหลัก

            นอกจากนี้ยังมีแบรนด์แวดล้อมเพื่อสร้างเรื่องราวให้แบรนด์หลักอย่างอากิโกะ แยกจับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันคือ อากิโกะ จับกลุ่มเป้าหมาย เด็กผู้หญิง, กิว สุนัขเพื่อนซี้ จับกลุ่มเป้าหมาย เด็กผู้ชาย, อาม่า จับกลุ่มเป้าหมายผู้ใหญ่ที่มีอายุเกิน 30 รักครอบครัว ชอบซื้อขนมมาฝากเด็กๆ และ ซีม่า เพื่อนอาม่า จับกลุ่มเป้าหมายผู้ใหญ่ที่ชอบทานขนม มีความทันสมัยอยู่ในตัว

            ขณะที่การแตกไลน์สินค้า อากิโกะ ยังคงยึดพฤติกรรมของลูกค้าวัยรุ่นผู้หญิงเป็นหลัก และให้ความสำคัญกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย โดยออกแบบแยกเป็นซองเล็กๆ พองๆ (Pillow Pack) ซึ่งเป็นวิธีการขายที่เรียกว่า Pick&Mix ตามพฤติกรรมคนไทยที่ชอบรับประทานขนมจุกจิกอย่างละเล็กละน้อย

            รวมทั้งใช้ Music Marketing มีเพลงประจำร้าน

            แม้จะไม่ใช้งบโฆษณาเลย อาศัยเพียงกลยุทธ์การบอกต่อแบบปากต่อปาก (Words of mouth communication) และการกระจายแหล่งจัดจำหน่ายที่ครอบคลุม ก็ทำให้แบรนด์อากิโกะเข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภค พร้อมกับการก้าวเข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ และส่งออกภายใต้แบรนด์อากิโกะ

            อากิโกะยังมีแผนขยายไปทำสินค้าพรีเมียม เช่น กระเป๋า เสื้อ พวงกุญแจ และมีแนวคิดออกหนังสือการ์ตูนและการ์ตูนแอนิเมชั่นมาเขย่าวงการเพิ่มเติมด้วย

           

 

51. Index Furniture…Inspiration Surprises

 

            ในชั้นวางของตำแหน่งทางการตลาดผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ ถ้าจะเปรียบเฟอร์นิเจอร์ Brand Name สารพัดสารพันไว้อยู่ชั้นบนสุด ขณะที่เฟอร์นิเจอร์ No Name วางขายตามงานแสดงสินค้าต่างๆถูกจัดไว้อยู่กลุ่มฐานล่าง

Index Furniture ก็คงถูกวางอยู่ระหว่างกลางของ 2 Segment ดังกล่าว

เพราะ Brand Index Furniture กำเนิดขึ้นมาเพื่อลด Gap ราคาในตลาดเฟอร์นิเจอร์ โดยอาศัยการขายงานดีไซน์ พะยี่ห้อ Brand และราคาที่ไม่แพงเกินไปนัก

จากนั้นก็เริ่มมี Shop เปิดในห้างสรรพสินค้า มีการตกแต่งร้านให้มี Identity เพื่อสร้าง Perception ที่ดีให้กับผู้บริโภค

โดยร่มเงาการสร้าง Brand ของ Index Furniture Center จะอยู่ภายใต้แนวคิด Inspiration Surprises คือมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้าด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ แตกต่าง ซึ่งจะเน้นการขยายเครือข่ายร่วมกับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศในลักษณะพันธมิตรทางธุรกิจ

Index จะสนับสนุนเรื่องการตกแต่งร้าน การจัดหมวดหมู่สินค้า ให้คงบุคลิกภาพโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้ลูกค้าที่เดินเข้ามาที่ร้านเกิดการจดจำ ณ จุดขาย รวมถึงเกิดไอเดียในการจัดห้อง อันจะนำไปสู่การตัดสินใจซื้อตามมา

นอกจากนี้สินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์ ลูกค้าจะคาดหวังการใช้เป็น Long Term อยู่แล้ว สิ่งที่ Index Furniture พยายามทำก็คือการสร้างความเชื่อมั่นในตราสินค้าของ Index ว่ามีคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า (Value for Money) ควบคู่ไปกับการ Build ตัวเองให้เป็น Trend Setter ในเรื่องดีไซน์และสีสัน

เมื่อ Index เริ่มต้นทำ Brand Extension เปิดตัว Index Living Mall…ภาพพิมพ์ความเป็น Brand เฟอร์นิเจอร์กลับ Reflex มาถึงในทางที่ไม่สู้ดีนัก

เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคิดว่า Index Living Mall ขายแต่เฟอร์นิเจอร์ ทั้งๆที่ในความจริงคือ Special Mall ขายสินค้าตกแต่งบ้านทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นกรอบรูป, แจกัน, นาฬิกาปลุก, โคมไฟ, แก้วน้ำ ฯลฯ

จึงเป็นที่มาของการสร้าง Brand Index Living Mall อย่างจริงจังเต็มรูปแบบ โดย Branding Idea ก็คือ Decoration inspire your own story หรือ Decoration จะเป็นแรงบันดาลใจสะท้อนเรื่องราวชีวิตคุณ และมี   สโลแกนว่า ของทุกชิ้นมีความหมาย และของชิ้นไหนเล่าเรื่องของคุณ

นั่นก็คือที่ Index Living Mall จะเป็น Special Mall ตอบทุกเรื่องราวของ Consumer

ปัจจุบัน Index Living Mall เปิดทำการ 6 สาขาคือ รังสิต, รัตนาธิเบศร์, พหลโยธิน, บางนา, พัทยา และภูเก็ต

 

 

52. AIIZ…Colour  Your Life

 

            แบรนด์เอทูแซด (AIIZ) เกิดขึ้นในปี 2538 โดยคุณปิยะ ธนากิจอำนวย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท รีโน และคาเมล (ประเทศไทย) ที่ก่อตั้ง R&C Group มาตั้งแต่ปี 2536 โดยมีสินค้า 2 ยี่ห้อหลักคือ AIIZ และ คาเมล การเจาะตลาดของ AIIZ เริ่มจากการมองเห็นช่องว่างทางการตลาดระหว่างกลุ่มสินค้าแบรนด์เนมที่ราคาสูงกับกลุ่มสินค้าภายในประเทศที่เป็นแบรนด์ระดับล่าง   

            AIIZ จึงพยายามพัฒนาสินค้าในเรื่องดีไซน์และคุณภาพที่เหนือกว่าสินค้าตามแผงอื่นๆ ขณะเดียวกันก็ตั้งราคาที่ถูกกว่าสินค้าแบรนด์เนม โดยวางตำแหน่งแบรนด์ AIIZ เป็นแบรนด์เสื้อผ้าระดับกลางที่จำหน่ายสินค้าราคาระหว่าง 250-500 บาท รวมทั้งผลักดันสินค้า AIIZ แบรนด์ไทยเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าอย่างเต็มตัว เพื่อสร้างอิมเมจให้กับสินค้า

            สินค้าที่วางจำหน่ายจะครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่เสื้อผ้ากลุ่มเด็กแรกเกิด -  5 เดือน, กลุ่มเด็กตั้งแต่ 5 เดือน 12 ปี ทั้งสองกลุ่มมียอดขายประมาณ 10%, ขณะที่กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มวัยรุ่น15-19 ปี (AIIZ Young)เป็นกลุ่มที่สร้างยอดขายมากที่สุดคือ 60%, และ AIIZ Career สำหรับกลุ่มลูกค้าวัยทำงานอายุ 20-25 ปี มีสัดส่วนยอดขาย 30% รวมทั้งขยายสินค้าไปในไลน์อื่น เช่น ชุดว่ายน้ำ, ชุดชั้นใน และแว่นตา

            นอกจากนี้ยังมีการสร้าง Designer Coffee Shop เพื่อให้เป็นศูนย์รวมสำหรับพบปะ สังสรรค์และหาความรู้ของดีไซเนอร์ รวมทั้งร่วมมือกับบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (ประเทศไทย) จำกัด ในการนำสินค้าเพลงมาจำหน่ายในร้านเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ขณะเดียวกันก็เป็นการดึงกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นให้เข้ามาในร้าน AIIZ มากยิ่งขึ้น

            ล่าสุด AIIZ ใช้ Celebrity Marketing คือการใช้ศิลปินมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้สินค้าเพื่อให้ภาพสินค้าแต่ละกลุ่มชัดเจนขึ้นและเสริมภาพลักษณ์ให้สินค้า โดยใช้ พอลล่า เทย์เลอร์ และปีเตอร์ คอรป์ ไดเรนดัลมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กลุ่ม AIIZ Young และลูกเกด เมทินี กิ่งโพยม เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กลุ่ม AIIZ Career

            ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการขยายช่องทางขาย โดยปี 2548 จะทุ่มงบอีก 50-100 ล้าน สำหรับขยายสาขาอีกประมาณ 10 สาขา จากเดิมที่มีอยู่กว่า 400 สาขาทั่วประเทศ และเล็งรุกตลาดต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะในประเทศกลุ่มอาเซียนที่เตรียมขยายสาขาให้ได้ประเทศละ 200-300 สาขา

            แต่ละปี AIIZ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% และใช้งบประมาณในการทำโฆษณาและประชาสัมพันธ์ 3% จากยอดขาย โดยปี 2547 AIIZ มียอดขายรวม 2,000 ล้านบาท

 

53. FBT ฟุตบอลไทย

 

            หากกล่าวถึงชุดนักกีฬาที่เป็นแบรนด์ของคนไทยขนานแท้ น้อยคนที่จะไม่รู้จักหรือไม่เคยคุ้นกับตราสัญลักษณ์ FBT บนหน้าอกเสื้อนักกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลแมตช์สำคัญๆ

            FBT อยู่คู่สังคมไทยมาตั้งแต่ปี 2495 จากการริเริ่มของกมล โชคไพบูลย์กิจ ที่ปัจจุบันวางมือให้ทายาทคนที่ 5 มนต์ชัย โชคไพบูลย์กิจ เข้ามาบริหารงานแทนเมื่อเกือบ 10 ที่ผ่านมา

            กิจการ FBT เริ่มขึ้นจากร้านเล็กๆ ย่านลาดกระบัง และมีพนักงานเพียง 2-3 คนทำหน้าที่เย็บฟุตบอลในร้าน จนกระทั่งตั้งโรงงานแรกในปี 2515 มีพนักงานเริ่มต้นเพียง 30-40 คนผลิตสินค้ากีฬาหลากหลายประเภท และหลังการตั้งโรงงานแห่งที่สอง ปัจจุบัน FBT มีสินค้าเกี่ยวกับกีฬามากกว่า 300 ประเภท มีพนักงานมากกว่า 2,000 คน และมีแบรนด์ในเครืออีกหลายแบรนด์ คือ FIVE STAR, SUPER STAR, GOLD STAR, LA FRANC BOULE, TURBO, และ HI MAX

            การทำตลาดของ FBT เจาะตรงไปที่การทำ Sport Marketing ผ่านการเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนการแข่งขันกีฬาต่างๆ ทั้งการแข่งขันในประเทศ และการแข่งขันระดับนานาชาติที่จัดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการสนุบสนุนทีมชาติไทยมายาวนาน หรือการได้รับเกียรติจาก FIFA ให้เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 8 เมื่อปี 2522

            ขณะที่แบรนด์ในเครือคือ Five Star ก็ได้รับเลือกเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับนักกีฬาฟุตบอล, บาสเกตบอล, วอลเล่ย์บอล ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 เมื่อปี 2541 หรือการสนับสนุนทีมฟุตบอลทีมชาติไทยในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2546 ก็มีส่วนช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักไปยังกลุ่มประเทศสมาชิก 10 ประเทศ ด้วย

            ด้วยคุณภาพที่ได้มาตรฐานและแบรนด์เป็นที่รู้จักมาช้านาน ทำให้ทีมฟุตบอลทีมชาติเกาหลีเหนือเข้ามาติดต่อขอซื้อเสื้อของ FBT ไปใช้ในระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงเอเธนส์ที่เพิ่งผ่านมาด้วย

            ด้านช่องทางการจำหน่าย FBT เปิดร้าน FBT  Sport Complex ย่านรามคำแหง ด้วยคอนเซ็ปต์ One- Stop Sports Shopping Centre ขณะที่แผนรุกตลาดในปี 2548 FBT เตรียมดึงพันธมิตรต่างจังหวัดทั่วประเทศเป็นตัวแทนเปิดร้านจำหน่ายสินค้า FBT ในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยจะเริ่มนำร่องใน 5-6 จังหวัดใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ

            ส่วนการทำตลาดในต่างประเทศก็เดินตามรอยทางเดียวกัน ที่ผ่านมา FBT เข้าไบสนับสนุนการแข่งขันกีฬาอย่างเป็นทางการในประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญในประเทศแถบอินโดจีนที่ FBT เล็งเข้าไปขยายตลาดเพิ่ม

            นอกจากการผลิตและจำหน่ายเองทั้งในและต่างประเทศด้วยสัดส่วน 60%-40% แล้ว FBT ยังรับผลิตให้แบรนด์เนมต่างประเทศอีกนับ 10 แบรนด์

            ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาหลังรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นการออกกำลังกาย จึงส่งผลดีต่อธุรกิจสินค้ากีฬาด้วย ล่าสุด FBT มีผลประกอบการ 1,200 ล้าน และเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์เดียวที่ติดอันดับ 1 ใน 3 การสำรวจ ยี่ห้อชุดกีฬาที่กลุ่มตัวอย่างคุ้นเคยเป็นอันดับ 1” ของพานิชยการพระนครโพลล์ เมื่อปี 2547 ที่ผ่านมา

 

54. M150 ใจเกินร้อย

           

            M 150 กำเนิดขึ้นในปี 2528 ภายใต้ปีกการบริหารของบริษัท โอสถสภา เต็กเฮงหยู จำกัด ที่ได้ค้นหารสชาติที่ผู้บริโภคต้องการเครื่องดื่มไทยที่มีรสชาติเข้มข้นมากกว่าลิโพวิตัน-ดี  และเพื่อท้าชิงความเป็นเจ้าตลาดกับกระทิงแดงของค่ายทีซีฟาร์ มาชูติคอล

            การตลาดของ M150 ในยุคแรก เริ่มด้วยการรุกตลาดอย่างรุนแรง ด้วยการใช้โฆษณาและการส่งเสริมการขายควบคู่ไปทั่วประเทศ โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้ชายที่ใช้แรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร, กรรมกร, คนขับรถ ฯลฯ เป็นหลัก

            นอกจากนี้ ยังใช้ Celebrity ที่เป็นขวัญใจของผู้ใช้แรงงาน เช่น นักมวยมืออาชีพชื่อดังอย่าง เขาทราย กาแล็คซี่ สามารถ พยัคฆ์อรุณ เพื่อสื่อถึงความแข็งแรงและการเป็นฮีโร่ ไปพร้อมๆ กับการทำ Event Marketing เช่น การสนับสนุนมวยชิงแชมป์โลก, การสนับสนุนมวยไทย มาใช้ในการทำการตลาดอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการสร้าง Brand Visibility ผ่าน Event  เพื่อตอกย้ำการจดจำแบรนด์ และเดินหน้าเจาะกลุ่ม Mass Target อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ จนกระทั่งสามารถสร้างส่วนแบ่งการตลาดได้ 4% ได้ในปีแรก

            หลังกลยุทธ์ประสบความสำเร็จในการเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้แรงงานอีสานที่มีการกระจายตัวออกไปทำงานทั่วประเทศ และการสร้าง Loyalty ต่อสินค้า ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาด M150 เพิ่มขึ้นเป็น 50% จึงได้มีการปรับกลยุทธ์มาใช้ Multi Brand Strategy เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคทั้งตลาดบนและตลาดล่าง ด้วยการแนะนำ ฉลาม เพื่อชนกับคู่แข่งในตลาดล่าง ในลักษณะของในลักษณะของ Fighting Brand

            คอนเซ็ปต์ที่เป็นที่จดจำในกลุ่มผู้บริโภคคือ พลังเอ็ม...พลังใจเกินร้อย ที่ใช้ Celebrity ที่เป็นนักมวยสากลโอลิมปิก เช่น สมรักษ์ คำสิงห์, วิจารณ์ พลฤทธิ์ เป็นต้น และสุดท้ายคือ หนุ่มเอ็ม ตรงใจกลุ่มเป้าหมายและประสบความสำเร็จมาโดยตลอด

การทำ Sport Marketing ด้วยการเป็นผู้สนับสนุนกีฬาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันชกมวย การถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก รวมทั้งการทำ  Localize Marketing เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับรากหญ้าผ่านคอนเสิร์ตศิลปินลูกทุ่ง, กิจกรรมกีฬา และการฉายหนัง รวมทั้งการทำแคมเปญเปิดฝาชิงโชคอันลือลั่น

            ปัจจุบัน กลยุทธ์หลักที่ M 150 ใช้มาตลอดคือ Music Marketing ด้วยการนำ นักร้องขวัญใจวัยรุ่นค่ายแกรมมี่ เช่น เสก โลโซ, มอส ปฏิภาณ, โต ซิลลี่ฟูล, ไบรโอนี่, ลานนา คัมมินส์, แด๊ก บิ๊กแอซ, เป็นตัวแทนของ Brand ในการปรับภาพลักษณ์ของสินค้าจากลุ่มผู้ใช้แรงงาน เป็นกลุ่มวัยรุ่น คนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

            ปัจจุบัน M150 ยังครองตำแหน่งผู้นำในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังด้วยส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 40% จากมูลค่าตลาดรวม 14,000 ล้านบาท

 

 

55. MK Restaurant ช่วงเวลาแห่งความอบอุ่น

 

เอ็มเค สุกี้ ถือกำเนิดขึ้นเป็นสาขาแรก ณ ห้างเซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ในปี 2529

จากจุดเริ่มต้นที่เจ้าสัวสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ หยิบยื่นโอกาสให้เปิดร้านสุกี้ โดยมีข้อแม้ว่าต้องเป็นร้านสุกี้ แบบไม่ใช้เตาแก๊ส

            ไม่ใช่เรื่องง่าย! เพราะถือเป็นโจทย์ใหม่ในวงการสุกี้ สมัยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

ทว่า ฤทธิ์ ธีระโกเมน ลูกเขยคุณป้าทองคำ เมฆโต (ผู้ก่อตั้งเอ็มเค) ก็เพียรเสาะแสวงหาหม้อสุกี้ เตาไฟฟ้าแบบปลอดภัยได้สำเร็จ และตั้งแต่บัดนั้น ตำนานของเอ็มเค สุกี้ ก็เริ่มถูกบันทึกจดจาร

            ในช่วงแรกเริ่ม Brand เอ็มเค สุกี้ จะมุ่งเน้นไปที่การชูความสด อร่อยของอาหาร คุณภาพของอุปกรณ์ ต่างๆนานาที่เป็นการขาย Functional Benefit

            ไม่มีใครที่ไหนบอกได้ว่าบุคลิก หรือภาพลักษณ์ของ Brand เอ็มเคคืออะไร แตกต่างจากเจ้าอื่นอย่างไร

            จนกระทั่งเอเยนซีโฆษณา DY&R (ปัจจุบันคือ Y&R) เข้ามาเปลี่ยนพิมพ์เขียวการสร้าง Brand เอ็มเค

            DY&R เข้ามาเซ็ต Brand Believe ว่าคนที่เข้ามาในร้านสุกี้ เอ็มเค ไม่ได้มาแค่รับประทานสุกี้ แต่มาพบพานช่วงเวลาแห่งความอบอุ่น ผูกสัมพันธ์ของคนในครอบครัว เพื่อนฝูง หรือกระทั่งคนรัก

            จากโฆษณา เปิดตัวแฟน ในปี 2543 เรื่องราวความสนุกสนาน อบอุ่น ของกลุ่มเพื่อนสาวที่นัดแนะไปกินสุกี้ เอ็มเค ต่อด้วยชุด Home Sick ปี 2544 ที่นักเรียนหญิงไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วหวนระลึกถึงวันเวลาที่เคยทานสุกี้กับเพื่อนๆในเมืองไทย หรือจะเป็นโฆษณาที่มีคนนั่งในอ่างจากุชชี่ แล้วเห็นหัวของเพื่อนร่วมอ่างเป็นกุ้ง ปลาหมึก ผักต่างๆสารพัน 

            เป็นการขาย Emotional Benefit ตอกย้ำช่วงเวลาแห่งความอบอุ่น ที่ทั้งอิ่มท้องและอิ่มเอมใจ

            นอกจากนั้นยังมี เพลงโฆษณาชุด Healthy ปลายปี 2545 “อยากเห็นเด็กน้อย แชมป์ร้อยสมัย จิ๊กโก๋เกรงใจ แกร่งนอกแข็งใน อยากเห็นพี่ไทยสมชายชาตรี อกผึ่งไหล่ผาย อาร์โนลด์ว่าเจ๋งก็ยังเรียกพี่…” ที่สร้าง Brand เอ็มเคผ่านโสตประสาทอย่างไพเราะ

ในส่วนพนักงาน เอ็มเคได้มีการถ่ายทอดแบบแผน QCQS (Quality, Clean, Quickness, Service) เพื่อตอกย้ำถึงปรัชญาเอ็มเค คือการสร้างความสุขให้ลูกค้า และกระชับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว

            คงจำกันได้ดีถึงโฆษณาเรียกรอยยิ้ม ชุดฝึกหนักพนักงาน ก่อนพร้อมลงสนาม (เสิร์ฟ)

            ล่าสุด เอ็มเคยังใช้สื่อเสียงเพลงในการสร้าง Brand ทั้งชุดครอบครัวรอหญิงสาวที่ร้านเอ็มเค หรือชุดที่เอาเด็กเป็นตัวเดินเรื่องทั้งหมด เพื่อให้เด็กๆจดจำ Brand เอ็มเค ได้ง่าย

            ปัจจุบันเอ็มเค สุกี้ ชื่อเสียงขจรขจายไม่เฉพาะแค่ในเมืองไทย เพราะได้กลายเป็น Inter Brand มีสาขาทั้งในประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์

 

56. เอ็มโพเรียม

 

            จากการผนึกกำลังระหว่างกลุ่มเดอะมอลล์ และกลุ่มโสภณพนิชที่ต้องการสร้างห้างสรรพสินค้าภาพลักษณ์ใหม่ ร่วมกับอาศัยความเชี่ยวกรากในธุรกิจของเดอะมอลล์ ทำให้ดิ เอ็มโพเรียม กลายเป็นห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ที่เหล่าไฮโซและผู้ที่หาหนทางเทียบชั้นไฮโซต้องไม่พลาดที่จะไปสัมผัสกับความหรู

            เอ็มโพเรียมวางเซ็กเม้นต์หรูระดับพรีเมียม International และ Global Trend รวมทั้งวางตัวเป็น Shopping Complex ระดับโลก และเป็นศูนย์แบรนด์เนมเสื้อผ้าชั้นนำระดับโลก เช่น หลุยส์ วิตตอง มูลแกลล์ เวอร์ซาเช่  ดีเคเอ็นวาย คริสเตียน ดิออร์ ฯลฯ

            แม้จะเปิดตัวในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากสินค้าราคาแพงกลับไม่ได้รับผลกระทบ เพราะลูกค้าประจำที่มีกำลังซื้อสูงยังคงอุดหนุนสินค้าอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเป็นช่วงค่าเงินบาทลดทำให้เป็นผลดีต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาช้อปปิ้งในเมืองไทย และภายหลังเมื่อได้รับอานิสงส์จากรถไฟฟ้าบีทีเอสผ่านหน้าห้างฯ และมีทางเดินเชื่อมต่อกับสถานีพร้อมพงษ์ ยิ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาช้อปปิ้งที่เอ็มโพเรียมมากขึ้น

            ด้วยความเป็นเจ้าแห่งเอนเตอร์เทนเม้นต์ในกลุ่มห้างสรรพสินค้ามาก่อนของเดอะมอลล์ เอ็มโพเรียมจึงเดินตามรอยความสำเร็จของเดอะมอลล์ ด้วยการใส่เอนเตอร์เทนผนวกเข้าไปเอ็มโพเรียม รวมทั้งมีบริการเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Entertainment & Book Store International, Hair Salon, Restaurant, Home & Funishing

            เอ็มโพเรียมยังให้ความสำคัญกับการตกแต่งสถานที่เน้นทั้ง Mood & Tone จนกระทั่งกลายเป็น Trend Setter ดึงดูดให้ลูกค้าที่อยากดูเท่ มีสไตล์เหมือนคนที่มาช้อปปิ้งที่เอ็มโพเรียม หันมาเดินช้อปปิ้งที่เอ็มโพเรียมบ้าง      

            ด้วยการสร้างภาพลักษณ์ของความทันสมัย หรู พ่วงไปกับสไตล์ของห้างฯได้ดังกล่าว เอ็มโพเรียม เป็นสถานที่ที่เอเยนซี สินค้านิยมมาจัด  Event Marketing ไม่ว่าจะเป็นการ Launch New Product , แฟชั่นโชว์, การแสดงสุดยอดนวัตกรรมแปลกใหม่ที่หาชมยาก เป็นต้น

            ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าของเอ็มโพเรียมจะมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสัดส่วนแบ่งเป็นชาวไทย 70 % และชาวต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ประมาณ 30%

 

 

57. S&P ...ชื่อนี้มีแต่ของอร่อย

 

            เส้นทางของเบเกอรี่สายเลือดไทยภายใต้แพ็กเกจจิ้งสวยเก๋ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2516 พี่น้องตระกูล ไรวา และ ศิลาอ่อน ลงขันกัน เปิดร้านขายไอศกรีมเล็กๆ ชื่อ เอสแอนด์พี (S&P) ขึ้นในซอยสุขุมวิท 23 ประสานมิตร โดยมี ภัทรา ศิลาอ่อน ภรรยาของอมเรศ ศิลาอ่อน อดีตกรรมการผู้จัดการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นหัวเรือใหญ่ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน

            ปี 2532 เอสแอนด์พีก็เติบใหญ่กระทั่งเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปลี่ยนสถานะเป็น บริษัทเอสแอนด์พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้เพียงปีเดียว เอสแอนด์พีก็ขยายสาขาแรกในต่างแดนไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในย่านผู้ดีใกล้ๆ กับ Harrod ห้างชั้นนำ ภายใต้ชื่อ PATARA ที่เจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนในต่างประเทศ

            ปี 2537 เอสแอนด์พีร่วมทุนกับ Haagen-Dazs Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา นำเข้าและจัดจำหน่ายไอศกรีมฮาเกน-ดาสก์ ตามด้วยกิจการอื่นๆ อีกมากมาย ไมว่าจะเป็น ภัตตาคารอาหารจีน มังกรทอง”, ร้าน SPEEDY เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งเปิดให้บริการในปั๊มน้ำมัน JET, ร้านอาหารฝรั่ง SPANKY, ร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนชื่อ Patio, ร้านกาแฟ บลูคัพ”, ร้าน วานิลลา อินดัสตรี ที่จับกลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะ, คุกกี้ เดลิโอ เพื่อจับกลุ่มตลาดมวลชน

            ตามมาด้วยตั้งโรงงานผลิตซอส, น้ำพริก, เครื่องครัวปรุงรส รวมทั้งรับผลิตซับแบรนด์ ภายใต้เครื่องหมาย By S&P, อาหารแช่แข็งภายใต้ชื่อ Quick Meal, อาหารแช่แข็ง Economy ซึ่งไม่ต้องใช้ไมโครเวฟ แค่ใส่ถุงอาหารลงไปในน้ำต้มเดือดก็นำมารับประทานได้

            การควบคุมสินค้าให้ได้คุณภาพ การให้ความสำคัญกับการออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้โดนใจกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อเบเกอรี่เอสแอนด์พีไปเป็นของขวัญแล้ว แผนการตลาดของเอสแอนด์พี ยังมุ่งเน้นการขยายสาขาซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรุกขยายเอาท์เล็ตใหม่ๆ ตั้งแต่ช่องทางขายในซูเปอร์มาร์เก็ต, คอนวีเนียนสโตร์, บริการ Delivery ส่งถึงบ้าน, รุกตลาดกลุ่ม Quick Meal เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่คนเมืองหันมาใช้เตาไมโครเวฟมากขึ้น, ตลาดCatering  ที่เป็นการขายผ่านร้านอาหาร โรงแรม ภัตตาคาร เครื่องบิน รถไฟ รถบัส และรถทัวร์, รวมทั้งเป็นซัพพลายให้ร้านอาหารหลายรายการ

            จากยอดขาย 300 บาทในวันแรกที่เปิดร้านเอสแอนด์พีเมื่อ 32  ปีที่แล้ว ปัจจุบันเอสแอนด์พี มียอดขายรวมมูลค่า 3,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 15% ต่อปี

           

 

 

58. ADDA Casual Side of Life

 

จุดขายแรกเริ่มของรองเท้าลำลอง Brand ADDA คือความนุ่ม สวมใส่สบาย หากใครยังพอจำกันได้ ADDA ใช้พีท ทองเจือ เป็นพรีเซ็นเตอร์ทำหน้าที่เชื่อมโยงไปถึงผู้บริโภค

แม้เมื่อเข็มนาฬิกาเดินไป จุดขายข้างต้น แทบไม่แตกต่างจากรองเท้าแตะหรือรองเท้าลำลอง Brand อื่นที่วางขายกันดาษดื่นทั่วไป

จึงเป็นเชื้อทำให้ ADDA ต้องปรับกระบวนคิด เพราะเป็นที่เข้าใจกันดีว่าภายใต้กฎเกณฑ์การแข่งขัน ผู้ที่จะ Survive อยู่รอดและมีผลกำไร ต้องทำหน้าที่สรรค์สร้างความแตกต่างอย่างเข้าถึงจิตใจผู้บริโภค

ADDA เลือกวาง Positioning ของ Brand เสียใหม่ กำหนดกรอบด้วย Emotional Connection- Casual side of life (ด้านสบายๆของชีวิต) และสื่อสารออกมาเป็นความเท่แบบไม่มีเหตุผล ตาม Concept วัยรุ่น ขำขำ อารมณ์ดี

พร้อมยิงโฆษณาบอกเล่าเรื่องราวระหว่างหนึ่งหญิง สองชาย ซึ่งฝ่ายหญิงเลือกแฟนใหม่เพราะคำว่า เหตุผล ที่ปูดโปนออกจากใบหน้า ขณะที่แฟนเก่าตามไปซัดหน้า เหตุผล นั้นเข้าจั๋งหนับ และตัดพ้อว่า...ดีกว่าฉันอย่างไร

เป็นแนวความคิดโฆษณาแบบ Comedy Approach ที่ต้องการย้ำจุดขายของ Brand ให้ชัดเจน อย่างที่ไม่ค่อยมี Player รองเท้าแตะรายใดลงทุนลงแรงอย่างจริงจัง

ผลสำเร็จนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะจากความต่อเนื่องของการ Build Brand ทุกวันนี้ ADDA สามารถ Upgrade จากรองเท้าแตะธรรมดาๆ เฉิดฉายเข้าวางขายในห้างสรรพสินค้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ผลลัพธ์ของการวางพิมพ์เขียว Brand อย่างเป็นระบบ ADDA ยังกลายเป็น Umbrella Brand แตกไลน์ไปสู่สินค้ากางเกงยีนส์ เสื้อผ้าลำลอง และอุปกรณ์แต่งกาย เช่นหมวก เข็มขัด กระเป๋า ถุงเท้า

โดม ปกรณ์ ลัมน์ ถูกเลือกมาสร้างบุคลิกของ Brand กางเกงยีนส์ ADDA …เป็นความเท่แบบไม่มีเหตุผล ในลักษณะของการอยู่นอกกรอบ สบายๆ และแฝงอารมณ์ขำขันลำลอง

จากนี้ ADDA เตรียมตัวเข้าตลาดหุ้น และพร้อมจะเป็น Regional Brand แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้...ยิ่งเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าอิทธิฤทธิ์ของ Brand นั้นเหมือนมีเวทมนตร์ สรรค์สร้างการต่อยอดหาประโยชน์ได้ไม่รู้จบ

 

 

59. โออิชิ กรีนทีชาเขียวแท้ต้นตำรับญี่ปุ่น

 

            ใครจะไปคาดคิดว่าตลาดชาเขียวจะเติบโตก้าวกระโดดได้ถึงเพียงนี้ จากปี 2545 มูลค่าตลาดชาเขียว    ตกที่ประมาณ 400 ล้านบาท พอสิ้นสุดปี 2547 ตัวเลขกลับพุ่งไปปิดที่ 6,000 ล้านบาท

            แม้จะไม่ใช่ Brand ที่ตีตั๋วเข้ามาเป็นผู้เล่นรายแรก แต่วันนี้โออิชิ กรีนที คือผู้นำตลาดชาเขียว ด้วยสัด-ส่วนมาร์เก็ตแชร์เกือบ 40%

            หนทางเดินของโออิชิ กรีนทีนั้น เริ่มต้นจากการเป็นชาเขียวที่มีไว้บริการในร้านโออิชิ บุฟเฟ่ต์ จนเมื่อทางร้านฉลองครบรอบ 4 ปีในเดือนกันยายน 2545 เครื่องดื่มโออิชิ กรีนที จึงถูกวางจำหน่ายในเครือข่ายร้านโออิชิทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโออิชิ บุฟเฟ่ต์, อิน แอนด์ เอาท์, โออิชิ เอ็กเพรส, โออิชิ ราเมน, โออิชิ ซูชิ บาร์

            เมื่อตลาดชาเขียวเริ่มมีการเติบโตแบบก้าวร้าว อีกทั้งผู้บริโภคบางส่วนก็เริ่มได้รับการ Educate ถึงคุณประโยชน์ของชาเขียว

โออิชิ กรีนที จึงไม่รีรอที่จะลงสนาม Mass อย่างเต็มรูปแบบ

            ในขั้นตอนการสื่อสารการตลาด โออิชิ กรีนที พยายามรักษา DNA ความเป็นญี่ปุ่นไว้อย่างหวงแหน

            โฆษณาชุดแรก ดูดความสดชื่น ได้ใช้จุดขายความเป็นต้นตำรับจากญี่ปุ่น สื่อถึงความเป็นชาเขียวแท้ จากวิธีการชงชาแบบญี่ปุ่น

โฆษณาชุดนี้สำเร็จลุล่วง สามารถสร้าง Brand Awareness และตอกย้ำยึดโยงระหว่างญี่ปุ่นกับ โออิชิ    กรีนที แบบแยกกันไม่ออก

            ไม่สิ้นกลิ่นอาทิตย์อุทัย ก็ถึงคราวหยดชาญี่ปุ่นอยากกลับบ้าน

            ชุดนี้ทาง วายแอนด์อาร์ คิดโครงคอนเซ็ปต์ของเรื่องว่า จากบ้านก็ต้องย่อมคิดถึงบ้านเรื่องราวของ หยดชามีชีวิต หนีจากขวดโออิชิไปเกาะบนเสื้อผู้หญิง หวังจะตามกลับไปดินแดนซากุระ มีสัญลักษณ์ต่างๆที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นญี่ปุ่นตลอดทั้งเรื่อง

นับเป็นความต่อเนื่อง คงเส้นคงวาในการยึด Positioning ของ Brand โออิชิ กรีนที

            อย่างไรก็ตามอีก Key Factor หนึ่งที่ทำให้โออิชิ กรีนที ฝ่าหอกคมการแข่งขัน จนก้าวหน้าเป็นผู้นำอย่างทุกวันนี้ได้ ก็คือระบบการจัดจำหน่าย

โออิชิ กรีนที ได้ให้ดีทแฮล์มเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งช่องทางโมเดิร์นเทรด และร้านค้าย่อยนับแสนราย ยังไม่รวมกลยุทธ์กล่องโฟม ที่กระจายไปในทุกที่ ทุกจุดที่คนต้องการเครื่องดื่ม ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส สวนจตุจักร และอีกมากมาย นับหมื่นจุด

 

           

60. i-mobile Multimedia Society

 

            ไอ-โมบาย ( i-mobile ) คือหนึ่งแบรนด์ยี่ห้อมือถือรวมทั้งการให้บริการผ่านมือถือที่ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในทางเลือกที่กลุ่มผู้ใช้โทรศัพท์มือถือรู้จักเป็นอย่างดี

            i-mobile ดำเนินการโดยบริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด ซึ่งก่อตั้งในปี 2546 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2547 เป็นหนึ่งบริษัทในเครือ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตเสาอากาศและจานรับสัญญาณดาวเทียม ก่อนก้าวเข้าสู่การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิตอล 1800 MHz รวมทั้งเพจเจอร์ Postel ซึ่งถูกแทนที่ด้วยโทรศัพท์มือถือที่มีราคาถูกลง

            กลุ่มสามารถจึงพัฒนา Operation ที่มีอยู่เดิมจากการดำเนินธุรกิจ Postel เป็นการให้บริการข้อมูลผ่านบริการ BUG ต่างๆ เช่น BUG MODE บริการข้อมูลผ่านช่องทางไร้สาย เป็นต้น

            จุดเด่นของการสร้างแบรนด์ ไอ-โมบาย คือการรุกทำการตลาดผ่านการผลิตและจำหน่ายโทรศัพท์มือถือที่สร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งผ่านการให้บริการเสริมทั้งภาพและเสียง

            ไม่ว่าจะเป็นการรุกผ่าน Sport Marketing เปิดบริการ ไอ สปอร์ต พรีเมียร์ ลีก ออน โมบาย เป็นครั้งแรกด้วยการบริการรายงานข้อมูล การถ่ายทอดภาพการทำประตู, ภาพไฮไลท์สำคัญของการแข่งขันพรีเมียร์ ลีกฤดูกาลปี 2004-2005 ทุกคู่ ทุกแมตช์, การจับมือกับค่ายเมเจอร์เปิดให้บริการ ไอ เมเจอร์ บริการรายงานข้อมูลหนังใหม่ จองตั๋วหนัง

            ขณะที่การจำหน่ายโทรศัพท์มือถือไอ-โมบาย สามารถ ไอ-โมบาย ได้แบ่งฟังก์ชั่นเครื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันไปคือ IQ เป็นมือถือประเภท Smart phone, I-dea เป็นมือถือมัลติมีเดีย มีกล้องดิจิตอล เล่น MP3 ได้ เป็นต้น และ I-am เป็นมือถือที่มีฟังก์ชั่นการทำงานไม่ซับซ้อน ที่มีดีไซน์และจุดเด่น

            สามารถ ไอ-โมบายยังรุกทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องผ่าน Mobile Marketing ด้วยการใช้รถตระเวนทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมการขาย ไอ-โมบาย แพกเกจและเป็นที่ฮือฮาเมื่อใช้นักร้องดังอย่างวง ดีทูบี เป็นพรีเซ็นเตอร์โทรศัพท์รุ่นจี 50

            ปัจจุบันไอ-โมบายเป็นผู้นำตลาดที่มีส่วนแบ่งสูงสุดในธุรกิจมือถือและการให้บริการเนื้อหาผ่านโทรศัพท์มือถือ และเล็งโกอินเตอร์เป็น Regional Brand ผ่านการสร้าง Business Strategic Partner ด้วยการเข้าไปจับมือกับบริษัทที่มีความแข็งแกร่งในแต่ละประเทศ

 

BrandAge
The Company
BrandAge Essential 2013
BrandAge Essential 2010-2012